ลีสซิ่งกสิกรไทยเปิด5แผนยุทธศาสตร์ จับมือทุกสายงานในเครือคลอดแพ็กเกจตีตลาด


    แม่ทัพใหญ่ลีสซิ่งกสิกรไทย “อิสระ วงศ์รุ่ง” ประกาศ 5 แผนยุทธศาสตร์ นำทัพสู้สังเวียนเดือดเช่าซื้อรถยนต์ ย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจเชิงคุณภาพและบริการ จับมือแบงก์แม่กสิกรไทยและบริษัทในเครือออกแพ็กเกจผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกัน ชูความเป็นเลิศเกินความคาดหมายลูกค้า พร้อมตอบแทนลูกค้าเก่าประวัติดี นำรถมากู้เงิน อนุมัติวงเงินกู้ล่วงหน้าเต็ม 100% พร้อมดอกเบี้ยถูก มั่นใจยอดปล่อยกู้ปีนี้ทะลุเป้า คว้าเส้นชัย 5 หมื่นล้าน

นายอิสระ วงศ์รุ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แผนยุทธศาสตร์การทำธุรกิจในปี 2554 บริษัทฯตั้งเป้าจะเป็นผู้นำธุรกิจให้บริการเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์ในเชิงคุณภาพและบริการ ภายใต้แนวคิดการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) โดยเน้นการเป็นหนึ่งในใจลูกค้าและคู่ค้าธุรกิจ ตอบสนองความต้องการทางการเงินแก่ลูกค้าและคู่ค้าอย่างครบวงจร ผ่านแผนธุรกิจในหลายๆด้านที่จะทำพร้อมๆกันไป
แผนงานแรก บริษัทฯจะเพิ่มความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยและบริษัทในเครือของธนาคารในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่เป็นแพ็กเกจร่วมกันมากขึ้นอย่างครบวงจร เพื่อตอบความต้องการของลูกค้าและเกินความคาดหมายของลูกค้า ผ่านแคมเปญโปรโมชั่นที่โดนใจและเกินกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง

“บริษัทได้เพิ่มความร่วมมือและประสานงานกับส่วนงานต่างๆของทั้งธนาคารกสิกรไทยและบริษัทในเครือว่าทำอย่างไรที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นแพ็กเกจร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของลูกค้าที่จะได้รับมากขึ้นและมีความแตกต่างและเกินความคาดหวังของทั้งลูกค้าระดับบุคคลและลูกค้าธุรกิจ ซึ่งแพ็กเกจความร่วมมือนี้จะมีออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้”นายอิสระกล่าวว่า แผนงานที่สอง บริษัทฯจะจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายและกิจกรรมทางการตลาด ที่จะเน้นในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์อันดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และคู่ค้าทางธุรกิจ โดยในกรณีลูกค้าบุคคล บริษัทฯจะจัดให้ลูกค้าได้มีโอกาสใกล้ชิดกับบริษัทมากขึ้นผ่านกิจกรรมความบันเทิง ได้แก่ การดูหนัง ดูคอนเสิร์ต และปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่ Kautosmilesclub ได้เปิดฟังก์ชั่นใหม่ คือ KL Membership ที่ลูกค้าสามารถเข้าไปตรวจสอบสถานะของสินเชื่อเช่าซื้อของตัวเองได้ ผ่าน Website Know

ส่วนกรณีลูกค้าธุรกิจ บริษัทฯมีแผนความร่วมมือต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมากับธนาคารกสิกรไทยในการจัดโครงการพิเศษร่วมกัน เพื่อสนับสนุนลูกค้าผู้ประกอบการ SME และ รายใหญ่ ของธนาคารให้ได้รับบริการอย่างพิเศษเพื่อการเช่าซื้อรถหรือลีสซิ่งรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการ
อาทิ ปีที่แล้วได้ร่วมมือกับสายงานเอสเอ็มอืของธนาคารกสิกรไทย และบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ในการจัดแคมเปญซื้อรถโตโยต้าผ่านลีสซิ่งกสิกรไทยอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้า SME ของธนาคาร ซึ่งปีนี้แคมเปญนี้ก็ยังทำต่อแต่จะขยายไปยังลูกค้ารายใหญ่ด้วย
สำหรับคู่ค้าทางธุรกิจ จะรักษาความสัมพันธ์อันดีผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ กิจกรรมท่องเที่ยว,กิจกรรมกีฬา และกิจกรรมสัมมนาความรู้ทางเศรษฐกิจและธุรกิจทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมไปถึงความร่วมมือระหว่างกันในการออกแคมเปญ หรือโปรโมชั่นร่วมกัน เพื่อสนับสนุนยอดขายและเป็นสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าร่วมกัน
นายอิสระกล่าวว่า แผนงานที่สาม ในปีนี้จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สินเชื่อเงินสดสำหรับผู้ที่ต้องการใช้รถยนต์เป็นหลักประกัน แต่ไม่ประสงค์โอนทะเบียน (สินเชื่อรถช่วยได้กสิกรไทย หรือ K-CAR to CASH) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า เนื่องจากเห็นว่าเป็นโอกาสในการทำตลาด โดยผลิตภัณฑ์นี้ให้ผลตอบแทนดีและลูกค้ากลุ่มที่ไม่ต้องการโอนทะเบียนรถยนต์ก็จะได้รับความสะดวก
“ลีสซิ่งกสิกรไทยตั้งเป้ายอดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถไว้ทื่ 3 พันล้านบาท หรือประมาณ 1 หมื่นคัน สาเหตุที่ไม่ได้ตั้งเป้าเยอะหรือต้องการเป็นที่หนึ่ง เพราะเรายึดมั่นในนโยบายเครดิตที่คุมเรื่องความเสี่ยงเป็นสำคัญ โดยรถเกิน 10 ปี หรือคุณภาพเครดิตลูกหนี้ด้อยเกินมาตรฐาน เราก็ไม่รับ ทำให้เราไม่ได้เน้นตัวนื้ แต่เนื่องจากกำไรดี เราจึงขอแบ่งมาเก็ตแชร์มาบ้าง”
นายอิสระกล่าวว่า นอกจากนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าประวัติดีที่เคยผ่อนชำระเช่าซื้อรถยนต์กับลีสซิ่งกสิกรไทย หรือกำลังจะผ่อนหมดในอีก 3-6 เดือน บริษัทฯก็จะมีแคมเปญพิเศษให้ โดยจะส่งจดหมายขอบคุณที่เป็นลูกค้าที่ดีของลีสซิ่งกสิกรไทย พร้อมเสนอเงื่อนไขพิเศษ หากต้องการนำรถมากู้ บริษัทฯจะให้ยอดกู้สูงถึง 100% ของราคาประเมิน จากปกติ 80% ของราคาประเมิน และให้อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็น พิเศษ เช่น ในตลาด 4% ลิสซิ่งกสิกรไทยให้  3% ระยะเวลาผ่อนชำระ 60 เดือน เพียงนำข้อมูลส่วนตัวในปัจจุบันมาเสริม อาทิ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เงินเดือนใหม่ ก็จะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทฯมีฐานข้อมูลเดิมอยู่แล้วและได้อนุมัติเงินกู้ล่วงหน้าไว้ให้แล้ว คาดจะเริ่มใช้ได้ไม่เกินไตรมาสสองปีนี้
แผนงานที่สี่ จะขยายเครือข่ายสาขาและศูนย์บริการธุรกิจเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดนครราชสีมา อุดรธานื  อุบลราชธานี และภาคใต้ ที่สุราษฎร์ธานี
แผนงานที่ห้า ในด้านกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัทฯจะเน้นในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเด็กเรื่องการศึกษา การช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
นายอิสระกล่าวว่า จากการดำเนินการผ่านแผนธุรกิจทั้งหมดนี้ บริษัทฯตั้งเป้ายอดการปล่อยสินเชื่อรวมไว้ที่ 43,304 ล้านบาท หรือมีการเติบโตของยอดสินเชื่อใหม่เทียบกับปื 2553 ที่ 19.51% โดยแบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์ รวมถึงสินเชื่อรถช่วยได้กสิกรไทย 32,954 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 10,350 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ปีนี้บริษัทฯจะมียอดสินเชื่อคงค้างที่  63,778 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดเติบโต  18.31% จากปื 2553 และมีจำนวนลูกค้าในระบบเช่าซื้อไม่น้อยกว่า 1.5 แสนบัญชี  ตั้งเป้าผลกำไรในปี 2554 ที่ 472 ล้านบาท โดยจะควบคุมยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้ไม่เกิน  1.68%
สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ในปีนื้ คาดจะมียอดขายรถยนต์เพิ่มขื้นอยู่ทื่ 830,000-870,000 คัน หรือขยายตัว  5-10% จากปีก่อน ซึ่งจากยอดขายที่มีการเติบโตมากจะทำให้ตลาดเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์จะเติบโตไปด้วย ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้นก็ไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์มากนัก และไม่กระทบต่อสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น 0.25% จะกระทบกับค่างวดเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น
“ยอดขายรถยนต์ในภาพรวมปีนี้มีโอกาสที่จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกทั้งเรื่องภาวะเศรษฐกิจ การลงทุนที่มีมากขึ้น ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น และการเข้ามาของรถเซกเมนต์ใหม่ๆ เช่น อีโคคาร์ ที่จะออกสู่ตลาดมากขึ้น จะทำให้ปัจจัยบวกแรงกว่าปัจจัยลบทั้งในเรื่องดอกเบี้ยและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการเมืองในประเทศ ฉะนั้นจึงคาดว่าภาพการแข่งขันของธุรกิจลีสซิ่งจะยังคงเป็นอีกปีที่รุนแรงต่อไป”
นายอิสระกล่าวว่า สำหรับการแข่งขันของลีสซิ่งกสิกรไทยในปีนี้ จะเน้นรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์และปิกอัพมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับภาวะตลาด นอกเหนือจากการมุ่งเน้นรถยนต์ใหม่ที่เป็นยี่ห้อชั้นนำ อาทิ  โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ เบนซ์ บีเอ็ม และรถนำเข้าแบบมีระดับ โดยแบ่งสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อของรถเก๋งและรถปิกอัพในสัดส่วนที่เท่ากัน 50:50 จากเดิมเน้นรถเก๋ง 80% และรถปิกอัพ 20%
“ปีนี้เราจะรักษามาร์เก็ตแชร์ให้ได้ 8% เท่ากับปีก่อน และเป็นผู้เล่นชั้นนำติดอันดับ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของตลาด นอกจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่แล้ว เราก็จะเน้นปล่อยสินเชื่อเพื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์  เพราะเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น การลงทุนและราคาสินค้าการเกษตรดีขึ้น ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ก็ต้องการสต๊อกรถยนต์เพื่อจำหน่ายมากขึ้น รวมถึงจะเน้นสินเชื่อนำรถมากู้เงิน หรือสินเชื่อรถช่วยได้กสิกรไทย“
นายอิสระกล่าวถึงผลประกอบการในปี 2553 ว่า ดีกว่าที่คาดไว้มาก โดยมียอดปล่อยสินเชื่อรวมที่ 41,616 ล้านบาท จากเป้าหมาย 33,962 ล้านบาท  สูงกว่าเป้าถึง 7,654 ล้านบาท หรือเทียบกับปี 2552 เพิ่มขึ้นถึง 33.31% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นยอดสินเชื่อเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์  27,573 ล้านบาท จากเป้าหมาย 25,180 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 9.50% หรือเทียบกับปี 2552 เพิ่มขึ้น 19.69% และสินเชื่อเพื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 14,043 ล้านบาท จากเป้าหมาย 8,782 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 59.91% หรือเทียบกับปี 2552 เพิ่มขึ้น 71.26% และมียอดสินเชื่อคงค้างรวมที่ 53,908 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 52,099 ล้านบาท ถึง 1,809 ล้านบาท และเติบโตจากปี 2552 ถึง 23.63% โดยมี NPL ที่ 1.12% จากแผนที่วางไว้ 2.23% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในระบบ ส่งผลให้มีผลกำไรรวม 393 ล้านบาท จากเป้าหมาย 332 ล้านบาท สูงกว่าเป้าถึง 61 ล้านบาท หรือ 18.37% และหากเทียบกับผลกำไรในปี 2552 เติบโตถึง 63.15%
“เพราะฉะนั้นดูจากสินเชื่อในทุกมิติ ทั้งสินเชื่อใหม่ สินเชื่อคงค้าง NPL และผลกำไร ดีมากหมดเลย ขณะที่การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าเราก็ได้คะแนนสูงสุด เราจึงมั่นใจว่าปีนี้เป้าหมายที่เราตั้งไว้ที่ 43,304 ล้านบาท จะสามารถทำได้ทะลุเป้าอย่างแน่นอน และอาจทำได้จริงถึง 50,000 ล้านบาท จากภาพรวมอุตสาหกรรมที่ดีขึ้น พร้อมกับการดำเนินยุทธศาสตร์ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางเน้นการเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าและคู่ค้าธุรกิจ ผ่านการให้บริการที่เป็นเลิศและตอบสนองความต้องการทางการเงินแก่ลูกค้าและคู่ค้าอย่างครบวงจร ผ่านความร่วมมือกับเครือธนาคารกสิกรไทยในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินเป็นเป็นแพ็กเกจให้กับลูกค้าร่วมกัน”นายอิสระกล่าวทิ้งท้าย

LastUpdate 09/12/2554 15:09:19 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
20-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555