โช่ห่วยช่วยชาติ




 ละครเรื่องใหม่"โชห่วยช่วยชาติ"

จาก"สินไทย"ถึง"ถูกใจ"

                หากมองโลกในแง่ดี โครงการ"โชห่วยช่วยชาติ"อาจเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง หลังจากรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"โดนชาวบ้านรุมจวกถึงความล้มเหลวในการบรรเทาผลกระทบต่างๆ  โดยเฉพาะการประกาศคุมราคา"ข้าวกะเพราไก่" แม้ต้องยอมรับว่า ข้าวของแพงขึ้นจากต้นทุนต่างๆ ตั้งแต่วัตถุดิบ ค่าจ้างและเชื้อเพลิง ทั้งน้ำมันและก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ซึ่งตามแผนทั้งปีจะปรับขึ้นอีกกิโลกรัมละ 12 บาท แต่ความเดือดร้อนถือเป็น"โจทย์"ข้อใหญ่ที่อาจทำให้ประชาชนเริ่มเกิดอาการตะหงิดๆกับรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว

                รายละเอียดของ"โชห่วยช่วยชาติ" หรือโครงการ 1 ร้านค้า 1 ชุมชน) วงเงิน 1,320 ล้านบาทของกระทรวงพาณิชย์ จะสนับสนุน ร้านโชห่วยรวมทั้งร้านอาหารธงฟ้า 10,000 แห่ง ทั่วระเทศ เพื่อจำหน่ายสินค้าที่จำเป็น 20 รายการ ได้แก่ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ผงชูรส น้ำปลา ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นม UHT ซอสปรุงรส เนื้อสุกร เนื้อไก่ สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก แป้งผงโรยตัว น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย ยากำจัดยุงและแมลง โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงชนิดของสินค้า ตามความจำเป็นและการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแต่ละชนิด และตามสภาวะเศรษฐกิจ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด รวมทั้งจัดทำสินค้าภายใต้แบรนด์ "ร้านถูกใจ"

                แผนการดำเนินการแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เริ่มเดือนเมษายน 2555 ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลและจังหวัดใหญ่ 15 จังหวัด (ในเขตอำเภอเมือง) รวม 2,000 แห่ง และระยะที่ 2 เริ่มในเดือนพฤษภาคม 2555 ในทุกจังหวัดอีก 8,000 แห่ง

                กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าว่า โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนประมาณ 10 ล้านคน สามารถซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าท้องตลาดประมาณร้อยละ 20 หรือในภาพรวมจะลดภาระค่าใช้จ่ายได้ 36,000 ล้านบาท เพิ่มความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีส่วนช่วยเพิ่มจีดีพีของประเทศ และมี

ส่วนช่วยชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้าอื่น ๆ ในท้องตลาด และจะส่งผลให้รายได้สุทธิของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

                สำหรับงบประมาณ 1,320 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าตกแต่งร้าน 10,000 บาท/ร้าน ค่าบริหารจัดการร้าน 10,000 บาท/ร้านค่าจัดหาวัตถุดิบ และซื้อสินค้าเข้าร้าน 100 ล้านบาท/โครงการค่าลอจิสติกส์ และติดตั้งระบบเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ระหว่างบริษัท ไปรษณีย์ และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 500 ล้านบาท/โครงการ ค่าจ้างแรงงาน 1,000 คน 100 ล้านบาท/โครงการค่าประชาสัมพันธ์ 100 ล้านบาท/โครงการ ค่าบริหารจัดการคณะกรรมการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ 90 ล้านบาทและค่าบริหารจัดการของกรมการค้าภายใน 9 ล้านบาท ซึ่งนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า  การใช้งบประมาณจะใช้อย่างคุ้มค่า ไม่มีรั่วไหลแน่นอน เพราะแต่ละขั้นตอนมีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน และคณะอนุกรรมการส่วนกลาง ที่มีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน และคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการทุกจังหวัดเป็นประธาน กำกับดูแลอย่างเข้มงวด

                ทั้งนี้ ร้านค้าที่เข้าโครงการ รัฐบาลจะปรับปรุง ตกแต่งหน้าร้านให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมดทั่วประเทศ และสนับสนุนด้านการเงินผ่านธนาคารของรัฐ ได้แก่ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้กู้รายละ 3-4 หมื่นบาทสูงสุด 1 แสนบาท เพื่อให้นำไปซื้อสินค้าเข้ามาขายซึ่งสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย ซึ่งมีระบบคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงและสามารถจัดส่งสินค้าได้

                จริงๆแล้ว "โชห่วยช่วยชาติและร้านถูกใจ"ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะยุคปี 2524 สมัยนายชวน หลีกภัย เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำโครงการช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ภายใต้โครงการสินค้ามวลชน โดยกระทรวงพาณิชย์จดเครื่องหมาย การค้า "สินไทย" และผลิตข้าวโอชา ออกมาจำหน่ายตามช่องทางร้านค้าชุมชนเครือข่ายของกรมการค้าภายใน รวมทั้งสินค้าจำเป็นอีกหลายอย่าง

                 หลักเกณฑ์ของโครงการสินค้ามวลชน "สินไทย" คือ 1. กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นเจ้าของตราสินค้า "สินไทย" เป็นผู้มีสิทธิโดยเด็ดขาด ที่จะมอบอำนาจในการจำหน่ายสินค้าโดยไม่คิดมูลค่าและมีสิทธิอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามาร่วมโครงการได้ 2. บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะผลิตสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด 3. รัฐบาลจะตรวจตราและควบคุมคุณภาพ ราคา และการจัดจำหน่าย ประเภทของสินค้าที่ผลิตและวางตลาดแล้ว ได้แก่ ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แป้งเด็ก น้ำมันพืช น้ำมันก๊าด นมผง และปลากระป๋อง

                ขณะนั้น จิระภรณ์ ตันติชัยรัตนกูล นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำวิทยานิพนธ์เรื่อง"ความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าสินไทยในเขตกรุงเทพมหานคร" ซึ่งก็พบว่า ผู้บริโภคประมาณร้อยละ 57 เคยใช้สินค้าสินไทย และในบรรดาสินค้าสินไทยที่ผลิตและจำหน่ายในปัจจุบัน ผงซักฟอกเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด รองลงมาคือสบู่และยาสีฟัน

 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าสินไทยมาใช้คือ ต้องการประหยัด ส่วนเหตุผลของผู้บริโภคที่ไม่เคยใช้สินค้าสินไทย คือไม่มั่นใจในคุณภาพ อย่างไรก็ตาม มีผู้บริโภคที่เคยใช้สินค้าสินไทยส่วนใหญ่มีความเห็นว่าโครงการสินค้ามวลชนควรจะมีอยู่ต่อไป และควรเพิ่มประเภทของสินค้าให้มากขึ้นด้วย

                วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังระบุถึงปัญหาในการดำเนินงาน ตั้งแต่การผลิตและการจำหน่ายสินค้าสินไทยเป็นการขอความร่วมมือเอกชนให้ดำเนินการ ถ้าผู้เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์จากการผลิต และจำหน่ายสินค้าสินไทยน้อยกว่าสินค้าชนิดอื่น ก็จะไม่มีแรงจูงใจให้ผู้ผลิตดำเนินการผลิตและจำหน่ายสินค้าสินไทยอย่างเต็มที่ ทางด้านคุณภาพแม้ว่าสินค้าสินไทยจะมีคุณภาพมาตรฐานตามที่ทางราชการกำหนด แต่การที่สินค้าได้มาตรฐานและราคาถูกกว่าก็มิได้หมายความว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดเสมอไป ทางด้านการจัดจำหน่ายการกระจายสินค้าสินไทยยังไม่ทั่วถึง ด้านการโฆษณาสินค้าสินไทยยังไม่ทั่วถึงและขาดการต่อเนื่อง

                ดังนั้น หากฟังเสียงยืนยันหลายๆครั้งของนายบุญทรง

                สินค้าที่ขายในร้านถูกใจจะถูกกว่าท้องตลาด20% เพราะเป็นสินค้าเฮาส์แบรนด์ ที่ผู้ผลิตหักค่าขนส่ง และค่าการตลาดออกแล้ว ส่วนคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่มีการลดคุณภาพลงแน่นอน หากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการรายใดขายสินค้าเฮาส์แบรนด์แพงกว่าราคาที่กำหนด จะมีความผิด และจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย

                ทั้งหมดล้วนเป็นคำสัญญา ซึ่งใช้ระยะเวลาไม่ถึงเดือนก็รู้ผล"หมู่"หรือ"จ่า" และชี้ให้เห็นชัดเจนว่า "โชห่วยช่วยชาติ"จะเป็นเพียงแค่ละครอีกเรื่องต่อจาก"ข้าวกะเพราไก่"หรือไม่

                ที่เสี่ยงก็คือ ละครเรื่องนี้ ผู้จัดอย่าง"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ทุ่มงบมหาศาลกว่าพันล้านนี่สิ


LastUpdate 02/04/2555 05:50:50 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
20-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555