ศึกเดือดแบงก์นอก ชิงไหวพริบ-รื้อแผนธุรกิจ เร่งโกยมาร์เก็ตแชร์


 แบงก์นอกปรับแผนชุดใหญ่ HSBC ถอนตัวจากตลาดรายย่อย หันโฟกัสลูกค้าธุรกิจอย่างเดียว ชูจุดแข็งพาลูกค้าโกอินเตอร์ ด้านซิตี้แบงก์ชิงจังหวะ จ่อลงทุนเพิ่มชิงมาร์เก็ตแชร์ ชี้ไทยเป็น 1 ใน 15 ตลาดในสายตาแบงก์แม่ เร่งขยายบริการออนไลน์-มือถือ ส่วนสแตนชาร์ตตั้งเป้ารายได้โตเกิน 10% ต่อยอดบริการโดนใจเสริมทัพ


           หลังจากมีข่าวเขย่าวงการธุรกิจการเงินสำหรับรายย่อยเมื่อธนาคารเอชเอสบีซีตัดสินใจขายธุรกิจส่วนนี้ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเมื่อปลายปี 2554 และจะเริ่มดำเนินการโอนย้ายระหว่างกันในปีนี้

          นายแมตทิว ล็อบเนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอสเอชบีซี (ประเทศไทย) กล่าวว่า การตัดขายธุรกิจส่วนดังกล่าว เป็นการดำเนินนโยบายตามกลุ่มธนาคารเอชเอสบีซี เพื่อหันมาโฟกัสในกลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่าการตัดขายธุรกิจรายย่อยจะไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันหรือเสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจในไทย เนื่องจากลูกค้าในกลุ่มรายย่อยมีสัดส่วนไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับธุรกิจโดยรวมของธนาคาร
         
           อย่างไรก็ตาม ธนาคารเอชเอสบีซีจะยังดำเนินธุรกิจในไทยโดยมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญในตลาดลูกค้าองค์กรเป็นหลัก โดยเฉพาะบริการทางการเงินเพื่อสนับสนุนลูกค้าธุรกิจที่ต้องการไปลงทุนต่างประเทศ และลูกค้าบริษัทข้ามชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เริ่มต้นขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุนเพิ่มขึ้นในฐานะฐานการผลิตที่สำคัญของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์
 
           ในจังหวะที่ธนาคารเอชเอสบีซีถอนตัวจากตลาดรายย่อยนั้น อีกหนึ่งแบงก์ต่างชาติอย่างซิตี้แบงก์ยังพร้อมเดินหน้าในธุรกิจนี้อยู่ โดยนายดาเรน บัคลีย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทยและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจลูกค้าองค์กร กล่าวว่า ธนาคารยังคงให้ความสนใจในตลาดประเทศไทยต่อไปและไม่มีแผนจะถอนตัวออกจากธุรกิจนี้อย่างแน่นอน และในทางตรงกันข้าม ธนาคารพร้อมจะลงทุนเพิ่มขึ้นเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการขยายธุรกิจนี้
 
           “ประเทศไทยถือเป็น 1 ใน 15 ตลาดสำคัญที่กลุ่มซิตี้แบงก์ให้ความสำคัญมาก และมองเห็นศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งยอมรับว่าตลาดการเงินสำหรับลูกค้ารายย่อยในไทยมีการแข่งขันสูงมาก ธนาคารไทยที่ยังอยู่ในตลาดก็ล้วนมีความแข็งแกร่ง มีฐานเงินทุนสนับสนุนที่ดี และมีตำแหน่งในตลาดที่ได้เปรียบเช่นกัน แม้จะมองเห็นโอกาส แต่การเข้ามาทำตลาดคงไม่ง่ายนัก”

            นายบัคลีย์กล่าวอีกว่า กลยุทธ์สำหรับตลาดรายย่อย ธนาคารจะมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมทั้งสินค้าและบริการ โดยเฉพาะช่องทางบริการผ่านออนไลน์และโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ธนาคารจะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะการบริการผ่านสาขาทำได้ลำบากบนข้อจำกัดที่ธนาคารสามารถเปิดได้เพียง 3 สาขาในปัจจุบัน

          อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มลูกค้าธุรกิจองค์กรที่คิดเป็นสัดส่วนอีก 50% ของธนาคาร ก็ไม่ใช่สิ่งที่ธนาคารจะมองข้ามไป โดยนายบัคลีย์กล่าวว่า การกระชับความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในการจะดึงให้ลูกค้าขยายมาใช้บริการอื่นๆ ของธนาคารให้เพิ่มมากขึ้นด้วย เช่น ล่าสุดที่ธนาคารได้รับคัดเลือกจาก บมจ.การบินไทย ให้เป็นผู้บริการจัดการเงินสดของบริษัทที่มีใน 44 ประเทศทั่วโลก เป็นต้น
 
          ขณะที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) โดยนางลิน ค็อก กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า นโยบายการเติบโตของปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายสร้างรายได้รวมเติบโตขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ให้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาซึ่งสามารถทำกำไรได้ดีเป็นประวัติการณ์ถึง 4,004 ล้านบาท เติบโตขึ้น 27%
 
           กลยุทธ์การเติบโตนั้น ธนาคารจะมุ่งเน้นทั้งธุรกิจบุคคลธนกิจที่ใช้ “เซอร์วิสการันตี” เป็นกลยุทธ์หลัก สามารถการันตีระยะเวลาในการอนุมัติสินเชื่อภายใน 48 ชั่วโมง และการันตีระยะเวลาในการบริการในสาขาต้องไม่เกิน 8 นาที ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลตอบรับที่ดีมาก ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการเวลธ์แมเนจเมนต์ ก็จะมี “คลินิกจัดการความมั่งคั่ง” เพื่อให้ความรู้ในการบริหารทรัพย์สินแก่ลูกค้าได้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย
 
           นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ด้านสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งธนาคารแม่ในอังกฤษเป็นผู้สนับสนุนหลักให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล จึงจะนำจุดเด่นนี้มาต่อยอดในการทำแคมเปญต่างๆ หลังจากปีที่แล้วประสบความสำเร็จมากในการออกบัญชีเงินฝาก “เซฟวิ่ง ฟอร์ แฟน” พร้อมกับบัตรเอทีเอ็มและเดบิต ซึ่งช่วยเพิ่มยอดลูกค้าใหม่ๆ ได้อย่างมาก คิดเป็นสัดส่วนถึง 54% ของยอดลูกค้าใหม่ในปี 2554
 
           ขณะที่ธุรกิจสถาบันธนกิจ ธนาคารจะเน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ลูกค้าที่ต้องขยายการลงทุนไปสู่ต่างประเทศ เนื่องจากธนาคารมีความเชี่ยวชาญและมีสาขาในประเทศต่างๆ กว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ก็จะยิ่งเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดมากยิ่งขึ้น

LastUpdate 11/04/2555 22:25:02 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
15-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555