'WORKING WOMAN' ตัวจริง ปาจรี สาธรณ์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสพิธีการประชาสัมพันธ์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด


วันนี้ เอซีนิวส์ มีโอกาสนั่งคุยกับ สาวที่มีบุคลิก สวยสง่า แต่แฝงไว้ด้วยความลึกลับ จนทำให้เราสนใจค้นหาเรื่องราวของเธอคนนี้เป็นอย่างยิ่ง

สาวที่น่าสนใจคนนี้คือ คุณปาจรี สาธรณ์ หรือ คุณเชอรี่ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสพิธีการประชาสัมพันธ์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ชีวิตของเธอในแต่ละช่วง มีมุมที่น่าสนใจทำให้เรามองภาพผู้หญิงคนนี้ต่างไปจากที่เราเห็นในครั้งแรก  

เรานัดสาวสวยคนนี้มานั่งคุยในบรรยากาศแบบสบายๆกับโซฟาตัวสวย ทำให้เราได้เห็นบุคลิกที่เป็นกันเองของเธอ ซึ่งเธอบอกว่าถ้าคนที่ไม่รู้จักจะคิดว่าเธอหยิ่งและดุ !คุณเชอรี่เริ่มเปิดฉากด้วยการพูดถึงสิ่งที่ทุกคนมองเธอจากภายนอก 

เส้นทางการทำงานของเธอมีการพลิกผันเปลี่ยนแปลงหลายครั้งหลายหน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เธอถือเป็นโชคดี ที่ได้เรียนรู้งานใหม่ๆในหน้าที่ต่างๆ จนทำให้ผู้หญิงธรรมดาๆอย่าง คุณเชอรี่ ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในวงการค้าปลีกอย่างภาคภูมิใจ 

คุณเชอรี่เริ่มเปิดฉากชีวิต “ หากย้อนไปคงไม่ใช่แค่หน้าที่การงานเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อยแต่ชีวิตวัยเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นเดียวกันค่ะ เพราะในช่วงเรียนปี1 ตอนนั้นอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เราเลือกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ แต่กลับค้นพบว่าตัวเองไม่ถนัดด้านเศรษฐศาสตร์ เลยแม้แต่นิดเดียว จึงคิดว่าถ้าฝืนเรียนต่อไปคงไม่รุ่งแน่ จึงตัดสินใจย้ายคณะไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ Plan C (การจัดการ) เมื่อเจอสายที่ถนัดเราจึงมุ่งมั่นเรียนอย่างเต็มที่ตั้งใจว่าต้องการจะให้จบเร็วๆและก็เรียนจบตามที่ตั้งใจไว้”

คุณเชอรี่เล่าต่อว่า “ หลังเรียนจบกำลังไฟแรงทีเดียวเราได้เริ่มงานเกี่ยวกับด้านการเงินที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีธุรกิจคล้ายๆกับ คิงส์ พาวเวอร์ ค่ะ ทำได้ประมาณหนึ่งปี ก็ลาออกและไปสมัครงานที่ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ซึ่งช่วงนั้น เดอะมอลล์  กำลังขยายงานรับพนักงานใหม่จำนวนมาก เราลองไปสมัครดูปรากฏว่าได้ค่ะ ซึ่งได้ทำงานในแผนกลูกค้าสัมพันธ์ซึ่งเป็นงานที่จะต้องพูดคุย ตอบคำถามกับลูกค้าเป็นส่วนใหญ่ ทำหน้าที่นี้อยู่ประมาณสองสัปดาห์ ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้ไปอยู่แผนกโฆษณา 

ซึ่งการทำงานในแผนกโฆษณาไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับเด็กจบใหม่ที่ไม่ได้จบสายนี้มา ทำให้ต้องเจอกับปัญหาต่างๆนานา ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็โชคดีที่เรามีแนวคิดที่ว่าปัญหา คือบททดสอบทำให้เราได้ใช้ความคิดหาวิธีการ เป็นประสบการณ์ที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ ปัญหาเพิ่มขึ้นก็ทำให้เราแกร่งขึ้น และในที่สุดก็สามารถแก้ปัญหาต่างๆไปได้ทุกครั้ง ทำให้เรารู้ว่า ทุกอย่างสามารถทำได้และทำให้เราเข้าใจได้ว่า ชีวิตนอกตำราในการทำงานมันซับซ้อนกว่าที่เราคิด เราใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาแค่ 50% ส่วนอีก 50% อยู่ที่ประสบการณ์นะคะ”

การโยกย้ายงานนั้น ยอมรับค่ะว่าความต้องใช้เวลาในการปรับตัว เราปรับตัวอยู่ประมาณ 1ปี ทุกอย่างก็ลงตัว การทำงานก็สมูทมากขึ้น ไม่ติดขัดอะไร และในที่สุดก็สามารถทำงานทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

ความยากของงานโฆษณาของห้างอยู่ที่ถูกกดดันเรื่องของเวลา เพราะจะต้องเคลียร์งานให้เสร็จทันตามที่ห้างจะจัดโปรโมชั่น ซึ่งจะต้องประสานกับแผนกสินค้าทุกชนิด ทุกยี่ห้อที่จะจัดโปรโมชั่น ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ กว่าที่แต่ละแผนกจะส่งข้อมูลมาให้ จะใกล้เวลาในการลงโฆษณา หลายครั้งที่ต้องทำงานถึงเช้า เพื่อรอ บรู๊ฟต้นฉบับก่อนที่จะส่งให้กับสื่อต่างๆค่ะ” 

คุณเชอรี่ เล่าต่อว่า “ ทำงานด้านโฆษณาประมาณ 6-7 ปี เดอะมอลล์ กรุ๊ป ก็จัดโครงสร้างพนักงานครั้งใหญ่ มีการโยกย้ายหมุนเวียนตำแหน่งกันทั้งกรุ๊ป เพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัท ซึ่งในช่วงนั้น มีการขยายแบรนด์ทั้งเอ็มโพเรียม และสยามพารากอน โดยเราได้รับผิดชอบงานด้านพีอาร์ ดูแลงานพิธีการ ซึ่งความท้าทายของงานใหม่คือ ต้องติดต่อกับสำนักพระราชวังซึ่งต้องใช้ความรอบคอบเป็นอย่างมาก ซึ่งลักษณะงานจะต่างจากทำพีอาร์ทั่วไป แต่เราก็ปรับตัวได้ ทำไปสักระยะหนึ่งก็เริ่มเข้าที่ค่ะ” จึงทำให้ชื่อของเธอติดอันดับแนวหน้าในวงการอีเวนท์ไฮโซ” 

ในช่วงครึ่งทางของชีวิตการทำงานที่เดอะ มอลล์ กรุ๊ป เธอเคยลาออกไป และไปทำงานด้านการตลาดให้กับ ไมเนอร์ กรุ๊ป ทำอยู่ประมาณ 1 ปี ก็กลับมาทำงานที่เดอะ มอลล์ อีกครั้งเพราะผู้ใหญ่ต้องการให้กลับมาช่วยงาน  

คุณเชอรี่พูดถึงการทำงานที่ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ว่า “ การทำงานที่นี่ทำให้หูตากว้างไกล ได้เรียนรู้ทุกอย่าง เพราะในเดอะ มอลล์ มีพนักงาน 3 เชื้อชาติ ทำงานร่วมกัน ทั้งไทย จีน ฝรั่ง ทำให้ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการทำงานกัน ซึ่งสามารถนำวิธีการของฝรั่งหรือจีน มาประยุกต์ใช้ในองค์กรได้เป็นอย่างดีค่ะ ”

ด้วยความเป็น working women และ single mom  ทำให้คุณเชอรี่พยายามหารายได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากงานประจำที่เดอะ มอลล์ ทั้งลงขันเปิดลานเบียร์กับเพื่อน ทั้งลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคุณเชอรี่บอกกับตัวเองเสมอว่า ชีวิตนี้ต้องไม่จน จึงทำงานอย่างหนักมาทั้งชีวิต เพื่อให้คุณแม่ น้องชาย ลูกๆ และตัวเองมีชีวิตที่สุขสบาย ซึ่งทุกวันนี้เธอมาถึงเป้าหมายแล้วด้วยวัย 50 ต้นๆ

เธอไม่ค่อยได้หยุดพัก แม้ว่าจะหมดเวลางานประจำในแต่ละวันแล้ว เพราะเธอเป็นคนที่อยู่เฉยไม่ได้ เธอบอกว่า “ รู้สึกเสียดายเวลาค่ะ เราเป็นคนมีภาระ กอร์ปกับชอบลงทุน ชอบเสี่ยง ช่วงที่สนุกที่สุดคือช่วงที่ลงทุนกับเพื่อนเปิดลานเบียร์ไฮเนเก้นที่ เซ็นทรัล เวิลด์ ในช่วงเทศกาลเบียร์ ซึ่งจัดต่อเนื่องนานนับ 10 ปี ตอนนั้นยอมรับว่าเหนื่อยมาก เพราะว่าการเดินทาง  กว่าจะฝ่ารถติดจาก เดอะ มอลล์ บางกะปิ มาถึงลานเบียร์ ใช้เวลาเป็นชั่วโมง และเมื่อปิดร้าน ก็ต้องดูแลความเรียบร้อยกว่าจะเสร็จภารกิจในแต่ละวันและกลับถึงบ้านก็ราวๆตีสามตีสี่ของทุกวัน เรียกว่าได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง เพราะตอนเช้าก็ต้องรีบตื่น เพื่อไปทำงานที่เดอะ มอลล์ ช่วงนั้น หน้าจะคล้ายๆ แพนด้า เพราะอดนอนทุกคืนนานเป็นเดือน (เธอหัวเราะ)” 

ไม่เพียงเท่านี้ เนื่องจากเธอเป็นคนกล้าเสี่ยงเธอยังลงทุนเรื่องอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย โดยการซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ พื้นที่ 1 ไร่  ไว้ที่สันทราย ใกล้แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เพราะเป็นคนที่ชื่นชอบจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก และมีความคิดว่าสักวันจะได้ไปอยู่ที่เชียงใหม่ แต่ไม่คิดว่า การซื้อที่ดินครั้งนั้นเมื่อ 5-6 ปีก่อนจะทำให้เงินเก็บที่มีอยู่ให้งอกเงยขึ้นมากกว่าเท่าตัว เพราะมีคนมาขอซื้อต่อในราคา 6 ล้านบาท ขณะที่ซื้อมาราคาเพียง 2.7 ล้านบาทเท่านั้นเอง ทำให้เธอติดใจ เนื่องจากสร้างผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจหาซื้อที่ดินแปลงใหม่ทันที ทั้งที่ยังไม่ได้ดูแปลงที่ดิน รู้แต่ว่ามีห้วยน้ำสายเล็กๆไหลผ่าน ก็ตัดสินใจซื้อ และหลังจากที่ซื้อที่ดินแปลงใหม่ได้ไม่นาน จึงรู้ว่า ในพื้นที่ใกล้กันจะมีการสร้างคอมมูนิตี้ มอลล์ ซึ่งจะทำให้ราคาที่แปลงใหม่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน 

ดูเหมือนว่าคุณเชอรี่จะเป็น working woman ตัวยง แต่เธอก็ยังสามารถแบ่งเวลาสำหรับการท่องเที่ยวได้บ้าง "จริงๆแล้วเป็นคนชอบเที่ยวนะคะ และชอบมากที่สุดคือเชียงใหม่ จึงตัดสินใจซื้อที่ดินที่เชียงใหม่อย่างที่เล่าให้ฟังนั้นละค่ะ เพราะวางแผนว่าจะไปลงทุนธุรกิจเล็กๆที่เชียงใหม่ อาจจะลงทุนสร้างหอพัก หรืออพาร์ทเม้นท์ เพื่อมีรายได้เลี้ยงตัวเองในอนาคต"

เธอพูดถึงชีวิตส่วนตัวเพิ่มเติมว่า " ถ้าว่างจะใช้เวลาอยู่กับลูกๆ 2 คน ในวันหยุดก็จะพากันไปทานข้าวนอกบ้านบ้าง ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว  ซึ่งแน่นอนว่าหนีไม่พ้นต้องไปที่เชียงใหม่ เพราะเป็นเมืองในฝัน ”

เราถามถึงการวางอนาคตให้กับลูกๆของเธอ ซึ่งตอนนี้คนโตเป็นผู้ชายวัย 18 ปี เรียนอยู่ที่เอแบค ส่วนลูกสาวคนเล็กเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบดินทร์เดชา ซึ่งคุณเชอรี่ บอกว่า “ หลักในการเลี้ยงดูลูกนั้นจะใช้หลักเดียวกับที่ตัวเองได้รับการเลี้ยงดูมา คือ สอนให้ลูกรู้จักช่วยตัวเอง เช่น ให้เขารู้จักรับผิดชอบตัวเอง ดูแลข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว ฝึกให้ทำงานบ้าน ซักผ้า รีดผ้าเองค่ะ เราจะปล่อยให้ลูกได้คิด และตัดสินใจเองว่าจะเลือกเรียนอะไร โดยลูกชายคนโตในวัยเด็กสมัยเรียนสาธิตเกษตร ค่อนข้างแตกแถวนิดหน่อย จึงให้ไปอยู่โรงเรียนประจำที่ อัญสัมชัญ ศรีราชา และให้ไปอยู่ที่แคนาดา โครงการแลกเปลี่ยน 1 ปี  ปรากฎว่า ทำให้ลูกชายดีขึ้น ไม่เกเรเหมือนอดีต เพราะที่นั่นฝึกเด็กให้มีวินัยและช่วยตัวเองซึ่งก็ได้ผลนะคะรู้สึกว่าเขาดีขึ้น ไม่เกเรเหมือนอดีต

และสำหรับลูกชายคนนี้เราวางแผนว่า เมื่อเรียนจบระดับปริญญาตรีที่เอแบคแล้ว จะให้ไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ต่างประเทศ อาจจะเป็นที่อังกฤษหรืออเมริกา  ส่วนลูกสาวคนเล็กยังไม่ได้วางแผน เพราะพึ่งอยู่แค่ ม.4 แต่ดูเหมือนว่าลูกสาวจะชอบไปทางมัณฑศิลป์ ซึ่งคงต้องให้เวลาลูกสาวค้นหาความชอบของตัวเองไปก่อน ซึ่งลูกอยากเรียนอะไร อยากเป็นอะไร ก็แล้วแต่เส้นทางที่เขาจะเลือกเดิน เพราะตัวเองมีความคิดว่า เราไม่สามารถอยู่กับลูกไปได้ตลอดชีวิต เราต้องการให้ลูกๆมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิต อนาคตที่มั่นคงเกิดจากความอบอุ่นทางใจที่มาจากพื้นฐานของครอบครัวด้วย เขาสามารถเลือกในสิ่งที่เขาชอบได้ คือเราให้อิสระทางด้านความคิด   ถ้าได้ทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ จะประสบความสำเร็จ ” 

 

และนี่คือเรื่องราวของ Working Woman ที่มีทั้งความแกร่ง และ กล้า "ปาจรี สาธรณ์"  ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสพิธีการประชาสัมพันธ์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด


LastUpdate 10/03/2557 16:19:29 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
20-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555