กว่าจะมีวันนี้..ของหญิงแกร่ง กานต์พิชชา คงสมบัติ ไวท์ตี้


 กว่าจะมีวันนี้..ของหญิงแกร่ง "กานต์พิชชา  คงสมบัติ  ไวท์ตี้"

ผู้นำเข้าเบียร์พอลลาเนอร์ และเจ้าของ “พอลลาเนอร์ การ์เด้น” ร้านอาหารที่ยังคงสไตล์เป็นเอกลักษณ์จากเยอรมนี

 

เป็นความจริงที่ว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ทุกคนสามารถมีความหวัง ความฝัน เป็นของตนเอง แตกต่างกันตรงที่ วิธีการ ที่เลือกใช้..เพื่อก้าวเดินไปสู่เป้าหมายหรือความฝันนั้น  

และคงมีไม่น้อยที่สามารถก้าวสู่ความสำเร็จได้ด้วยการ “ทำความดี กตัญญู ขยัน อดทน ประหยัดและซื่อสัตย์” ซึ่งในที่นี้รวมถึง คุณกานต์พิชชา คงสมบัติ ไวท์ตี้ (Kanpitcha Kongsombat Whitty) หรือ คุณต๋อย ภรรยาคนเก่งของคุณเคนเน็ต ไวท์ตี้ (Keneth Whitty) หรือ คุณเคน ประธานกรรมการ บริษัท แดนมาร์ค จำกัด ตัวแทนนำเข้าเบียร์พอลลาเนอร์ (Paulaner)จากเยอรมนีแต่เพียงผู้เดียวของประเทศไทยและเป็นเจ้าของร้านอาหาร “พอลลาเนอร์ การ์เดน” ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ริมถนนสามัคคีตัดใหม่ เขตปากเกร็ด จ.นนทบุรี

 

“ต๋อยเด็กหลุม”จาก ตจว. เข้ากรุง

คุณต๋อยบอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่ต้องต่อสู้มาอย่างโชกโชนของตนเองด้วยความภาคภูมิใจว่า ชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องสู้มาอย่างมากมาย ทำงานตลอด จึงเป็นความภูมิใจที่มายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้

ครอบครัวของคุณต๋อยมีพื้นเพเดิมเป็นคนจังหวัดสระบุรี มีพี่น้อง  4 คน โดยคุณต๋อยเป็นพี่คนโตและซุกซนแก่นแก้วเกินใคร คล้ายเด็กผู้ชาย ซุกซนมาก จนถึงขนาดก่อนคุณพ่อคุณแม่จะไปทำนา ต้องขุดหลุมขนาดใหญ่ไว้และนำคุณต๋อยที่ขณะนั้นอยู่ในวัย 2-3 ปีให้ลงนั่งเล่น วิ่งเล่นอยู่ในนั้น ด้วยความเป็นห่วงว่า ลูกจะไปวิ่งซุกซนที่อื่นและคิดว่า ด้วยวัยขนาดนี้คงจะไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ แต่ทุกคนคาดผิด.. 

 คุณต๋อยเล่าพร้อมหัวเราะว่า เราก็ยังสามารถปีนขึ้นมาได้และตั้งแต่นั้นมา คุณต๋อยจึงได้ฉายา ต๋อยเด็กหลุม น้อง คนอื่นไม่โดนให้อยู่ในหลุม โดนอยู่คนเดียว น้อง เรียบร้อย ไม่ซน เราจะซนเงียบ แต่ทำอะไรจะลุย ” 

 แต่ได้ซุกซนอยู่ต่างจังหวัดไม่นาน คุณพ่อได้พาครอบครัวย้ายมาอยู่ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงอันศิวิไลซ์ตั้งแต่เมื่อครั้งที่คุณต๋อยอายุได้เพียง 4 ปี ด้วยเหตุผลต้องการให้ลูกๆได้เรียนหนังสือดีๆ โดยไปอาศัยอยู่บ้านเช่าซึ่งเป็นบ้านสวนหลังหนึ่งในแขวงสำเหร่ เขตธนบุรี 

 "ตอนนั้นอยู่บ้านเช่าเดือนละ 200 บาท เป็นบ้านใต้ถุนสูง 2 ชั้น มี2 ห้องนอน หลังคาทำด้วยสังกะสี อยู่ในสวน สมัยนั้นค่าเช่าอาจจะไม่ได้ราคานี้แต่คุณยายท่านเมตตาที่เห็นคุณพ่อคุณแม่มีลูกถึง 4 คน

 นี่เป็นเรื่องจริงๆ ที่เป็นความภูมิใจมากที่ชีวิตมาอยู่ตรงจุดนี้ได้ ซึ่งเป็นเพราะคุณพ่อพาเรามาอยู่กรุงเทพฯทำให้ได้เรียนหนังสือ ตรงนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า การศึกษาทำให้ชีวิตคนเราเปลี่ยนได้" คุณต๋อยรำลึกถึงความหลังที่ยังจดจำได้ดีให้ฟัง

 เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯแล้ว คุณพ่อทำงานขับรถเมล์มีต้นสายอยู่ใกล้โรงเรียนวัดนางนอง เขตบางขุนเทียน จึงเรียนที่นั่นเพื่อจะได้ไปและกลับพร้อมพ่อได้ ส่วนคุณแม่ทำงานตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อช่วยหารายได้ช่วยครอบครัวอีกทาง

 

 

จุดเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่สายพาณิชย์

 

หลังจากเรียนจบชั้นป.6  คุณต๋อยสอบเข้าโรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ได้และเรียนจนถึงชั้นม.3 ซึ่งในยุคนั้นทางโรงเรียนจะให้สิทธิ์นักเรียนที่เกรดดีสามารถเข้าเรียนต่อได้เลยโดยไม่ต้องสอบใหม่และยังเปิดโอกาสให้ไปสอบที่โรงเรียนอื่นได้โดยสามารถกลับมาได้อีกถ้าสอบไม่ได้ คุณต๋อยในขณะนั้นความจริง ใจอยากเรียนสายศิลป์-ภาษา เพราะมีความฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตสหรือนักประชาสัมพันธ์ เพราะชอบที่จะพบปะผู้คน แต่เมื่อคิดว่า หากเรียนต่อจบม.6แล้วสอบเอนทรานซ์ไม่ผ่านจะทำอย่างไร เพราะยังมีน้องๆอีก 3 คนต้องดูแล เนื่องจากคุณต๋อยเป็นพี่คนโต 

 จากเหตุดังกล่าวจึงคิดเบนเข็มไปเรียนโรงเรียนพาณิชย์เนื่องจากจะหางานทำได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับวุฒิม. 6  ดังนั้นจึงไปสอบเข้าโรงเรียนพาณิชย์ ซึ่งในขณะนั้นอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนพาณิชยการพระนคร รองมาเป็นวิทยาลัยพาณิชการธนบุรีและโรงเรียนพาณิชยการบพิตรพิมุข จึงเลือกเรียน ร.ร.พาณิชยการบพิตรพิมุขเพราะหากจะเลือก ร.ร.พาณิชการพระนครที่ชอบอาจจะสอบไม่ได้ ซึ่งปรากฏว่า สอบเข้า ร.ร.พาณิชการบพิตรพิมุขได้สมใจและได้ไปลาออกจากโรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์เพื่อก้าวสู่เป็นนักเรียนสายพาณิชย์เต็มตัว

 หลังจากนั้นคุณต๋อยได้เลือกเรียนสาขาเลขานุการ เพราะคิดว่าเมื่อเรียนจบแล้วน่าจะหางานได้ง่ายที่สุด ด้วยมีการสอนบัญชีและอื่นๆอีกหลายอย่าง ไม่ชอบภาษาเยอรมันเพราะสำเนียงไม่เพราะและไม่ชอบภาษาจีน ในระหว่างเรียนคุณต๋อยยังทำกิจกรรมและทำงานไปด้วย เช่น เล่นกีฬาวอลเล่ย์บอล เป็นประธานชมรมชวเลข ประธานชมรมแผนกเลขานุการ ซึ่งเป้าหมายของการทำกิจกรรมเหล่านี้มุ่งเพื่อจะได้ทุนการศึกษาซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณพ่อคุณแม่ได้  และในที่สุดคุณต๋อยก็ได้ทุนสนับสนุนการเรียนมาสมใจ 

 เสร็จจากการเรียนในช่วง  6 โมงเย็น-4ทุ่มยังไปทำงานต่อที่สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรมของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ในซอยบ้านช่างหล่อด้วยเพราะมีน้าทำงานอยู่ที่นั่น โดยไปทำงานในแผนกสมาชิก ซึ่งขณะนั้นมีอายุประมาณ 16 ปี ได้รับเงินเดือน 1,500 บาท

 ระหว่างทำงาน ทำทุกอย่าง เช่น พิมพ์ชื่อสมาชิกแปะหน้าซองและหอบซองไปส่งไปรษณีย์นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็นเด็กวิ่งซื้อของ ก๋วยเตี๋ยว โอเลี้ยงและอาหารอื่นๆให้ เมื่อคุณสุจิตต์และเพื่อนๆมา นอกเหนือจากนั้นยังช่วยแม่บ้านเก็บกวาด ทำทุกอย่าง อะไรก็ได้ ตามประสาเด็กที่อยากได้ตัง ซึ่งเขาก็ให้  20 บาท 10 บาทบ้าง

 ต่อมาคุณต๋อยจำเป็นต้องเลิกเล่นกีฬา  เพราะน้อง ๆ เรียนต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น และอยากช่วยครอบครัวเลยอยากมีเวลาทำงานเร็วขึ้น พอดีมีพี่คนหนึ่งทำร้านเบเกอรี่ ต้องการพนักงานขาย คุณต๋อยจึงไปทำงานเป็นพนักงานขายเบเกอรี่  

 การขายของเขาคือ ให้เราเดินไปขายตามสำนักงานต่าง ในชุดนักศึกษาเลย โดยเขาจะเอารถไปรับและเอาขนมไปขายในช่วงบ่าย  2 โมง ขายขนมจะได้ 10% เช่น ขายได้  800 บาท ก็จะได้เปอร์เซ็นต์ 80 บาท และเราได้เป็น The best seller ด้วย ขายหมดเร็วที่สุด ได้เปอร์เซนต์เฉลี่ยวันละประมาณ 100-120 บาท ทำแล้วสนุกและได้สตางค์ด้วย หลังเสร็จงานขายขนมก็ไปทำงานที่สำนักพิมพ์ต่อ” 

 

ทำงานตัวเป็นเกลียว-ช่วยพ่อแม่ซื้อบ้าน 

 

ต่อมาทางสำนักพิมพ์คงจะเห็นแววความสามารถด้านการขาย จึงได้ให้คุณต๋อยย้ายไปทำงานในแผนกโฆษณา ขายโฆษณา ซึ่งก็เป็นนักขายที่มีฝีมือคนหนึ่ง หาโฆษณาได้มาหลายตัว เช่น ธนาคารกสิกรไทย การบินไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณต๋อยบอกว่า การที่เราขายได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีผู้สนับสนุนที่ดีอย่างคุณสุจิตต์ด้วย โดยเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาเป็นเพื่อน ๆ กัน  

ทำแผนกโฆษณาได้ประมาณ 2 ปีเศษ คุณต๋อยก็ได้ออกไปทำข่าวกับผู้อาวุโสหลายราย รวมถึงคุณสุวรรณ พันสี ซึ่งคุณสุวรรณช่วยสอนงานตลอด ข่าวที่ทำมีทุกด้าน ทั้งข่าวด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการเงินการธนาคาร สัมภาษณ์พิเศษบุคคล โดยขณะนั้นคุณต๋อยกำลังเรียนอยู่ระดับชั้นปวส. ซึ่งนับว่า คุณต๋อยทำงานพิเศษตลอด ส่วนเงินเดือนได้ขยับขึ้นมาหน่อยเป็น 2,000 บาท 2,500 บาทและ 3,000 บาท

แม้เงินเดือนจะน้อยนิด แต่นับว่ามีค่ายิ่งสำหรับคุณต๋อยเพื่อช่วยลดภาระของคุณพ่อคุณแม่ได้ใช้จ่ายในบ้านและช่วยการเรียนของน้อง ๆ นอกจากนี้คุณต๋อยยังขวนขวายหาบ้านหลังใหม่เพื่อให้ครอบครัวได้อยู่อย่างสุขสบาย จนสามารถช่วยคุณพ่อคุณแม่ซื้อบ้านหลังแรกได้ตั้งแรกในวัยเรียนระดับชั้นปวส.เท่านั้น

ตอนอายุราว 18 ปี อยากได้บ้านเพราะอยู่บ้านเช่ามานานประมาณ  20 ปีและตอนนั้นค่าเช่าขึ้นมาจาก  200 บาทเป็น  350 บาทแล้ว แต่อยู่ในสวน เดินเข้าไปลึก จึงปรึกษาคุณแม่ว่า อยากได้บ้านและไปเปิดหนังสือพิมพ์มติชนดูเห็นหมู่บ้านบัวทองเคหะ ที่บางบัวทอง มีพื้นที่มากถึง  62 ตารางวา ราคา  480,000 บาท จึงอยากได้ ในตอนนั้น คุณพ่อบอกว่า จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อ แต่ใจของเราในขณะนั้นคิดว่า ราคาขนาดนี้คงจะไม่เกินความสามารถที่จะซื้อได้และบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า หนูจะทำงานหนักมากขึ้นเพื่อให้ได้เงินมา 

จากนั้นเราก็ทำงานหนักขึ้น คุณพ่อก็ขับแท็กซี่ดึกขึ้น ช่วยกันกระเบียดกระเสียรจนเก็บเงินมัดจำได้  8,000 บาท และจากนั้นหาเงินจ่ายค่าดาวน์ต่ออีก 2-3 ปี เดือนละ  8,000 บาท โดยค่างวดสุดท้ายเป็นเงินกว่า  20,000 บาท สุดท้ายเราก็ได้บ้านหลังนั้นมา โดยทำสัญญาผ่อนยาว  30 ปี แต่เราสามารถผ่อนได้หมดในเวลา  15 ปี เท่านั้น เพราะทำเงินได้ก็โปะเข้าไป 

 หลังผ่อนดาวน์บ้านเสร็จได้ย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่เป็นบ้านของตัวเอง จึงดูเหมือนเป็นฤกษ์งามยามดีต้อนรับการไปทำงานที่ใหม่พอดี โดยครอบครัวของคุณต๋อยย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ก่อนคุณต๋อยไปทำงานกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยประมาณ  1 สัปดาห์  ซึ่งคุณต๋อยไปสมัครและสอบเข้าเป็นลูกจ้างของหน่วยงานดังกล่าวได้ หลังจากมีพี่ที่ทำงานสำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรมและมีภรรยาทำงานอยู่ที่นั่นช่วยบอกข่าวว่า การทางฯกำลังเปิดรับสมัครลูกจ้าง ถือเป็นความโชคดีอีกครั้งที่คุณต๋อยได้รับความช่วยเหลือจากพี่ที่ทำงานเก่าที่เห็นใจในความหนักเอาเบาสู้ของเธอ 

ในขณะนั้นคุณต๋อยยังไม่จบชั้นปวส. ยังเหลืออีกประมาณ  1 เทอม จึงเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเหมือนเดิม   

หลังจากจบปวส. คุณต๋อยจึงเข้าทำงานที่การทางพิเศษเต็มตัว แต่ทำได้ไม่นาน  เพราะไม่ชอบระบบ 

ทำงานอยู่แผนกวิชาการ แต่ตอนแรกอยู่แผนกรถไฟฟ้า มีหน้าที่ทำเอกสารเข้าครม. เกี่ยวกับระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ซึ่งเราอยู่ในส่วนของฝ่ายเลขานุการ เคยมีบางครั้งงานที่ต้องส่งครม.บางครั้งไม่ผ่านถูกตีเรื่องกลับ ก็ต้องแก้ไข เข้าเล่มใหม่ บางทีต้องทำงานถึงเช้าเพื่อให้เอกสารเสร็จ เพราะว่าผอ.ต้องไปประชุม ประชุมเสร็จ เราก็กลับบ้านมาอาบน้ำแล้วก็ไปทำงานต่อ เงินเดือนตอนนั้นเราเป็นลูกจ้างวุฒิปวส.ได้ 2,700 บาท

อย่างไรก็ตามคุณต๋อยยังคงอดทนทำงานต่อไป และไม่ได้ละความพยายาม ยังขวนขวายที่จะเรียนต่อระดับปริญญาตรีอีก โดยได้ไปสอบเรียนต่อที่วิทยาลัยครูจันทรเกษม(ที่ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม‎) โดยเรียนภาคค่ำ คณะการจัดการ ซึ่งยังคงเป็นการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเหมือนเดิม โดยทำงานที่การทางพิเศษฯเสร็จก็ไปเรียนต่อช่วง 5 โมง - 2 ทุ่ม จนคว้าใบปริญญาตรีมาชื่นชมได้สำเร็จ

หลังจากนั้นคุณต๋อยยังคงทำงานที่การทางพิเศษฯต่ออีก 5-6 เดือน รวมเบ็ดเสร็จทำงานอยู่ที่การทางฯประมาณ  3 ปี ก่อนจะโบกมือลา ด้วยความท้อแท้ เบื่อหน่ายเพื่อนร่วมงานที่ทำให้เสียความรู้สึก หลังจากไม่ชอบใจระบบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะมีความแตกต่างระหว่างวัยในที่ทำงานตอนนั้นเราอายุน้อย การทำงานหนักของคุณต๋อยนั้นนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานที่สูงวัยกว่าแล้ว ยังช่วยให้งานเดินไปได้สำเร็จลุล่วงและทำให้เธอได้เงินค่าทำงานล่วงเวลา(OT) ที่มีความสำคัญยิ่งเพื่อใช้ส่งเสียน้อง ๆ ให้ร่ำเรียน

 

 

จากการทางพิเศษฯสู่ภาคก่อสร้าง

ลาออกจากการทางพิเศษฯ เพราะทำดีแล้วไม่ได้ดี รู้สึกท้อแท้มาก เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ พวกป้า พี่ บอกน้อง ช่วยพี่หน่อยน๊า พี่ไปรับลูกอยู่ทำไม่ได้  ปัญหาคือ เราทุ่มเทกับงาน แต่ถูกเขามองเป็นอย่างอื่น คือ มีอะไรกับเจ้านายหรือปล่าวนะถึงได้กลับบ้านเย็นทุกวัน 

แต่ที่รู้สึกแย่สุดคือ ได้ยินคนที่เรียกเราว่าลูกเขานินทากับคนอื่นในห้องน้ำว่า เนี่ย!!ให้อยู่ทำงานดึก เราไม่เคยปฏิเสธเลย สงสัยจะมีอะไรกับผอ. เห็นอยู่ดึก ด้วยกันเกือบทุกคืน และที่สำคัญเขาบอกจะไปรับลูก ถ้าเราไม่ทำ งานก็ไม่เสร็จ ไม่มีใครอยู่ทำก็ไม่ได้

คนเหล่านั้นหารู้ไม่ว่า เหตุผลสำคัญของการไม่เคยปฏิเสธงานเลยของคุณต๋อย เป็นเพราะอยากได้ “สตางค์”จากค่า OT  โดยในขณะนั้นคุณต๋อยมีน้องที่กำลังเรียนศิลปะอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1 คน อีกคนเรียนด้านสัตวแพทย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วนน้องสาวอีกคนเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ต้องหยุดการเรียนไว้ก่อนเพื่อมาช่วยคุณต๋อยทำงาน เพื่อส่งอีก 2 คนนั้นเรียน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง รวมถึงค่าเช่าหอพัก

จากประสบการณ์แย่ ๆ ที่ต้องเผชิญทำให้คุณต๋อยลาออกจากงานทั้งที่ยังไม่ได้มีงานใหม่มารองรับ โดยบอกกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ว่า จะไปเปิด “ร้านซักรีด” จนความลับมาเปิดเผยเมื่อพี่หัวหน้างาน ซึ่งเป็นวิศวกรที่เคยป้อนงานพิเศษให้ทำสมัยอยู่การทางพิเศษฯ เช่น งานพิมพ์รายละเอียดแบบก่อสร้างและทำให้คุณต๋อยเคยมีรายได้พิเศษครั้งละ 3,000-5,000-10,000 บาทเพื่อส่งน้อง ๆ เรียน โทรมาบอกว่ามีงานพิเศษให้ทำและเขาก็มาหาเรา 

พี่เขามาหาเพื่อเอาเอกสารมาให้และถามว่า ร้านซักรีดเอ็งอยู่ไหน ไหนบอกว่าจะมาทำร้านซักรีด เราก็เลยต้องสารภาพตรง ว่า หนูออกจากงานมาโดยไม่มีอะไรทำหรอก พี่เขาเลยให้ไปช่วยงานบริษัทก่อสร้างที่พี่ร่วมหุ้นอยู่กับเพื่อน ทำอยู่ เพราะไม่มีใครดูแล เพื่อนทุกคนทำงานประจำกันหมดเลยไม่ค่อยมีเวลาทำ ให้โฟร์แมนดูแลอยู่ ซึ่งเราบอกเขาว่า เราไม่มีความรู้ด้านก่อสร้างเลยนะ เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร ให้ไปดูแลบัญชีก็ได้ ก็เลยไปทำ ได้เงินเดือนเป็น 6,000 บาท จาก  2,700 บาท คุณต๋อยพูดด้วยน้ำเสียงสะท้อนถึงความดีใจมากในขณะนั้น

งานแรกที่คุณต๋อยเริ่มทำกับบริษัทก่อสร้างในวัย  25 ปี เป็นบ้านของผู้บริหารโรงแรมอัมรินทร์ โดยไปดูงานและสามารถจับทุจริตของโฟร์แมนได้ว่า มีการโกงค่าแรง โดยมีการแสตมป์บัตรเกินกว่าจำนวนผู้เข้าทำงานจริงที่ไซต์งาน พนักงานไม่มี แต่เวลาจ่ายเงินมีบัตรตอกเพิ่มขึ้นมาและมียอดจ่ายค่าแรงสูง จึงแจ้งให้เจ้านายรับทราบ เจ้านายเห็นทำงานตรวจสอบได้ดีจึงขึ้นเงินเดือนให้อีก  500 บาท

จากจุดดังกล่าวทำให้คุณต๋อยคิดว่า นอกจากโกงค่าแรงแล้วยังต้องมีอย่างอื่นอีกแน่ จึงได้พยายามเรียนรู้งาน ศึกษาแบบงาน โดยสอบถามช่าง จนต่อมาเมื่อต้องสั่งของอะไร โฟร์แมนไม่ต้องถอดแบบแล้ว เพราะคุณต๋อยสามารถทำเองได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังให้ช่างเก็บรวบรวมเศษขยะก่อสร้างต่างๆ  ทั้งถุงปูนและเศษเหล็กมารวมกัน ซึ่งต่อมาสามารถขายได้เป็นจำนวนเงินมากกว่า  30,000 บาท สร้างความประหลาดใจแก่เจ้านายมาก เนื่องจากทำงานมาหลายงาน ไม่เคยได้เงินจากตรงนี้เลย เพราะโฟร์แมนเอาไปเองหมด แม้แต่บางทีเวลาสั่งเหล็กและวัสดุที่ทางร้านมีส่วนลดให้ โฟร์แมนก็จะมาเขียนเต็มราคา คุณต๋อยจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยประหยัดให้โครงการก่อสร้างของบริษัทเป็นอย่างมาก ทำให้โครงการมีกำไร

 

 

รางวัลของการทำดี-ซื่อสัตย์

 

ผลจากการทำงานเข้าตาดังกล่าว ทำให้คุณต๋อยได้รับรางวัลที่ทำให้ “ปลื้ม” มากระทั่งปัจจุบัน 

ทำงานปีแรก ใครจะเชื่อว่า พนักงานเงินเดือน  6,500 บาท เขารู้ว่าประหยัดให้เขาเยอะ เจ้านายออกรถปิ๊กอัพให้ 1 คัน จริง !!”  

คุณต๋อยย้ำ เพื่อให้เชื่อคำบอกเล่าของเธอว่า เธอได้รับรางวัลจากการทำความดี ขยัน ซื่อสัตย์ในการทำงานจริง ๆ เป็นรถ  1 คัน ขับรถไม่เป็นเจ้านายมีคนขับรถให้

ต่อมากิจการบริษัทก่อสร้างโตขึ้น  เจ้านายไม่ต้องจ้างโฟร์แมนแล้ว แต่จ้างคุณต๋อยให้ทำงานแทนเป็น “โปรเจคเมเนเจอร์” เงินเดือนขึ้นจาก 6,500  บาทพุ่งขึ้นเป็น 25,000 บาท ในระยะเวลาเพียงปีเศษเท่านั้น ซึ่งทำหน้าที่ดูแลทุกอย่าง ตั้งแต่ดูแลคนงาน ตรวจแบบ รวมทั้งดูโฟร์แมนด้วย การหาผู้รับเหมา หาบริษัทมาประมูลวัสดุต่าง ๆ เปรียบเทียบราคา ติดต่อเจ้าของงาน ประสานงานทุกอย่าง

คุณต๋อยยังเล่าต่อด้วยความภาคภูมิใจว่า หลังจากจบโปรเจคดังกล่าวแล้ว ได้ไปทำโปรเจคที่โรงแรมอมารี คอรัล บีช ที่หาดป่าตอง .ภูเก็ต โดยเมื่อจบงานที่ภูเก็ต คุณต๋อยได้รับโบนัสเป็นเช็คมูลค่าสูงถึง  300,000 บาท เพราะช่วยบริษัทประหยัดเงินได้นับล้านบาท ซึ่งได้ให้คุณพ่อคุณแม่หมด โดยซื้อแท็กซี่ส่วนบุคคลเป็นของขวัญให้คุณพ่อ มีรถแท็กซี่เป็นของตัวเอง ไม่ต้องไปเช่าเขา

ก้าวสู่เจ้าของธุรกิจก่อสร้าง-ค้าวัสดุ

 

ต่อมาชีวิตต้องพลิกผันให้คุณต๋อยต้องก้าวขึ้นเป็นเจ้าของธุรกิจก่อสร้างอย่างเต็มตัว เมื่อเจ้านายที่มีบุญคุณให้งานทำและร่วมงานกันมานานมีอันเป็นไป โดยป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองแตกและต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ทำให้คุณต๋อยต้องดูแลบริหารงานทั้งหมดเพราะภรรยาของเจ้านายไม่มีความรู้ทางด้านก่อสร้าง เนื่องจากเป็นแม่บ้านอย่างเดียว เงินที่ได้จากงานก่อสร้างถูกนำมารักษาตัวหมด โดยเสียค่ารักษานับ  10 ล้านในเวลา  3 ปีก่อนเจ้านายเสียชีวิต ต่อมาภรรยาเจ้านายบอกว่า จะปิดบริษัท ก็เลยคิดทำเองเพราะปัจจุบันติดต่อประสานงานกับลูกค้าอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรดี วิชาที่ร่ำเรียนมาก็ทิ้งไปนานแล้ว อายุก็มากขึ้นแล้ว จึงเปิดบริษัทและพิมพ์นามบัตรแนะนำลูกค้าเอง  โดยบอกกับลูกค้าว่า บริษัทที่ทำอยู่จะปิดแล้วเนื่องจากเจ้านายป่วยเป็นเจ้าชายนิทราไปแล้ว ภรรยาเขาไม่ทำต่อ ก็เลยจำเป็นต้องเปิดบริษัทเองทำต่อเนื่องไปเลย  โดยทำอยู่นาน  10  ปีกระทั่งปีที่เกิดภาวะฟองสบู่แตกปี  2540 ซึ่งทำให้เงินทุนที่สะสมมาทั้งหมดละลายหายไปเกือบหมด เพราะถูกโกงโครงการก่อสร้างทาวเฮ้าส์เบี้ยวไม่จ่ายเงิน

ที่ผ่านมาทำงานไม่เคยกู้ธนาคารเลย มีเงินก็หมุนทำไป โปรเจคนั้นประมาณ 5 ล้านบาทไม่ได้จ่ายเงิน แต่เราเอาของมาก็เคลียร์ให้หมดและเคลียร์ให้ลูกน้องทุกคนหมด เหลือเงินอยู่ไม่ถึง 100,000 บาท พอดีหน้าหมู่บ้านมีตึกแถวว่างอยู่  2 ห้องและการที่เคยรู้จักบริษัทขายวัสดุ เหมือนเป็นเพื่อนกัน ก็เลยโทรคุยว่า ถ้าเราจะเปิดขายวัสดุจะทำได้ไหม มีเงินอยู่เท่านี้และได้เล่าปัญหาให้เขาฟัง เขาก็ยินดีช่วย ติดต่อเซลล์ให้ จากนั้นเซลล์ให้เครดิตก็เริ่มเปิดขายวัสดุก่อสร้าง สั่งของมาขายทีละน้อย ทำอยู่  3-4 ปีก็เริ่มดีขึ้นและยังจับงานรับเหมาเล็ก ด้วย เช่น ทำบ้าน ทำฝ้าและต่อเติม จึงมีรายได้เข้ามาค่อนข้างดี ”  

 

พบหวานใจงานวันเกิดลูกเพื่อน

 

กล่าวได้ว่า เหมือนคุณต๋อยลุกขึ้นได้ใหม่อีกครั้งหลังจากมาทำร้านวัสดุก่อสร้าง ทำให้ชีวิตดีขึ้นและขณะนั้นได้รับงานปรับปรุงบ้านที่กรุงเทพฯให้กับเพื่อนเก่าซึ่งเป็นภรรยาคนไทยของเชฟโรงแรมที่เคยรู้จักเมื่อครั้งทำงานที่ภูเก็ตด้วย  จากนั้นคุณต๋อยเริ่มออกงานสังคมมากขึ้น พบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ มากขึ้น จนมีอยู่วันหนึ่งไปงานวันเกิดลูกของเพื่อนๆอีกที ในงานนั้นมีความรู้สึกเหมือนมีคนคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา เมื่อหันไปมองก็ได้พบกับหนุ่มหล่อ สมาร์ทชาวต่างชาติ ไว้ผมยาว มองอยู่ ซึ่งหนุ่มคนนั้นคือ คุณเคน ที่ต่อมากลายเป็นหวานใจ สามีของคุณต๋อยนั่นเอง 

คุณต่อยเล่าว่า เวลาเดินไปตรงไหนเหมือนมีเงาคุณเคนตามไปด้วยตลอด  ย้ายไปฝั่งโน้นก็เหมือนเงามาอยู่ใกล้ ๆ เขาสนิทกับเจ้าของงานและรู้จักกับเพื่อนที่เป็นฝรั่งของคุณต๋อยด้วย ก่อนกลับบ้านคุณเคนได้เดินมาขอเบอร์โทรศัพท์จากคุณต๋อย ซึ่งคุณต๋อยตอบว่า ไม่ได้ ถามเพื่อนชั้นก่อน แต่สุดท้ายได้แลกเบอร์โทรศัพท์กันเพราะเพื่อนรับรองว่า เขาเป็นคนดี  

ต่อมาก่อนจะกลับบ้าน คุณเคนได้เดินมาแตะไหล่และสร้างปรากฎการณ์ที่ทำให้คุณต๋อยต้องอายจนเลือดสูบฉีดขึ้นหน้า ให้ต้องจดจำไม่รู้ลืม เมื่อเขาได้บอกเพื่อน ๆทุกคนว่า  “คอยดูนะ ผู้หญิงคนนี้ ฉันรู้ว่า เป็นผู้หญิงที่จะต้องมาเป็นภรรยาชั้น”  

คุณต๋อยเล่าต่อว่าหลังจากวันนั้นก็ไม่ได้มีการสานสัมพันธ์เกิดขึ้นเป็นเวลาประมาณ   7  เดือน จนบังเอิญมีอยู่วันหนึ่งซึ่งเป็นช่วงที่งานก่อสร้างเบาลง ก็เลยนำโทรศัพท์มาลบเบอร์ออกและบังเอิญมีอยู่เบอร์หนึ่งที่จากกดลบกลายเป็นกด Call  และปรากฏว่า เป็นคุณเคนตอบฮัลโหล!!กลับมา แต่ยังไม่รู้จะคุยอะไรกันและเขาก็ถามว่า คุณจะไปงานทำบุญบ้านของเพื่อนที่เราไปทำบ้านให้หรือปล่าว ก็เลยตอบว่า ไปซี ..เพราะฉันเป็นแม่งานให้เอง เป็นคนนิมนต์พระ ไม่ไปได้อย่างไร เขาก็เลยบอกว่า งั้นเหรอ ผมก็ไปเหมือนกัน เราไปเจอกันที่นั่นนะ จากนั้นเราจึงได้เจอกันที่นั่นและได้คุยกันมากขึ้นซึ่งเป็นช่วงปี  2002”

คุณต๋อยกล่าวชมว่าสามีเป็นคนโรแมนติกและน่ารักมาก โดยหลังจากเจอกันที่งานทำบุญเขาได้ขอโทษที่ไม่ได้ติดต่อมา เพราะงานยุ่ง อยู่สมุย ไปทำธุรกิจขายเบียร์ เป็นเอเยนต์อยู่ที่นั่น  หลังเลี้ยงพระเสร็จแล้วตอนเย็นก็ขอร้องให้นั่งดูบอลเป็นเพื่อนและขออนุญาตโทรศัพท์หา ก็ตอบเขาไปว่า มีเบอร์อยู่แล้วไม่เห็นโทรหาเลย แต่เขาบอกว่า ตอนนี้เขาซีเรียสจริง และก่อนเขาจะกลับช่วง  4 ทุ่มเขาก็ถามว่า จะกลับถึงบ้านกี่โมง ก็เลยตอบว่า คงถึง  5 ทุ่มเที่ยงคืน เขาก็บอกว่า ขอโทรหาเธอได้มั้ยก่อนฉันจะนอนหลับ (หัวเราะ.. โรแมนติกมาก) หลังจากนั้นก็โทรมาจริง ถามว่า ถึงบ้านเรียบร้อยใช่ไหม จากนั้นขอโทรหาอีกตอนเช้า 8 โมงนะ ซึ่งตอนเช้าก็โทรมาเป็น  8 โมงตรงเวลาพอดี ถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง เมื่อคืนนอนหลับดีไหม ตอนเที่ยงก็ส่งแมสเสจมาหา ถามว่า กินข้าวหรือยัง มื้อเย็นจะทำอะไร และจากนั้นก็บอกว่า ฉันขอส่งแมสเสจถึงเธอทุกเช้าก็แล้วกัน เขาทำอย่างนี้ทุกวัน โดยเขาจะเรียกเราว่า  baby  ถ้าโทรศัพท์ไม่หาย ทุกข้อความที่คุณเคนติดต่อจะอยู่หมดเลย

 

 

ร่วมสร้างธุรกิจเบียร์..ปูทาง..ร่วมชีวิต

 

การคบหากับหวานใจชาวไอริชนี่เองที่นำพาชีวิตของคุณต๋อยก้าวสู่ธุรกิจเครื่องดื่ม “ เบียร์พอลลอเนอร์” ในเวลาต่อมา โดยในปี  2003 หลังจากคุณเคนชวนให้คุณต๋อยมาช่วยทำธุรกิจ ซึ่งเป็นธุรกิจขายส่งเบียร์ที่เพิ่งนำเข้ามาได้ประมาณ  2-3 ปี โดยขายส่งทั่วประเทศ ตามห้างร้านและร้านที่มาซื้อไปขายและเปิดเป็นบูธเบียร์ ลานเบียร์ที่สวนลุมไนท์บาซาร์ซึ่งปิดไปแล้ว

ในขณะนั้นถามเขาว่า จะให้เงินเดือนเท่าไหร่ เพราะชั้นก็มีร้านของชั้นเหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นรายได้เฉลี่ยของเราประมาณ  8-9 หมื่น-แสนบาท เขาถามว่า เธอต้องการเท่าไหร่ เราก็เกรงใจเขา ขอไปเพียง 45,000 บาท แต่ปรากฏว่า เขาโอเค ก็เลยต้องมาทำกับเขาจริง (หัวเราะ..) จากนั้นก็ถามเขาต่อว่า ให้เงินเดือนแค่นั้นเองเหรอ เขาก็มองหน้าและบอกว่า โอเค!! ชั้นให้หุ้นเธอด้วย  25% โดยเรียกทนายมาทำให้เลย

เมื่อคุณต๋อยเข้าไปทำงาน แม้ยังไม่ได้ทำเต็มตัวเพียง 2-3 วันต่อสัปดาห์ก็ได้พบจุดบกพร่องของบริษัทคุณเคนหลายอย่าง พบปัญหามากมาย  รวมถึงรู้จุดอ่อนของบัญชีที่แสดงให้เห็นว่า ขายของได้ แต่เงินไม่มีทำอย่างไร มีปัญหาเซลล์โกงบ้าง เมื่อเริ่มตรวจไปเรื่อย ๆ พนักงานที่มีอยู่ก็เริ่มไม่พอใจ เมื่อเจอปัญหาหลายจุดเข้า คุณต๋อยจึงจำต้องกระโดดเข้าไปทำเต็มตัว มาดูละเอียดขึ้น ตรวจสอบบัญชีว่า มีเข้าเท่าไหร่ ออกเท่าไหร่ สต็อก และบางครั้งเป็นเซลล์เองด้วย เมื่อคุณเคนเห็นว่า มาทำเต็มตัว 100% แล้วก็เลยเพิ่มหุ้นให้คุณต๋อยอีกเป็น 50%  

เมื่อทำงานเต็มที่ คุณต๋อยขายของเองด้วย ธุรกิจก็เริ่มดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาอยู่บ้างตรงขายของดี แต่เงินไม่มี  เพราะเบียร์นำเข้าต้องเสียภาษีแพง นอกจากนี้ยังเป็นผลกระทบจากเซลล์ในสมัยนั้นไปขายของโดยให้เครดิตนานถึง 30-60 วัน ทำให้บริษัทขาดเงินทุนหมุนเวียน คุณต๋อยจึงเปลี่ยนระบบใหม่เป็นขายเงินสดและให้เครดิตสั้นลงสูงสุดไม่เกิน  7 วัน  

จากนั้นธุรกิจค่อย โตขึ้น พอจับจุดได้ ก็ดึงคนมีฝีมือมาช่วย ขายเองด้วย ซึ่งลูกค้า 10 ราย จะมีเพียง  2 รายเท่านั้นที่ไม่ซื้อ กว่าจะมาถึงทุกวันนี้เหนื่อยมามาก เพิ่งมาสบายจริง ช่วงก่อนมาเปิดร้านริมถนนสามัคคีตัดใหม่นี้ประมาณ  2-3 ปี ซึ่งเปิดมาได้  6 ปีแล้ว เรียกว่า เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากไม่เคยมีสตางค์ก็เริ่มมีเก็บ พนักงานมีโบนัส จากเดิมที่ขึ้นเงินเดือนให้แต่ไม่มีโบนัส

คุณต๋อยยังเล่าต่อว่า ในการขายทางบริษัทจะไม่เน้นทำกำไรสูง โดยเน้นการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้ามากกว่าเน้นผลกำไร  เน้นให้ลูกค้าสบายใจ ความพึงพอใจของลูกค้ามากกว่า ไม่บีบลูกค้า เพราะจะทำให้รู้สึกอึดอัก ไม่เน้นทำกำไรเหมือนตามห้าง  ซึ่งเขานำเข้ามาถูกกว่าแต่ขายแพงกว่า โดยยกตัวอย่างว่า เบียร์ถังหนึ่งหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว อย่างถังละ 30 ลิตร บริษัทขายในราคา 6,000 กว่าบาท กำไรประมาณ 30% แต่ตามห้าง นำเข้าถูกกว่าและขายทำกำไรสูงกว่า ส่วนตามร้านจะมีกำไรต่อแก้วมากกว่า

ต่อมาได้เจอทำเลริมถนนสามัคคีตัดใหม่เป็นที่ดินให้เช่า จึงคิดเปิดร้านเล็ก ก่อนและค่อยมาขยาย ตอนเปิดร้านนี้ยังต้องไปกู้เงินมาทำเพราะเงินไม่พอ แต่โชคดีที่เรามีความรู้ด้านก่อสร้าง จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายค่าแรงและค่าของไปได้มาก จ่ายไม่ถึงล้านบาท จากที่ผู้รับเหมาเรียกถึง 1.5 ล้านบาท โดยเปิดร้านนี้ลงทุนไปเพียงหลักล้านบาทเท่านั้น ซึ่งคนไม่เชื่อว่า ใช้เงินเท่านี้จะทำได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์ปรับปรุงร้านเพิ่มเติมต่อเนื่อง โดยเปิดขายไปด้วย เพื่อให้มีเงินไหลเข้ามา ส่วนธุรกิจของเราเองได้ยกกิจการร้านวัสดุก่อสร้างให้คุณพ่อคุณแม่ดูแล

ในระหว่างที่ร่วมทำธุรกิจร่วมงานอย่างเต็มตัว 100% นั้นมีบางจังหวะชีวิตที่ทำให้คุณต๋อยได้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคุณเคนอย่างเต็มใจ ด้วยความเชื่อมั่นว่า เขาคนนี้เป็นคนที่ใช่  เป็นผู้ที่ตนพร้อมจะฝากชีวิตไว้และเขาจะสามารถดูแลตัวเองได้  

คุณต๋อยเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนตัดสินใจที่จะร่วมชีวิตด้วยกันว่า“ทำงานได้ประมาณ  1 ปี อยู่มาวันหนึ่งก่อนวันเกิดเขาในปี  2003 เขาบอกว่า จะถึงวันเกิดฉันแล้ว ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม เธอมาอยู่กับฉันได้ไหม  ฉันอยากให้เธอมาร่วมชีวิตกับฉัน ก็เลยบอกว่าไม่ได้นะ ฉันเป็นคนไทย อยู่ๆจะไปอยู่กับเธอไม่ได้หรอก เราเข้าใจสมัยใหม่ แต่เรายังมีพ่อมีแม่ เขาก็บอกว่า เขาอายุปูนนี้แล้ว คือขณะนั้นคุณเคนอายุ 52 ปี (คุณต๋อย 30 ปีเศษ)ฉันไม่ใช่เด็กๆที่จะพูดอะไรอย่างนี้และเขาอายที่จะแต่งงาน เราก็เลยบอกว่า ต้องไปปรึกษาพ่อแม่ก่อน”

เมื่อไปบอกคุณพ่อคุณแม่ ปรากฏว่า ท่านไม่เห็นด้วย ไม่เชื่อใจ เกรงว่าคุณเคนจะมาหลอกลูกสาว  คุณต๋อยจึงบอกกับท่านว่า “พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่กับหนูไปตลอดชีวิตนะ  แต่วันหนึ่งที่หนูคิดว่า หนูเจอคนที่เขาจะดูแลหนูได้ คนนี้คือ คนที่ใช่ พ่อกับแม่ก็เลยบอกว่า แล้วแต่เอ็ง ชีวิตเอ็ง ถ้าเอ็งคิดว่า คน ๆ นี้ดูแลเอ็งได้ เอ็งก็ตัดสินใจเอง” ในวันรุ่งขึ้นคุณต๋อยจึงให้คำตอบกับคุณเคนว่า พร้อมที่จะไปอยู่เป็นคู่ชีวิตด้วยกันแล้ว  

คุณต๋อยเล่าว่า หลังจากนั้นได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันประมาณ  4 ปี จนอยู่มาวันหนึ่งเขาคงมั่นใจในตัวเรา เขาบอกกับเราว่า เราแต่งงานกันเถอะ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่อยากแต่ง โดยคุณเคนได้บอกเหตุผลที่ทำให้ซึ้งใจว่าฉันอยากทำเพื่อพ่อแม่ของเธอซึ่งการกระทำนี้ทำให้คุณต๋อยมั่นใจยิ่งขึ้นว่า ตนมองผู้ชายคนนี้ไม่ผิด เขาคนนี้ เต็มร้อยกับตนจริง

เขาจริงใจกับเราจริง ให้เราได้ 100% จริง   ซึ่งผู้ชายคนนี้ชวนให้เรามาทำงาน มีใครที่จะสปอร์ตให้หุ้นเรา ไม่ใช่ฝรั่งขี้เหนียว เขาต้องการให้ธุรกิจของเขาเป็นของเราด้วย เพราะถ้าเราทำได้ดีส่วนหนึ่งก็เป็นของเราด้วย เหมือนเขาวางแผนเอาไว้แล้ว

 

 

มีน้องหมา "ดังเคิล" เป็นลูกรัก

ปัจจุบันคุณต๋อยใช้ชีวิตครอบครัวทำงานและท่องเที่ยวกับสามีอย่างมีความสุข แม้ไม่มีทายาทไว้เชยชม แต่มีน้องหมาสุดที่รักตัวหนึ่งชื่อว่า "ดังเคิล" เป็นเสมือนลูกแทน เป็นน้องหมาเพศเมียอายุประมาณ  11 ปี ซึ่งถือเป็นน้องหมาที่โชคดีที่สุดตัวหนึ่งที่ได้มาอยู่กับเจ้าของที่รักและดูแลเอาใจใส่มันจริง ๆ ไม่ต่างจากลูกที่เป็นมนุษย์ (ระหว่างคุยน้องหมาดังเคิลนั่งอยู่ด้วย) คุณต๋อยจะเรียกเจ้าดังเคิลว่า "ลูก" ทุกคำ

คุณต๋อยเล่าให้ฟังว่า ดังเคิลเป็นน้องหมาที่พลัดหลงจากเจ้าของที่สวนลุมไนท์บาซา ซึ่งขณะนั้นคุณต๋อยและคุณเคนยังทำร้านเบียร์อยู่ที่นั่น โดยคุณแอนนา ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าชาวสเปนของคุณเคนเป็นพบและเลี้ยงไว้ราว 2-3 เดือน ถ่ายรูปติดไว้นานมากราว  2-3 เดือน เพื่อตามหาเจ้าของ แต่ไม่มีใครติดต่อกลับ

จากนั้นเมื่อคุณแอนนาเดินทางกลับต่างประเทศ จึงโอนเจ้าดังเคิลมาให้คุณต๋อยเลี้ยงดู  ซึ่งคุณต๋อยยินดีรับไว้ด้วยความเต็มใจเพราะรักสัตว์อยู่แล้ว

คุณต๋อยเล่าว่า เจ้าดังเคิลเป็นน้องหมาที่ฉลาดแสนรู้สุภาพ เรียบร้อย และรู้คำสั่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะ นั่ง สวัสดีหรือหอมนอกจากนี้มันจะไม่เห่าเสียงดัง จะเห่าเฉพาะยามตกใจเท่านั้นและเพราะความที่อยู่เงียบเชียบ ไม่เห่าเสียงดังรบกวน จึงเคยถูกลืมไว้ก็มี (หัวเราะ..)

“เคยไปร้านอาหารกินดื่มกับคุณสามีเพลิดเพลิน พอกลับก็กลับเลย ลืมน้องดังเคิลไว้ข้างหลัง จนพนักงานในร้านอาหารต้องรีบอุ้มตามมาให้ (หัวเราะ...)”  

ส่วนยามนอนจะนอนด้วยกัน 3 คนพ่อ แม่ ลูก ซึ่งดังเคิลจะมีเตียงนอนเป็นของตัวเอง

"เวลานั่งดูทีวีกันอยู่และเค้าง่วงนอนแล้ว เค้าจะเดินไปเคาะประตูและเข้าไปกระโดดขึ้นเตียงนอน หรือเบื่อพ่อแม่ไม่เข้ามาสักทีจะเคาะก๊อก ๆ  ๆ ออกมานอนรอข้างนอก  หรือราวตี 4-5 เคาะประตูเพื่อให้ตื่นและพาออกไปฉี่  "

คุณต๋อยยังเล่าต่อว่า เวลาดังเคิลอารมณ์ไม่ดี โกรธ หรืองอน เค้าจะไม่สนใจเราเลย ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น ให้สวัสดีก็ไม่ทำ จะเดินไปนอนแผ่ ไม่สนใจ เช่น เวลาถ้าเห็นแพ็คกระเป๋าไปไหน จะงอน พูดด้วย ก็ไม่สนใจ หรือไปแล้วกลับมาก็จะไม่สนใจ ยกเว้นว่า บอกเขาก่อนว่าจะไปไหน ให้ดูแลบ้าน ดูแลร้านนะ จะไม่เป็นอะไร เหมือนกับว่า ต้องการให้บอกเค้าก่อน

นอกจากนี้เจ้าดังเคิลยังรักเพื่อนมาก โดยคุณต๋อยเล่าว่า ก่อนหน้านี้เค้าเคยมีเพื่อนเล่นกัน  3 ตัว รวมแมวชื่อว่า ลิลลี่ และน้องหมาอีกตัวชื่อฮอนด้า ซึ่งเป็นของน้องสาว แต่มีอยู่วันหนึ่งฮอนด้ารังแกเจ้าแมวลิลลี่และอยู่ได้ไม่นานเจ้าลิลลี่ก็หายไปเลย ซึ่งอาจมีคนเก็บไปเลี้ยงเพราะเป็นแมวสวย ตั้งแต่วันนั้นเจ้าดังเคิลพอเห็นเจ้าฮอนด้าจะเข้าไปตะกุยหรือกัด กลายเป็นไม่ถูกกันไปเลย  ถือเป็นความรักเพื่อนตามประสาสัตว์อีกแบบ

อย่างไรก็ตาม คุณต๋อย ได้ฝากถึงคนที่คิดจะเลี้ยงสัตว์หรือน้องหมาว่า “ถ้าไม่รักจริง หรือไม่มีเวลา อย่าเลี้ยงดีกว่า เพราะน้องหมาก็เหมือนลูกเราคนหนึ่ง เค้าก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ต้องรักเขา ทนุถนอมเขา เหมือนเขาเป็นลูกเล็ก ๆ คนหนึ่ง เพราะเวลาไปไหนคิดถึงเขามาก ต้องมีของฝากมาให้ ล่าสุดเพิ่งได้ของขวัญเป็นปลอกคอจากออสเตรเลีย ”

น่าอิจฉาจริง ๆ น้องหมาตัวนี้

 

คุณต๋อยได้เล่าประวัติของเบียร์พอลลาเนอร์ให้เราฟังด้วย

มีเรื่องเล่าว่า ในปี 1634 “มิวนิค” เป็นเมืองที่มีอากาศหนาวมาก บาทหลวง นิกาย PAULANER ท่านหนึ่งจึงได้เริ่มหมักเบียร์โดยวิธีธรรมชาติและเป็นสูตรพิเศษของตนเองและแบ่งปันแก่ชาวบ้านเพื่อดื่มให้ร่างกายอบอุ่น จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 366 ปีแล้ว บริษัทผู้ผลิตเบียร์มีชื่อ Paulaner Brewery ของเยอรมนีที่ก่อตั้งมากว่า 3 ทศวรรษยังคงใช้ส่วนผสมพิเศษดั้งเดิมและเน้นในเรื่องของคุณภาพตามตำหรับดั้งเดิมตลอดมา จึงส่งผลให้เบียร์ Paulaner เป็นเบียร์ตระกูลแรกของมิวนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในรัฐบาวาเรีย ขณะเดียวกันบริษัทยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการผลิตเบียร์ของโลกที่มุ่งสร้างสรรค์เบียร์ใหม่ที่มีคุณภาพเฉพาะตัวเข้าสู่ตลาดโลก

 เบียร์พอลลาเนอร์ยังมีรสชาติหลากหลาย โดยเบียร์สดที่มีบริการคอเบียร์ของร้านมี 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ไวเซ่นเบียร์ ซึ่งเป็นเบียร์ที่ไม่ได้ผ่านการกลั่น น้ำเบียร์มีสีเหลืองขุ่น ให้รสนุ่ม มีกลิ่นหอม ฟองนุ่ม ออริจินัลเบียร์ เป็นเบียร์สดที่ผ่านการกลั่น ได้เบียร์ที่เหลืองใสสีอำพัน รสนุ่มคอ ชนิดที่สามคือ ดุงเคิลเบียร์ เป็นเบียร์ดำ เกิดจากการเอามอลล์ไปคั่วให้ดำ และไม่ได้กลั่น เบียร์จึงออกสีขุ่น แต่ให้รสกลมกล่อมหอมกลิ่นผลไม้ และชนิดสุดท้ายคือ ออริจินัล ดุงเคิลเบียร์ เป็นเบียร์ดำที่เอามากลั่น ทำให้ได้เบียร์รสเข้มข้น 

นอกจากเบียร์สดแล้วในร้านยังมีเบียร์ขวดพอลลาเนอร์ชวนดื่มอย่าง ซัลวาเตอร์, ออริจินัล ลาเกอร์ , พิลส และเบียร์ขวดตระกูล Hacker-Pschorr สเทินไวส์ มุนเชอร์เนอร์ โกลด์ และ อันโน

เบียร์ของเยอรมันมีความพิเศษตรงที่เขาจะมีกฎหมายควบคุมเลยว่า ไม่มีสารเคมี โดยทำจากส่วนประกอบพื้นฐาน 4 อย่าง ได้แก่ ยีสต์ น้ำ มอลต์(จากข้าวสาลี)และดอกฮอพที่ให้รสขมของเบียร์ การผลิตต่างถิ่นหรือเพียงปรับเปลี่ยนส่วนประกอบเล็กน้อย หรือน้ำในแต่ละประเทศที่ต่างกัน จะได้เบียร์รสชาติที่เปลี่ยนไปด้วย

สำหรับเครื่องดื่มอื่นที่ ร้านพอลลาเนอร์ การ์เด้น มีไว้บริการลูกค้า เช่น เบียร์ Fuller’s London Pride เบียร์นำเข้าจากอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีไวน์นำเข้าจากอีกหลายประเทศ เช่น อิตาลี ฝรั่งเศสและสเปน เป็นต้น

คุณต๋อยยังบอกอีกว่า ในเกือบทุกเดือนพอลลาร์เนอร์ การ์เด้น จะมีโปรโมชั่นตลอด ทั้งเบียร์สด เบียร์ขวดเพื่อให้ลูกค้าเลือกชิม ดื่ม ขายแบบเป็นแพ็คที่มีหลาย ๆ แบบรวมกันก็มี ซึ่งอาจแพ็คเป็น  10 ขวดหรือ 5 ขวด นอกจากนี้ยังมีแบบเป็นถังหรือกระป๋องใหญ่ที่เรียกว่า ปาร์ตี้เค้กจุ 5 ลิตร สำหรับซื้อไปใช้ในงานปาร์ตี้ที่บ้านได้ ราคา 1,500 บาท แต่ราคาโปรโมชั่นอยู่ที่ 1,200 บาท ซึ่งกระป๋องเบียร์หรือขวดเบียร์มักเป็นที่ถูกใจคอเบียร์ที่เป็นนักสะสมด้วย 

เดิมเบียร์ที่อยู่ในรูปขวดที่นำเข้ามา ต้องส่งขวดกลับไปเยอรมัน จึงต้องเสียค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายแพงมาก เราจึงซื้อขาดเลยเพื่อไม่ต้องส่งกลับ ลูกค้าจึงสามารถนำกลับบ้านได้เลย ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ แก้ว โต๊ะนั่ง ร่ม ทุกอย่างนำเข้าจากเยอรมนีทั้งหมด เพื่อให้เป็นสไตล์เบียร์การ์เด้นของเยอรมนีจริง และเป็นสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน

นอกจากพอลาเนอร์ การ์เด้น ถนนสามัคคีแล้ว บรรดาคอเบียร์ยังสามารถสรรหาที่ดื่มเบียร์พอลลาเนอร์ในที่อื่น ๆ ได้อีก เช่น ร้านเดอะสตอรี ประชาชื่น และประมาณปีหน้าคุณต๋อยยังมีแผนจะผุดสาขาอีกแห่งขึ้นบริเวณบางนา ถนนศรีนครินทร์ เพื่อตอบสนองลูกค้าโซนนั้นจะได้ไม่ต้องเดินทางไกล โดยสไตล์ร้านจะคงความร่มรื่นที่คล้ายกัน แต่อาจเป็นการ์เด้นเล็ก ๆ เพื่อให้ได้รับความอบอุ่น ลิ้มรสชาติเบียร์เยอมันแท้ 

 

งาน OKTOBERFEST สุดสนุก 

 

นอกจากโปรโมชั่นรายเดือนแล้ว คุณต๋อยยังจัดโอกาสพิเศษที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี ทางร้านจะจัดงานที่เรียกว่า “OKTOBERFEST ทางร้านจะจัดหลังจากงานที่เมืองมิวนิคของเยอรมนีเสร็จสิ้นแล้ว เพราะนักดนตรีจะบินตรงมาจากเยอรมันเลย คือ  วง Anton &  The Funny Guys  ภายในงานทุกคนจะมีบุฟเฟต์อาหารนานาชาติ ที่ให้รับประทานได้ไม่จำกัด พร้อมชมดนตรี  ส่วนค่าเบียร์แยกต่างหาก  ในงานทุกท่านจะได้สัมผัสกลิ่นอาย ซึ่งเป็นการจำลองบรรยากาศสไตล์เยอรมนีจริง ๆ  มีการละเล่นเกมต่าง ๆ พร้อมของรางวัลจากต่างประเทศ แต่ละปีมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 400 คน

 

แนะหลักบริหารงาน-บริหารชีวิต

 

สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับชีวิตคุณต๋อยเห็นจะเป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ลึก ๆ ในตัวเธอซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของคุณต๋อย ณ วันนี้ด้วยว่า กว่าจะมีวันนี้ได้ เธอต้องเผชิญมรสุมชีวิตมามากมายและการทำงานหนักมาตลอดชีวิต แต่เธอสามารถผ่านจุดนั้นมาได้  โดยเธอได้อาศัยหลักของ “การเป็นคนดี มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาและผู้มีพระคุณ ความขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์และใฝ่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” เพื่อเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จในชีวิต

คุณต๋อยได้แนะหลักในการบริหารงานและชีวิตให้ประสบความสำเร็จส่งท้ายไว้ว่า ในการบริหารงาน ให้คิดและดูแลพนักงานเป็นคนในครอบครัว ให้เขาเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นได้จากเด็กยุคใหม่ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้เกิดจากการคิด วางแผนและทำตามแผนที่วางไว้ ดังคำกล่าวที่ว่า “Just do it” นั่นเอง

ในส่วนของตัวคุณต๋อยเอง เชื่อว่า สิ่งที่ทำให้ตนประสบความสำเร็จในวันนี้ได้คือ การได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ลำบาก จึงไม่อยากให้ท่านลำบากอีกต่อไป จึงต้องมุมานะ ทำตามเป้าหมายในชีวิตที่อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ 

บางครั้งยังคิดย้อนไปถึงฉายาต๋อยเด็กหลุมของตัวเองด้วยว่า ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อแม่ขุดหลุมให้เราอยู่ เราก็คงไม่มีวันนี้ เพราะมันสอนให้เรามีความทะเยอทะยานและความพยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมให้ได้จากนั้นวางแผน แล้วเดินไปให้ถึงเป้าหมาย

เป้าต่อไป… ให้โอกาสคนอื่น 

 

ณ วันนี้คุณต๋อยประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว แต่เธอยังมีเป้าหมายต่อไปอีก นั่นคือ การให้โอกาสแก่คนอื่นบ้าง โดยเธอเล่าว่า เพื่อคืนความช่วยเหลือสู่สังคม หลังจากที่ตนเคยได้รับโอกาสจากคนอื่นมาแล้ว  เช่น รับเลื้ยงเด็กกำพร้า มูลนิธิศุภนิมิตร  

อยากจะช่วยเรื่องการศึกษา อุปกรณ์กีฬา ให้เขามีโอกาสไปประกอบอาชีพได้ เพราะการศึกษาจะอยู่ติดตัวไปตลอดชีวิต รวมถึงการปลูกจิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีความกตัญญู ส่งเสริมคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้เกิดการต่อยอดให้เขาไปช่วยเหลือคนอื่น ต่อไป

 

ชีวิตของคุณต๋อย น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับ หลาย คนที่คิดจะทำความดี มีความฝันความหวังรออยู่ข้างหน้า ….


LastUpdate 15/10/2556 23:45:45 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
20-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555