พีอาร์สาว ธนชาต ผู้หลงไหลในการเกษตร


นัยนา  ยังเกิด  

พีอาร์สาว ธนชาต ผู้หลงไหลในการเกษตร

 
 
ในยุคปัจจุบัน สังคมยอมรับและสนับสนุนผู้หญิงให้มีตำแหน่งและความรับผิดชอบในหน้าที่การงานไม่แพ้บุรุษเพศ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีผู้หญิงทำงานเก่ง ผู้หญิงนักบริหารเกิดขึ้นมากมาย 
 
อย่างไรก็ตามชีวิตต้องการความสมดุลย์ จึงไม่ใช่ผู้หญิงเก่งทุกคน ที่มุ่งคร่ำเคร่งทำแต่งานจนลืมนึกถึงตนเอง ไม่มีเวลาให้แม้แต่คนรอบข้างและครอบครัว มีไม่น้อยที่มองเห็นว่า การมุ่งทำงานหนัก เพื่อรายได้ผลตอบแทนสูง แต่ต้องเครียดมากเกินไปจนเสียสุขภาพ เจ็บป่วยไป คงจะไม่คุ้มกัน หากเงินทองที่ได้มาต้องหมดไปกับการรักษาตัว
 
แนวคิด "การมีชีวิตที่สมดุลย์" หรือ "Work-life balance" เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับคนทำงาน ในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิงเก่ง ผู้หญิงทำงานสาวสวยอีกรายหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันในแวดวงสื่อมวลชน เธอผู้นี้คือ คุณจุ๊บ หรือ คุณนัยนา ยังเกิด ผู้จัดการกลุ่มสื่อสารองค์กร สายงานสื่อสารและบริหารแบรนด์ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ที่นอกจากมีชีวิตทำงานเป็นสาวออฟฟิศ ต้องพบปะกับผู้คนจำนวนมากแล้ว เธอยังแบ่งเวลาอีกส่วนหนึ่งของชีวิตเข้าหาธรรมชาติและเริ่มธุรกิจน้อย ๆ ไปในตัว ด้วยการลงทุนทำโรงเรือนเพาะเห็ด ที่เปรียบเสมือนสถานที่พักผ่อนใกล้บ้านของเธอ หลังต้องเคร่งเครียดกับภารกิจของวันทำงานมาอย่างหนัก
 
ทีมงานของสำนักข่าวเอซีนิวส์ได้มีโอกาสแวะเยี่ยมโรงเรือนเพาะเห็ด ที่ไม่ต่างจากสถานที่พักผ่อนของคุณจุ๊บมาแล้ว ซึ่งตั้งอยู่แถบชานเมือง เขตอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี  มีบรรยากาศดีทีเดียว อากาศดี สดชื่นและยังอยู่ใกล้ ๆ กับแปลงปลูกผักมองเห็นเป็นสีเขียวขจีของชาวบ้านใกล้เคียง เป็นทำเลด้านเกษตรเหมาะมากสำหรับทำโรงเรือนเห็ด   

 
สาวเหนือมาเรียน-ทำงานไกลบ้าน
 
คุณจุ๊บ ได้บอกเล่าถึงชีวิตความเป็นมาของเธอว่า เธอเป็นสาวเหนือจากเชียงใหม่ ไม่ได้เป็นสาวกรุงเทพมหานครหรือนนทบุรีแต่อย่างใด โดยอาศัยอยู่กับคุณน้าและคุณยายตั้งแต่เล็ก ๆ และเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯมานานแล้วตั้งแต่หลังเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 หรือม.3 ที่ จังหวัดเชียงราย มาพักอยู่กับบ้านคุณน้าและเข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์เทเรซา ย่านรามคำแหง เรียนด้านเลขานุการ  เป็นเวลา  1  ปี ซึ่งจะได้วุฒิการศึกษาในรูปของประกาศนียบัตร 
 
อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นเด็กที่รักเรียนและมีความใฝ่ฝันอยากจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเหมือนคนอื่น จึงมีความมานะพยายามด้วยการไปสอบเทียบชั้น ม.6 ได้สำเร็จ ซึ่งช่วยปูทางให้คุณจุ๊บสามารถก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างที่ตั้งใจ โดยได้เข้าเรียนคณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

ชีวิตวัยเรียนสดใส-พร้อมทำงานหารายได้ 
 
ชีวิตในวัยเรียนของคุณจุ๊บกล่าวได้ว่า สดใส สมวัย โดยคุณจุ๊บเล่าว่า ในสมัยเรียนแต่งตัวเรียบร้อยมาก ใส่กระโปรงยาวตลอด ไม่เคยนุ่งกระโปรงสั้น และเป็นคนตั้งใจเรียน  เพราะรู้ตัวเองดีว่า เรียนไม่เก่งนัก  แต่ได้อาศัยความขยันเป็นที่ตั้ง จึงเอาตัวรอดมาได้ 
 
และแน่นอนว่า ความเป็นสาวสวยใส ผิวขาวผุดผ่องสะดุดตาของเธอทำให้ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าชีวิตความเป็นจริงของคุณกุ๊กค่อนข้างเรียบร้อย เรียบง่าย 
 
"ในสมัยเรียนชั้นปีที่  1 เคยมีรุ่นพี่ติดต่อให้ไปประกวดเป็นดาวเฟรชชี่ ซึ่งเขาจะเฟ้นหาคนสวยเด่นของแต่ละคณะเป็นตัวแทนไปแข่งกัน แต่เราก็ปฏิเสธ จนกระทั่งมีงานกีฬามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลของมหาวิทยาลัยเอกชน พี่คนเดิมก็มาติดต่ออีกว่า คราวนี้คงจะปฏิเสธไม่ได้แล้ว โดยไปถือป้ายของมหาวิทยาลัยในวันที่มีพิธีเปิดงาน ส่วนวันปิด เป็นดาวมหาวิทยาลัยตัวจริงไปถือ"
 
เธอทำงานหารายได้พิเศษได้ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วย 
 
"ในสมัยเรียนเริ่มทำงานพิเศษด้วยเหมือนกัน เพราะอยากหารายได้มาช่วยแบ่งเบาภาระของคุณน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดู ซึ่งมีพี่คนหนึ่งที่สนิทกันคอยให้ความช่วยเหลือมาตลอด โดยบางครั้งช่วยพาไปถ่ายแบบพวกแผ่นพับแนะนำของโรงแรมและรีสอร์ตต่าง ๆ ทำให้มีรายได้ประมาณ 1,500-2,000 บาทต่อครั้ง ไปถ่ายกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง พี่คนนี้ดีมากมีอะไรเขาจะนึกถึงเราตลอด
 
นอกจากนี้เวลาที่พี่เขาไปออกร้านขายหนังสือตามงานต่าง ๆ เขาจะบอกให้หาของไปวางขายได้ เราก็เลยหาของไปขาย ซึ่งเป็นงานภาพพระบรมฉายาลักษณ์ใส่กรอบ หรือเป็นรูปหล่อทั้งองค์ ไปขาย ปรากฏว่า ขายดีมาก ได้กำไร 100% เลยทีเดียว โดยของบางชิ้นซื้อมา 400 บาทก็ขายได้ถึง 800 บาท จึงได้เงินจากตรงนี้มาช่วยพอสมควรในสมัยเรียน สำหรับผู้ที่ซื้อ มักเป็นผู้ใหญ่ ที่นิยมซื้อเพื่อเป็นของฝาก หรือของขวัญ เช่น เป็นของขวัญสำหรับการขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น
 
 
เป็นเลขาฯบริษัทรถสู่เลขาฯผู้บริหารเคทีซี
 
หลังจากผ่านพ้นชีวิตในมหาวิทยาลัยออกมาแล้ว ชีวิตยังต้องเดินหน้าไปอีก ซึ่งคุณจุ๊บเล่าว่า ชีวิตเหมือนต้องคิดเองทำเองทุกอย่างว่าจะทำอะไรดี เพราะคุณยายซึ่งเป็นคนต่างจังหวังจะไม่รู้เรื่องและยังมีความคิดแบบเก่าอยู่ว่า เป็นผู้หญิงไม่ต้องเรียนมาก ทำอะไรมากเพราะเดี๋ยวก็ต้องมีครอบครัวไป แต่ด้วยความที่คุณจุ๊บเป็นผู้หญิงทำงาน ชอบพึ่งตัวเองมากกว่า 
 
งานแรกที่ถือเป็นการเริ่มต้นของการทำงาน คือ การไปสมัครเป็นเลขานุการให้กับผู้บริหารของบริษัทรถนำเข้าแห่งหนึ่ง ซึ่งคุณจุ๊บเล่าว่า "เป็นงานสบายมาก ไม่มีอะไรต้องทำมาก เขาอาจจะเห็นว่า หน้าตาดี ก็เลยให้มาเป็นเลขาฯก็แล้วกัน ทำหน้าที่รับโทรศัพท์ รับออร์เดอร์ เช็ครถเข้า " 
 
แต่การทำงานที่นั่น ได้ทำให้คุณจุ๊บมีโอกาสได้ก้าวเข้าไปทำงานในองค์กรขนาดใหญ่อย่างที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อน เพราะได้พบกับผู้บริหารของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี โดยบังเอิญ ได้แก่ คุณนิวัตต์ จิตตาลาน อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคทีซี ซึ่งในขณะนั้นมาซื้อรถที่บริษัทที่คุณจุ๊บทำงาน
 
"ในตอนนั้นคุณนิวัตต์มาซื้อรถ เป็นช่วงที่พวกเซลล์ไปพักทานอาหารกลางวัน เราจึงมาช่วยดูแลต้อนรับลูกค้าแทน แต่เวลาเขาถามอะไรจะไม่รู้เรื่อง ก็เลยบอกว่า เป็นเลขาฯ ไม่ใช่เซลล์ ท่านจึงบอกว่า กำลังต้องการเลขาฯอยู่เหมือนกัน ให้ติดต่อเพื่อน ๆ เป็นเลขาฯให้หน่อย"
 
การพบปะกันในครั้งนั้นเอง ทำให้คุณจุ๊บได้มีโอกาสก้าวมาทำงานในสถาบันการเงินมีชื่อของเมืองไทย
 
 
จากเลขาฯสู่ประชาสัมพันธ์บัตรกรุงไทย
 
คุณจุ๊บเล่าว่า ในตอนแรกคุณจุ๊บติดต่อเพื่อนที่ขณะนั้นยังไม่ได้ทำงานไปทำ แต่ปรากฏว่า เพื่อนไม่ไป คุณนิวัตต์เลยให้คุณจุ๊บมาสมัครเองและทำให้คุณจุ๊บได้เข้ามาเป็นเลขาฯของผู้บริหาร เคทีซี หรือเลขาฯคุณนิวัตต์ในเวลาต่อมา
 
"หลังจากทำงานเลขาฯได้ประมาณ 5 ปี เคทีซี จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทำให้ต้องมีแผนกประชาสัมพันธ์ จากที่เคยจ้างเอเยนซีแห่งหนึ่งดูแล ในตอนแรกคุณนิวัฒน์ไม่อยากให้ทำ แต่ก็ให้แล้วแต่ความสมัครใจ เพียงแต่ให้รอจนกว่าจะได้เลขาฯคนใหม่มาทำแทนก่อนค่อยไปทำ"
 
ซึ่งต่อมาคุณจุ๊บก็ได้ทำงานด้านประชาสัมพันธ์สมดังใจปรารถนา ได้ทำงานหน้าที่ใหม่และได้สั่งสมประสบการณ์ใหม่ในการทำงานติดต่อประสานงานกับสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆจนมีความเชี่ยวชาญคนหนึ่ง
 
อย่างไรก็ตามคุณจุ๊บก็ไม่ต่างกับผู้หญิงอีกหลายคนที่ต้องเดินมาถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่าง "ครอบครัวและหน้าที่การงาน" เมื่อภาระหน้าที่ของ "ภรรยาและแม่" เพิ่มเข้ามา 
 
 
โบกมือลา "เคทีซี" เพื่อครอบครัว 
 
คุณจุ๊บเล่าว่า ในช่วงปี 2551 ได้ลาออกจากเคทีซี เพื่อมาดูแลลูกอย่างเต็มตัว  
 
พร้อมได้บอกเล่าถึงชีวิตรักกับแฟนว่า เจอกันด้วยความบังเอิญ ในสมัยที่ทำงานอยู่กับเคทีซี ที่ลานโบว์ลิ่งของเมเจอร์ โดยแฟนนัดเจอกับลูกค้า  เลยไปฆ่าเวลาด้วยการโยนโบว์ลิ่ง ส่วนคุณจุ๊บไปกับเพื่อนอีก  3 คนและมองเห็นว่า เขาโยนโบว์ลิ่งเก่งมากและบังเอิญได้มาอยู่เลนส์ใกล้กัน จึงได้รู้จักกัน
"เขาโยนโบว์ลิ่งเก่งมาก เพื่อนเลยขอให้เขาสอนให้ เลยได้รู้จักกัน ไปทานข้าวกันหลังโยนโบว์ลิ่ง หลังจากนั้นเขาจะมาหาที่คอนโดฯ ซื้อขนมมาให้ ซื้อผลไม้มาฝากคุณยาย เข้าทางผู้ใหญ่….
 
หลังจากนั้นคบหาดูใจกันมาประมาณ  1 ปี จึงได้แต่งงานกัน อยู่มาปัจจุบัน 12 ปีแล้ว มีลูกชาย  1 คน ขณะนี้อยู่ชั้นป.4 อายุ  10 ปีแล้ว "
 
คุณจุ๊บกล่าวว่า เราสองคนแตกต่างกันมาก ทำให้มีปัญหาให้ต้องปรับตัวอยู่บ้างในระยะแรก แต่เขาเป็นคนรักครอบครัว 
 
อย่างไรก็ตามคุณจุ๊บบอกว่า เธอได้พยายามประคับประคองให้ไปด้วยกันได้ จนปัจจุบันถือว่า ได้ผ่านช่วงเวลาที่แย่ที่สุดมาแล้ว ซึ่งจะทำหน้าที่ภรรยาและแม่ให้ดีที่สุด

 
ก้าวสู่ชีวิตสาวออฟฟิศรอบใหม่
 
คุณจุ๊บใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ดูแลลูกอย่างเต็มที่ไปได้ประมาณ  3 ปี แต่ด้วยความเป็นหญิงทำงานทำให้ในระหว่างนั้นเธอยังคงรับงานพิเศษทำไปด้วย เช่น ทำงานด้านประชาสัมพันธ์ให้กับกระทรวงพาณิชย์บ้าง งานโครงการ พีเอ็ม อวร์ด ของกรมส่งเสริมการส่งออกบ้าง(ซึ่งเป็นการรับสมัครผู้ส่งออกเข้าร่วมโครงการประกาศเกียรติคุณผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่น) และเป็นที่ปรึกษาของบริษัท เข้ม คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการงานด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์และรับจัดงานต่างๆ 
 
"พอลูกไปโรงเรียนชั้น ป.1 บังเอิญโทรไปหาพี่ที่รู้จักกันคนหนึ่งที่เคยเป็นอดีตนักข่าวและไปทำงานอยู่ที่ธนาคารธนชาต พี่เขาบอกว่า กำลังต้องการคนมาช่วยงานอยู่พอดี จึงไปสมัครงานทำเป็นประชาสัมพันธ์ให้กับธนาคารธนชาต นับแต่นั้นมา"

ที่ทำงานใหม่ค่อนข้างเป็นระบบ ทำให้คุณจุ๊บสามารถแยกการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวได้ และสามารถทำควบคู่กันไปด้วยดี ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของคนทำงานและมีครอบครัวโดยทั่วไป 
 
การสามารถบริหารชีวิตการทำงานได้นี้เอง บวกกับการให้โอกาสของเจ้านาย ทำให้คุณจุ๊บได้มีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจ "โรงเรือนเพาะเห็ด" ขนาดย่อม ๆ ได้ด้วยในเวลาต่อมาก ซึ่งเธอถือว่า เป็นการสร้างอาชีพสำรองให้กับตัวเอง โดยร่วมหุ้นกับ คุณกุ๊ก ปรียนันท์ (แขกรับเชิญของเอซีนิวส์อีกท่านหนึ่ง) เพื่อนที่ทำงานเดียวกันและใช้เวลาช่วงวันหยุดในการดูแลกิจการ 
 
ตลอดจนนำความรู้ความสามารถด้านการประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตนเองได้ด้วย ทั้งด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โรงเรือนและการทำตลาด หาตลาดรองรับผลผลิต
 
 
 
โรงเรือนเพาะเห็ดของผู้หญิงสวย
 
คุณจุ๊บเล่าว่า "ก่อนจะมาทำเห็ด ได้คิดที่จะทำสิ่งต่าง ๆ หลายอย่าง รวมถึง กาแฟ แต่เห็นว่ามีคนทำมากแล้ว   
 
จนต่อมาไปเชียงใหม่ มีญาติคุยให้ฟังหรือโทรคุยให้ฟังบ้างว่า มีการทำโรงเรือนเห็ดกันมากที่เชียงใหม่ น่าสนใจ จึงกลับมาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเห็ด ซื้อหนังสือมาอ่านบ้าง พบว่า มีคนทำกันมาก แต่มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จ  แต่เห็ดยังเป็นที่ต้องการอีกมาก เลยลองศึกษาดูและลองซื้อก้อนเห็ดมาทำดูก็เคยทำมาแล้ว ซึ่งยามเห็ดงอกออกมาให้ความรู้สึกว่า มีความสุข
 
นอกจากนี้ยังได้ข้อคิดอีกว่า การทำเกษตรเราไม่ต้องออกไปตากแดด ขุดดิน สามารถทำอยู่ในที่ร่มก็ได้ 
ที่สำคัญ ในหลวงของเราก็ให้ความสำคัญในเรื่องเกษตรพอสมควร รวมถึงด้านเศรษฐกิจพอเพียง ประเทศไทยเรามีการเกษตรนำ จึงคิดว่าน่าจะอยู่ได้ ทำเป็นธุรกิจได้
 
หลังจากนั้นได้ไปอบรมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน ต้องลาพักร้อนไปเรียน
หลังเรียนแล้วรู้สึกชอบและพยายามหาช่องทางเพื่อที่จะทำ โดยชวนเพื่อนมาทำด้วย คือ คุณกุ๊ก หรือ คุณปรียนันท์ แสงดี ที่ตกลงมาทำด้วย หลังจากมีธุรกิจเป็นของตัวเองมาหลายอย่างแล้ว
 
 
เป็นทั้งธุรกิจและแหล่งเรียนรู้ช่วยคนมีอาชีพ
 
คุณจุ๊บและหุ้นส่วนต่างมีใจตรงกันว่า การทำโรงเรือนเห็ดนอกจากเป็นธุรกิจแล้ว ยังเป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับผู้สนใจ ได้อีก  ซึ่งสามารถมาอบรมเพื่อทำธุรกิจหรือทำเป็นอาชีพได้
 
"เดิมแฟนไม่สนับสนุนเลย แต่ตอนนี้ดีขึ้น เพราะเราสามารถแบ่งเวลาได้ดี นอกจากนี้การทำการเกษตร เราไม่ต้องทำทุกอย่างก็ได้ แต่หาคนมาช่วยเราได้ ซึ่งนับว่าโชคดีได้ผู้ช่วยและลูกน้องที่ทำงานดี ถือเป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่ง
 
เวลานี้โรงเรือนเพาะเห็ดกำลังไปได้ดี ทำให้ชีวิตมีความสุขมาก เป็นสิ่งที่ช่วยมาทำให้ชีวิตสมดุลย์ หรือบาลานซ์ชีวิต ได้มาอยู่กับธรรมชาติ"
คุณจุ๊บพูดให้ฟังอย่างสุขใจ
 
พร้อมเปรยถึงแผนงานในอนาคตว่า กำลังวางแผนจะซื้อเครื่องนึ่งเห็ด เครื่องบรรจุเพิ่ม เพื่อจะได้สามารถผลิตก้อนเห็ดได้เป็นจำนวนมากขึ้นประมาณ  500 ก้อนต่อวัน  เพราะยังผลิตไม่พอกับความต้องการ โดยกำลังคน 3 คนทำได้เพียงประมาณ 200 ก้อนต่อวันเท่านั้น แต่ถ้ามีเครื่องจะช่วยให้ทำได้มากขึ้น 
 
"แม่ค้าที่มาซื้อดอกเห็ด ก็มักจะซื้อก้อนเห็ดไปขายด้วย ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะตลาดยังต้องการอยู่ แต่ไม่รีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไป"
 
เวลานี้จึงกล่าวได้ว่า ชีวิตของสาวพีอาร์แบงค์ใหญ่รายนี้ กำลังมีความสุขชนิดที่หลายคนต้องอิจฉาทีเดียว
 
มีทั้งงานหลักที่รัก…
และงานรองที่ชอบ ทำควบคู่กันไปโดยไม่กระทบครอบครัว คงไม่มีอะไรสุขไปกว่านี้อีกแล้ว  …

 


LastUpdate 18/11/2556 14:20:25 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
16-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555