นางเอกวิก 7 สี สาวมั่น ยึด 'ขยัน' นำพาชีวิตสู่ความสำเร็จ






หญิง-กัญญาพัชญ์ ธนันต์ชัยกานต์ นางเอกวิก 7 สี สาวมั่น ยึด “ขยัน” นำพาชีวิตสู่ความสำเร็จ ไม่มีคนที่เก่งกว่า หรือเก่งน้อยกว่า มีแต่คนที่ขยันและขี้เกียจ
 

ในแวดวงบันเทิงยามนี้ โดยเฉพาะค่ายทีวีหลายสีอย่างช่อง  7 คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักนักแสดงสาวมากความสามารถ “หญิง- กัญญาพัชญ์ ธนันต์ชัยกานต์ ” สาวน้อยหน้าใส นัยน์ตากลมโต มีฉากชีวิตที่น่าทึ่ง เป็นเด็กไฮเปอร์กล้าเปิดหมวกโชว์ตีขิมสร้างรายได้ตั้งแต่วัยไม่ถึง  10 ปี ก่อนก้าวขึ้นครองตำแหน่งมิสทีนไทยแลนด์ปี  2007 และตามด้วยเครดิตนางเอกในสังกัดทีวีสีช่อง  7 และวันนี้เธอยังเป็นเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเอง “Kannya” แต่เธอยังไม่หยุดฝัน โดยมุ่งมั่นจะไปให้ไกล ถึงผู้จัดรายการ

เด็กน้อยถิ่นแดนฝาง ฉายแววศิลปินตั้งแต่เล็ก
 
น้องหญิง กัญญาพัชญ์ ธนันต์ชัยกานต์ สาวน้อยหน้าใส พร้อมบุคลิกที่เป็นมิตร สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นทั่วไป พูดจาคล่องแคล่ว มีความคิดอ่าน เป็นผู้ใหญ่เกินวัยเพียง  21 ปีของเธอเป็นอย่างมาก  
เธอมักโชว์ความสามารถเป็นพิธีกรตามงานอีเวนท์ต่าง ๆ พร้อมชุดแต่งกายทันสมัยที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ภาพลักษณ์ภายนอกเหมือนสาวน้อยชาวกรุงทันสมัย แต่ความจริงแล้ว เธอเป็นชาว อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ 
“เป็นสาวเหนือแต้ ๆ เจ้า....”
 
น้องหญิงเล่าว่า บ้านของเธออยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 3 ชั่วโมงและเป็นพื้นที่ที่ยังสามารถสัมผัสวิถีชาวบ้านชนบททั่วไปได้อยู่ โดยเป็นท้องถิ่นที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันแลกเปลี่ยนอาหารกันหรือนั่งผิงไฟยามอากาศหนาวเย็น ซึ่งเป็นภาพที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นในเขตเมืองใหญ่
 
 
น้องหญิงมีพี่น้อง 2 คน มีน้องสาวอีก 1 คน ชีวิตยามเด็กไม่ค่อยได้อยู่กับคุณแม่เนื่องจากท่านต้องไปทำงานอยู่ในเมืองเป็นไกด์นำเที่ยวคุณแม่เก่งภาษาญี่ปุ่นมาก น้องหญิงจึงอาศัยอยู่กับคุณตาคุณยายเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งเธอได้รับความรัก การดูแลจากคุณตาคุณยายอย่างเต็มเปี่ยม และเธอยังถูกอบรมให้ทำงานบ้านตามที่ลูกผู้หญิงควรจะเป็นและต้องอยู่ในระเบียบ
 
เธอเล่าว่า “เมื่อกลับมาจากโรงเรียนต้องทำงานบ้านหลายอย่าง เช่น กวาดบ้าน ถูพื้น กรอกน้ำ หุงข้าว ทำกับข้าว ซักผ้าขนหนู เพราะคุณยายเปิดร้านทำผมมีลูกค้ามาก มีผ้าขนหนูจำนวนมากที่ต้องซักเองหมดเลย จึงไม่ค่อยมีเวลาไปเล่นกับเพื่อน ๆ” 

อย่างไรก็ตามคุณตาคุณยายไม่ได้ห้ามการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียน  ซึ่งน้องหญิงได้ทำกิจกรรมหลายอย่างมาตั้งแต่เด็ก ๆ  เช่น เชียร์ลีดเดอร์ จัดรายการวิทยุ รำไทย  ประกวดเรียงความ ทำนองเสนาะและเป็นอาสาสมัครเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง ซึ่งประการหลังเป็นความสามารถพิเศษที่ทำให้น้องหญิงชนะการประกวดนางนพมาสในวัยเด็กเมื่ออายุประมาณ  9 ปีได้สำเร็จ โดยโชว์เล่านิทานให้ฟังบนเวทีสด ๆคิดแต่งเรื่องเอง บวกกับการยิ้มเก่งจนชนะใจกรรมการ

สำหรับคุณแม่แม้จะมีเวลาให้ลูก ๆ ไม่มากนักเพราะต้องไปทำงานในเมือง นาน ๆ จะกลับบ้านสักครั้ง แต่ได้ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูกอย่างเต็มที่ โดยเลี้ยงดูแบบเพื่อนที่สามารถปรึกษาหารือกันได้ตลอด ขณะเดียวกันคุณแม่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องหญิงในเรื่องของความขยัน หมั่นเพียร หญิงแกร่ง สู้ทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นงานหนักหรืองานเบา
 

หลังจากจบชั้นประถมปีที่ 6 น้องหญิงได้เข้าศึกษาที่วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่เป็นเวลา 1 ปี ในชั้น ม. 1 เนื่องจากมีความชอบ ใฝ่ฝันอยากเข้าเรียน ซึ่งได้เรียนรำเป็นตัวพระและเรียนดนตรีไทยหลายอย่างเช่น ขิม ซอ โดยพักที่หอพักครูของโรงเรียนเนื่องจากคุณแม่เป็นศิษย์เก่าจึงฝากฝังให้พักที่นั่น แต่เรียนได้เพียงปีเดียว คุณแม่ให้ออกไปเรียนที่อื่น เนื่องจากอยากให้น้องหญิงได้สิ่งแปลกใหม่ที่เป็นสายอาชีพอื่น ๆ บ้าง โดยย้ายไปอยู่โรงเรียน 2 ภาษาแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ไปเข้าเรียนชั้น ม.2 – ม.3 

ในช่วงนั้นเองได้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่น้องหญิงเปิดตัวโชว์ความสามารถของตัวเอง โดยไปเปิดหมวกตีขิม ที่ถนนคนเดินวัวลายและท่าแพของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นความต้องการของเธอเอง โดยมีคุณแม่และน้องสาวไปคอยดูแล การปรากฎตัวของเธอได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เนื่องจากน้องหญิงจัดเต็ม แต่งตัวเต็มยศ เป็นชุดไทย พร้อมเครื่องประดับสวยงามกว่าคนอื่น ๆ ที่มานั่งตีขิมอยู่ก่อนแล้ว 

แต่ในเวลาต่อมาจำเป็นต้องย้ายที่ไปเรื่อย ๆ เพราะมีคนมาชุมนุมดูน้องหญิงกันมากเกินไป จนส่งผลปิดบังหน้าร้านค้าข้างเคียง เป็นการส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ขายรายอื่นอย่างไมได้ตั้งใจ 
 
น้องหญิงได้ย้ายไปหลายที่ แต่บรรดาแฟน ๆ ยังคงติดตามไป จนสุดท้ายน้องหญิงต้องเลิกเล่นไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและเหน็ดเหนื่อยกับการต้องย้ายที่ไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่เธอยังคงจดจำได้มาถึงทุกวันนี้
 
 
เป็นสาวมิสทีนปี 2007 ก่อนเข้าสู่วงการบันเทิง
 
ด้วยความที่เป็นคนมีความฝันที่จะก้าวไปข้างหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิต น้องหญิงบอกว่า  นอกจากมีคุณแม่เป็นแบบอย่างในเรื่องของความขยันแล้ว ในวัยเด็ก เธอยังฝันที่จะได้มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในหน้าจอโทรทัศน์ อยู่ในวงการบันเทิงเหมือนอย่างเชียร์ ทิฆัมพร  ฤทธิ์ธาอภินันท์ นางเอกแห่งช่อง 7 สี  ซึ่งเป็นไอดอลของเธอด้วยและเมื่อมีโอกาสเธอจึงไม่รอช้าที่จะไขว่คว้ามันไว้ 

น้องหญิงเล่าว่า ในปี  2007 มีการประกวดมิสทีส เธอที่รอมาจนถึงวัย 15 ปี เมื่อเวลาเหมาะจึงไม่รอช้าที่จะเข้าร่วมประกวดด้วย ซึ่งปรากฎว่าเธอสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ เป็นมิสทีน ไทยแลนด์ปี 2007 ได้สำเร็จใน ขณะกำลังศึกษาในชั้น ม.3 เท่านั้น  

หลังจากได้ตำแหน่งชีวิตของเธอได้เปลี่ยนไป ทำให้เธอได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงอย่างที่เคยฝันไว้และได้เซ็นต์สัญญาเข้าเป็นนักแสดงในสังกัดของช่อง7 ซึ่งทำให้เธอได้มีโอกาสโชว์ความสามารถหลายอย่างทั้ง เล่นละคร ร้องเพลงประกอบละคร ผู้ประกาศข่าวคั่นรายการ และยังมีรายได้เสริมจากการถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ถ่ายมิวสิควีดีโอและอื่น ๆ 

ในระยะแรกของการใช้ชีวิตในแวดวงบันเทิง ค่อนข้างลำบากต้องเดินทางไปและกลับระหว่างกรุงเทพ - เชียงใหม่บ่อยครั้ง จึงกระทบต่อการเรียนอยู่บ้าง แต่คุณครูและโรงเรียนได้ให้โอกาส อนุโลมเรื่องไม่ต้องเข้าเรียนได้ ขอเพียงให้ส่งงานให้ครบเท่านั้น จึงทำให้เธอสามารถผ่านชั้นมัธยมปลายมาได้ โดยเธอเปลี่ยนมาเรียนสายศิลป์ภาษาจีนแทนสายวิทย์-คณิต อาศัยให้อาจารย์มาสอนพิเศษและไปเชียงใหม่เฉพาะเมื่อสอบเท่านั้น ซึ่งปรากฏว่า เธอสามารถเอาตัวรอดมาได้ แถมยังมีผลคะแนนติด 1 ใน 10 เสียด้วย  

ส่วนการเลือกเรียนสายคณิต-วิทย์แต่เดิมนั้นเป็นเพราะเธอมีความฝันอยากเรียนด้านเภสัชกรรม แต่ทว่าโชคชะตาดูเหมือนไม่เป็นใจ อยากนำพาเธอก้าวสู่เส้นทางบันเทิงมากกว่า   

หลังเรียนจบชั้นมัธยมปลายแล้ว ครอบครัวของน้องหญิงจึงได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพเลย เพราะการต้องเดินทางบ่อยทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และน้องหญิงได้เข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ โดยขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4   แต่ยังคงเรียนควบคู่กับการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง
 
 
เก่งทั้งงานเบื้องหน้า-เบื้องหลัง-ร่วมผลิตภาพยนตร์
 
จากการที่เธอมีความสามารถหลากหลาย จึงไม่น่าแปลกใจที่น้องหญิงเป็นอีกหนึ่งนัดแสดงที่มีผลงานบันเทิงมากมาย ตัวอย่างผลงานละครทางช่อง 7 ได้แก่ เพลงรักข้ามภพ นิทานทะลุมิติ หวานใจยัยต่างดาว พ่อหนูเป็นซูเปอร์สตาร์ มนต์รักแม่น้ำมูล เกมกำมะลอ พรมแดนหัวใจ ส่วนที่กำลังถ่ายทำอยู่มีเรื่อง สะใภ้หัวแดง ที่จะออกอากาศในปีหน้า 

ส่วนเพลงประกอบละคร เช่น  เพลงเจ้าหญิงจอมป่วน เพลงประกอบละครนิทานทะลุมิติ เพลงเชื่อในความรัก เพลงประกอบละครเสือสั่งฟ้า และเพลงไม่กำมะลอ เพลงประกอบละครเกมกำมะลอ เป็นต้น นอกจากนี้เธอยังถ่ายแบบให้กับหนังสือ นิตยสารแฟชั่นสไตล์ญี่ปุ่นต่าง ๆ
 
สำหรับผลงานภาพยนตร์ที่เพิ่งเข้าฉายเมื่อเร็ว  ๆ นี้ได้แก่ เรื่อง “ผีเข้า ผีออก” ที่เพิ่งเข้าฉายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา
 
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความสำคัญทีเดียว เพราะเป็นผลงานการผลิตของทีมน้องหญิงและเพื่อน ๆมหาวิทยาลัยที่มีความฝันร่วมกันเพื่อทำงานด้านนี้ โดยร่วมทำกับทีมงานมืออาชีพ  ทีมงานของน้องหญิงเป็นผู้แต่งบทภาพยนตร์และร่วมแสดงด้วย โดยการสนับสนุนของค่าย Angel and Bear Productions 

 
จับธุรกิจเสื้อผ้า-สร้างแบรนด์ของตัวเอง

นอกจากมีผลงานด้านความบันเทิงแล้ว ร่วมกันผลิตภาพน้องหญิงยังทำสิ่งที่หลายคนต้องแปลกใจและน่ายกย่องให้เป็น “สาวน้อยมหัศจรรย์” เสียจริง ๆ โดยเมื่อเร็ว ๆนี้ เธอเพิ่งเปิดธุรกิจของตัวเองขึ้น ได้แก่ ธุรกิจเสื้อผ้า ที่มีแบรนด์เป็นของตัวเองชื่อว่า “Kannya

น้องหญิงบอกเล่าถึงสาเหตุที่หันมาจับธุรกิจทางด้านนี้ว่า  ส่วนหนึ่งเกิดจากความจำเป็นส่วนตัวของเธอที่เป็นคนวงการบันเทิง ทำให้ต้องใช้เสื้อผ้ามากและเสื้อผ้าที่ใส่ออกงานจะซ้ำไม่ได้ นอกจากนี้เธอยังมีรูปร่างเล็ก จึงยากที่จะหาเสื้อผ้าขนาดที่เหมาะสมได้ กลายเป็นข้อจำกัดให้ต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่สั่งตัดเฉพาะเท่านั้น แต่หลังจากนั้นมีหลายคนชมว่า สวยดีและแนะนำว่า น่าจะทำขาย คำแนะนำดังกล่าวจึงจุดประกาย ให้เธอคิดทำธุรกิจนี้ขึ้น

“จากเสียงชมและแนะนำให้ทำขาย จึงเป็นจุดริเริ่มต้นที่ทำให้มีแนวคิดจะมีเสื้อผ้าเป็นแบรนด์ของตัวเองขึ้น แต่ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้อย่างจริงจังได้ไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการตัดเย็บก่อนที่สถานทูตฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับแพทเทิร์น ลายเส้น ซึ่งมีอาจารย์สอนทั้งชาวไทยและชาวฝรั่งเศส  ”
 
 
น้องหญิงเล่าว่า ได้เริ่มทำธุรกิจมาประมาณ 4 เดือนแล้ว โดยแนวทางในการทำธุรกิจนั้น สามารถทำได้โดยไม่ยุ่งยากและไม่จำเป็นต้องมีบริษัทขนาดใหญ่โต โดยการทำธุรกิจของเธอมีคุณแม่เป็นหลัก ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นดีไซเนอร์เองโดยเธอเป็นผู้ช่วยและตัดสินใจในขั้นสุดท้าย หลังจากนั้นจะจ้างช่างฝีมือเพื่อทำหน้าที่ตัดเย็บ 
 
สำหรับวัตถุดิบผ้าและวัสดุอื่น ๆ เธอและคุณแม่เป็นผู้ไปเลือกซื้อหาเองทั้งหมด โดยแหล่งซื้อผ้าคือโรงงานผ้า ต่าง ๆ ก่อนนำมาออกแบบและตัดเย็บ

สำหรับตลาดเป้าหมายหลักของเสื้อผ้าแบรนด์ “Kannya”  ได้แก่ กลุ่มนักศึกษา  ส่วนเป้าหมายรองลงมาได้แก่ ผู้หญิงวัย 18-28 ปี ซึ่งในการออกแบบจะมุ่งให้ผู้ซื้อสามารถนำไปสวมใส่ได้ตลอดทั้งวัน ใส่เรียนได้และใส่ทำงานได้ด้วยอีกทั้งยังมีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร โดยมีตัวเธอเองเป็นพรีเซนเตอร์ไปในตัว

โดยสนนราคาชุดสวย ๆ แบรนด์ “Kannya” นี้มีราคาเริ่มต้นที่ 1,200 บาทขึ้นไปและมีราคาสูงสุดที่  3,990 บาท แต่มีการให้โปรโมชั่นสำหรับนักศึกษาบ้าง ซึ่งจะให้ส่วนลด 10%  
 
ส่วนช่องทางการขายนั้น ในฐานะเด็กรุ่นใหม่ที่อยู่ในยุคของเทคโนโลยีสื่อสารก้าวหน้า แน่นอนว่า เธอก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อาศัยช่องทางสังคมออนไลน์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นช่องทางหลักในการขายสินค้าเสื้อผ้าแบรนด์ “Kannya” โดยเปิดขายผ่านทางอินสตาแกรม(IG) ก่อนค่อยขยับขยายไปช่องทางอื่น ซึ่ง IG เป็นแอพพลิเคชั่นถ่ายภาพและแต่งภาพบนสมาร์ทโฟน ที่สามารถแชร์รูปภาพไปยังเว็บสังคมออนไลน์ได้ เช่น Facebook, Twitter, Tumblr, Flickr และ Foursqure

“การออกแบบบางครั้งตามอารมณ์ โดยเราจะใส่ตัวต้นแบบโชว์ก่อน ซึ่งออกแบบหลายแนว ทั้งแนวมันส์ๆ แนวหวานและเซ็กซี่บ้าง โดยช่วงแรกมี 11 แบบ ๆละ 10 ตัว ในช่วง 2-3 เดือนแรกเป็นช่วงของการประชาสัมพันธ์ไม่ได้คาดหวังมากนัก รอช่วงเดือนที่ 3-5 จึงจะเห็นผล”

อย่างไรก็ดีนับว่า ธุรกิจเสื้อผ้า “Kannya”  เดินหน้าไปด้วยดี โดยในช่วงเพียง 2 เดือนแรก ก็สามารถทำยอดขายได้แล้วถึง 50% แต่ขอเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป  
 

อนาคตฝันเป็นดีไซเนอร์ และ เจ้าแม่วงการบันเทิง

ลูกผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ทำงานหนัก มากมายจริง ๆ แต่เธอยังดูสดใส ร่าเริงได้เหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เธอยังบอกเล่าถึงความฝันของเธอในอนาคตอีกว่า อาจจะเปิดร้านเสื้อผ้ารองรับแบรนด์ของตัวเอง และยังฝันทำสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย

เธอตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 5 ปี จะต้องประสบความสำเร็จในธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเอง โดยยังคงอยู่ในวงการบันเทิง 

จากนั้นภายใน 10 ปี ฝันอยากเป็นเจ้าแม่ทั้งในวงการเสื้อผ้าและด้านบันเทิง ที่เธออาจก้าวไปถึงระดับผู้จัดรายการและเป็นนักแสดงมีชื่อ โดยย้ำว่า ทั้ง 3 อย่างนี้จะต้องไปด้วยกัน

ดังนั้นในระหว่างนี้เธอจึงต้องแสวงหาความรู้ ความคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ ที่สามารถหาได้ผ่านการพูดคุยกับผู้ใหญ่ ผู้รู้ต่าง ๆ และจากเพื่อน ๆ ที่เป็นเด็กรุ่นใหม่
 
 
“เด็กรุ่นใหม่จะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กเรียนอยู่ในกรอบและกลุ่มเด็กที่คิดนอกกรอบ  ชอบทำกิจกรรม กลุ่มหลังนี้จะมีความคิดสังสรรค์ ทำธุรกิจ มีการแชร์กับเพื่อนและบ้างก็ทำธุรกิจด้วยกัน ซึ่งหากเราจะทำธุรกิจจึงจำเป็นต้องรู้จักคนเป็นจำนวนมาก

การไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มนี้ เป็นการแสดงให้พ่อแม่เห็นว่า เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้เที่ยวอย่างเดียว แต่เป็นการสังสรรค์เพื่อสร้างคอนเนคชั่น เพราะเราต้องอยู่แบบช่วยกัน

เราเลือกได้ว่า เราอยากจะเป็นแบบไหน เป็นแบบใคร เราต้องมีไอดอล

โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่า น้องหญิงได้เติบโตมาเป็นสาวทำงานที่มีความขยัน อดทน ไม่แพ้คุณแม่เลยทีเดียว เธอทำงานมาตลอดนับแต่ก่อนเข้าวงการบันเทิงมากระทั่งปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากการยึดคุณแม่เป็นไอดอลนั่นเอง
 

 น้องหญิงได้ให้แง่คิดดี ๆ  ที่สื่อได้เป็นอย่างดีว่า ความขยัน ขวนขวายเรียนรู้ จะสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้

“มีคำกล่าวว่า ไม่มีคนที่เก่งกว่า หรือเก่งน้อยกว่า มีแต่คนที่ขยันและขี้เกียจ 
ซึ่งคนที่ขยันเท่านั้นที่จะได้เรียนรู้ว่า วิธีที่  101 เป็นวิธีที่ถูกต้อง หลังจากทำมาแล้ว 100 วิธี 
หากถามว่า เสียเวลาไหม ต้องบอกว่า ไม่..เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้รู้วิธีที่ผิดถึง 100 วิธี

เป็นสาวน้อยที่มีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินตัวจริง ๆ และไม่สงวนสิทธิ์หากใครจะนำแง่คิดนี้ไปใช้...  


LastUpdate 23/12/2556 01:40:23 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
19-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555