สาวมั่นนักกฎหมาย เจ้าของสถาบันบุคลิกภาพ กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา




ปริม  กุญชนิตา  กุญชร ณ อยุธยา  สาวมั่นนักกฎหมาย เจ้าของสถาบันบุคลิกภาพ
 
 
หลายคนมักคิดว่า คนสวยมักได้รับโอกาสมากกว่าคนทั่วๆไป  ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมาว่า หากสวยแต่รูป จูบไม่หอม หรือไม่ค่อยฉลาด ก็ไม่มีประโยชน์นัก คงขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคน แต่ก็ต้องยอมรับว่า การที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีรูปเป็นทรัพย์ ย่อมได้เปรียบผู้ที่ไม่สวยหรือสวยน้อยกว่าไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนการเพิ่มคุณค่าหรือสิ่งประกอบอื่น ๆ สามารถเติม เสริมกันได้ ด้วยการศึกษา ความขยันสนใจใฝ่รู้และฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
 
คุณสมบัติเหล่านี้ ดูเหมือนถูกรวมอยู่ในตัวสาวคนเก่ง มากความสามารถ ดีกรีนักกฎหมายอย่าง  ปริม  กุญชนิตา  กุญชร ณ อยุธยา เธอสามารถสร้างคุณค่าได้ด้วยพลังความขยันของตัวเองและครอบครัวเป็นสำคัญ จนมีภารกิจให้ทำอย่างไม่เว้นแต่ละวัน  ทั้งพิธีกร ถ่ายโฆษณา งานสถาบันพัฒนาบุคลิกภาพของครอบครัว ควบคู่ไปกับการศึกษาต่อเนติบัณฑิต ที่เป็นความฝันสำคัญของเธอ
 
 
ปริม  สาวสวยนัยตาคม เจ้าของบุคลิกมาดมั่น สดใส ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตแสนผจญภัย สนุกสนานของเธอให้ฟังอย่างคล่องแคล่วว่า เธอถือกำเนิดที่ จ.เพชรบูรณ์ แต่ไปเติบโตที่ จ.พิษณุโลก เป็นลูกสาวคนโตของคุณพ่อ พ.อ.ภูษิตและคุณแม่ นิธิมา กุญชร ณ อยุธยา คุณพ่อเป็นทหาร ซึ่งปัจจุบันประจำอยู่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ส่วนคุณแม่ประกอบธุรกิจส่วนตัว ด้วยท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ ขณะเดียวกันยังมีน้องสาวอีก 1 คน ที่มีความสวยไม่แพ้กัน ชื่อ กัญญาภัค กุญชร ณ อยุธยา 
 
คุณปริม ย้ายตามคุณพ่อเข้ามาในกรุงเทพฯ เนื่องจากคุณพ่อต้องเข้ามาทำงานจึงพาครอบครัวมาด้วย ทำให้ เธอได้มีโอกาสมาศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมในกรุงเทพฯด้วย โดยได้เข้าเป็นลูกศิษย์อาจารย์ โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์  ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนหญิงล้วนเขตบางพลัด  หลังจากนั้นครอบครัวได้ปักหลักอยู่กรุงเทพฯมากระทั่งปัจจุบัน
 
 
ทุ่มเทกิจกรรม-มองโอกาสได้พัฒนาตัวเอง
 
ในระหว่างศึกษาที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ คุณปริมได้ให้ความสนใจทำกิจกรรมหลายอย่าง  เช่น ดรัมเมเยอร์ ผู้นำสวดมนต์ นักร้องคอรัส และประธานค่ายอาสามูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้น
 
คุณปริมเป็นเด็กไฟแรง พร้อมจะทำกิจกรรมได้ตลอด เนื่องจากเชื่อว่า การทำกิจกรรมเป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้พัฒนาตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่จะได้ทำอะไร ก็ไม่รอช้า
 
จนเมื่อเข้าไปอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในคณะนิติศาสตร์ ในปี 2552 ก็ยังคงทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเธอได้พยายามลำดับการทำกิจกรรมให้ฟังว่า ในตอนเรียนปี 1 ได้เข้าเป็นนักร้องคอรัสของมหาวิทยาลัย
 
ตอนเรียนปี 2 เทอม 2 ได้เข้าประกวด “กุลธิดากาชาด” ของสภากาชาดไทยต้นปี 2554  จนสามารถคว้าตำแหน่ง กุลธิดากาชาดมาครองได้สำเร็จ ได้รับโล่รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมชุดเครื่องแบบธิดากาชาด เธอได้รับการคัดเลือกมาจากผู้เข้าประกวดจำนวนทั้งสิ้น 300 คนเลยทีเดียว
 
รางวัล “กุลธิดากาชาด”  เป็นเครื่องหมายของการเป็นเด็กที่มีคุณภาพและมีจิตอาสา ที่พร้อมจะสละเวลาและความสุขส่วนตัวเพื่อทำงานช่วยเหลือสังคม ซึ่งเธอสามารถปฏิบัติได้ดี ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในตำแหน่งนาน 1 ปีเต็ม ช่วยเหลือกิจกรรมต่าง ๆ ของธิดากาชาดและยังทำคงทำงานด้านจิตอาสาต่อเนื่องแม้หลังอำลาตำแหน่งไปแล้ว
 
ตอนปี 3 เทอม 1 คุณปริม ยังได้เล่นละครเวทีของคณะวารสารศาสตร์ ซึ่งเธอบอกว่า ถือเป็นสิ่งที่เธอใฝ่ฝันอยากจะทำมาก แต่กว่าจะได้เล่นต้องฟันฝ่าด่านทดสอบมากพอสมควร 

“ต้องโชว์ความสามารถด้านการแสดงให้กรรมการชม ซึ่งให้เล่นแบบสด ๆ เลย ทั้งร้องเพลง เต้นและเล่นละคร ไม่ต้องมีบท ให้เล่นเอง คิดเอง  แต่ก็สามารถผ่านการคัดเลือกมาได้” เธอเล่าด้วยความภูมิใจเมื่อพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต
 
 
เมื่อมีโอกาสได้เล่นละครเวทีของมหาวิทยาลัยทั้งที เธอจึงทุ่มเทเต็มที่และถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆในชีวิตสำหรับเธอ เพราะในปี 3 ถือเป็นช่วงที่เรียนหนักมาก แต่จำเป็นต้องซ้อมละครหนักด้วย เพื่อให้ละครออกมาดีที่สุด แต่โชคดีที่วิชาด้านนิติศาสตร์ไม่ต้องเข้าเรียนตลอด
 
ช่วงนั้นซ้อมละครกันหนักมาก นานถึง 3 เดือน ซึ่งในเดือนสุดท้ายไม่ได้เรียนเลย แต่ก็สามารถผ่านมาได้ โดยมีเกรดเฉลี่ยที่ระดับ 3.14 
 
นับว่า เป็นระดับผลการเรียนที่ยังอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ เมื่อเทียบกับการต้องซ้อมละครหนักและไม่ได้เข้าชั้นเรียนเลยนอกเหนือจากเล่นละครเวทีแล้ว เธอยังรับทำหน้าที่เป็นนักร้องหรือพิธีกรตลอด เมื่อมีกิจกรรมของมหาวิทยาลัย กระทั่งในช่วงปี 3 ปี 2554 ที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ของไทย เธอยังได้มีโอกาสเป็นผู้นำเยาวชนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำด้วย โดยรวมเพื่อน ๆ กลุ่มธรรมศาสตร์และสมัยมัธยมศึกษามาช่วยแพ็คของบริจาคจากสภากาชาด กรอกกระสอบทราย ไปช่วยเหลือประชาชนชุมชนน้ำท่วมต่าง ๆ ก่อนจะหยุดหลังจากบ้านของตัวเองท่วมด้วยเหมือนกัน
 
 
ก้าวขึ้นเวทีนางสาวไทย และ คว้างานพิธีกรหน้าใหม่
 
หลังวิกฤตน้ำท่วมผ่านพ้นไปแล้ว คุณปริมได้ขึ้นสู่ชั้นเรียนปีสุดท้าย แต่ยังไม่คิดเลิกทำกิจกรรม โดยหลังจากได้ลิ้มรสความเหน็ดเหนื่อยกับการซ้อมละครมาแล้วถึง 3 เดือน เธอยังคงมีพลังอยู่อย่างเหลือเฟือ ขวนขวายทำกิจกรรม หาประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่ชีวิตต่อไปอีก  โดยในช่วงที่อยู่ชั้นปีที่ 4 เทอม 1 เธอได้ไปประกวดนางสาวไทย ปี 2555 ด้วย ซึ่งปรากฏว่า เธอสามารถผ่านเข้าไปสู่รอบ 10 คนสุดท้ายได้สำเร็จ
 
หลังจากนั้นโอกาสใหม่ ๆ ได้ก้าวมาหาเธออีกครั้ง เมื่อทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้ารอบการประกวดนางสาวไทยรอบ 18 คนสุดท้ายมาทดสอบเพื่อเฟ้นหาพิธีกรหน้าใหม่
 
ผลปรากฏว่า เธอเป็นหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือก และทำให้มีโอกาสได้เป็นพิธีกรรายการ “เลดี้ไนน์ ครบเครื่องเรื่องไลฟ์สไตล์” ซึ่งก่อนจะได้ทำหน้าที่ดังกล่าว มีการฝึกอบรมทุกอย่างและได้ทำงานไปควบคู่กับการเรียน
 

เรียนเนติบัณฑิตควบทำงานบันเทิง
 
อย่างไรก็ดี คุณปริมใช้เวลาทำงานเป็นพิธีกรหน้าใหม่อยู่ประมาณ 8 เดือน ได้ตัดสินใจลาออก เพื่อไปศึกษาต่อเนติบัณฑิตตามความตั้งใจเดิม แต่ไม่ได้ถึงกับทิ้งวงการเสียทีเดียว ทว่าเป็นการทำงานไปด้วยควบคู่กับการเรียน  โดยเธอสามารถใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่มารับทำหน้าที่เป็นพิธีกรและงานโฆษณาที่สามารถสร้างรายได้ให้ตนเองขณะเรียนไปได้
 
งานใหม่ของเธอคือ การเป็นพิธีกรให้กับรายการของ  MET 107 ของช่อง 9  ที่มีคุณจามร จีระแพทย์ สามีของคุณหนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ เป็นผู้บริหาร เธอจึงเหมือนได้ทำงานเหมือนเดิม โดยที่ยังมีเวลาไปศึกษาเนติบัณฑิตตามความฝันได้อย่างสบาย ๆ  ซึ่ง“MET 107” หรือเอฟ.เอ็ม. 107 เมกกะเฮิร์ต เป็นคลื่นเพลงสากลสำหรับคนทันสมัย ที่นำเสนอเพลงฮิต เพลงใหม่ พร้อมเกาะติดเรื่องราวไลฟ์สไตล์ อินเทรนด์ ภายใต้สโลแกน “For Life and Music” โดยมีการนำเสนอทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงเนื้อหาสาระด้านข่าวจากสำนักข่าวระดับโลกหลายแห่ง อาทิ BBC, VOA, Radio Australia และ OANA ซึ่งส่งผลให้ในช่วงปี 2554 – 2555 สถานีได้รับความนิยมอยู่ในอันดับ 1 ใน 2 ของสถานีวิทยุฯ กลุ่มผู้ฟังเป้าหมายเดียวกัน
 
 
ขณะเดียวกันในระหว่างนี้ เธอยังได้ติดตามคุณหนิง-ศรัยฉัตรไปเป็นพิธีกรในงานต่าง ๆ ซึ่งเธอได้ยกย่องคุณหนิง  เป็นไอดอลอีกคนหนึ่งของเธอ
 
“พี่หนิงถือเป็นปรมาจารย์ในวงการบันเทิงและเป็นแบบอย่างที่ดีที่ตั้งใจจะเจริญรอยตาม ถือเป็นความโชคดีที่ได้พี่หนิงมาเป็นครูอีกท่านหนึ่งนอกเหนือจากคุณแม่  ซึ่งพี่หนิงจะสอนทุกอย่างทั้งเรื่องการวางตัวและการเป็นพิธีกร เมื่อเร็ว ๆนี้ยังให้โอกาสเป็นพิธีกรในงานเปิดตัวหนังสือของพี่หนิง อีกด้วย” เธอเล่า
 
นอกจากงานพิธีกร และโฆษณาแล้ว คุณปริมยังถ่ายแฟชั่นและรับเล่นละครด้วย โดยละครที่เล่นเช่น เรื่อง “ลูกทาส”และนายยิ้มมะยมหวาน (ยังไม่ออกอากาศ)
 
สำหรับการเรียน เวลานี้ผ่านไปแล้ว 1 เทอมและที่ผ่านมายังไปฝึกอบรมกับทางสำนักงานกฎหมาย Siam Premier ของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ด้วย เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ในการทำงาน เพื่อเป็นการปูทางถึงหน้าที่การงานในอนาคต
 
 
ธุรกิจครอบครัว สถาบันพัฒนาบุคลากร
 
นอกเหนือจากการทำงานและการเรียนดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คุณปริมยังช่วยคุณแม่ดูแลธุรกิจของครอบครัวด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้แก่  สถาบันพัฒนาบุคลากร โปรเฟสชั่นนอลเทรนเนอร์ (Professional trainer) สถาบันฝึกอบรมเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี ที่มีคุณแม่เป็นหัวเรือใหญ่
 
คุณปริมเล่าว่า  “ในสมัยที่คุณแม่อยู่พิษณุโลก เดิมเป็นแม่บ้านเปิดร้านดอกไม้ แต่ด้วยคุณแม่มีความฝันอยากจะเป็นนักพูด จึงไปฝึกอบรวมด้านการพูดภายในจังหวัด ดังนั้นเมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ จึงคิดนำความรู้ที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เป็นประโยชน์และมุ่งหวังจะทำงานสร้างชื่อเสียงให้ได้ด้วยตัวเอง 
 
 
ท่านจึงเริ่มต้นด้วยการไต่เต้าจากการเป็นผู้จัดการส่วนพัฒนาบุคลากรของบริษัทและขยายไปยังองค์กรใหญ่เรื่อย ๆ จนสามารถพัฒนาตัวเองให้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ  เป็นผู้เชี่ยวชาญในการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรเป็นที่ยอมรับ เคยเป็นที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาบุคลากรและต่อมาได้ตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรเป็นของตัวเองขึ้นเมื่อประมาณ 5-6 ปีแล้ว แต่เพิ่งมาทำจริงจังได้ประมาณ 1 ปี เนื่องจากก่อนหน้านี้คุณแม่ยังต้องดูแลลูก ๆ ไปด้วย”
 
คุณปริมเล่าต่อว่า สถาบันโปรเฟสชั่นนอลเทรนเนอร์จะระบบการทำงาน 2 แบบ คือ คุณแม่รับไปบรรยายที่หน่วยงานต่าง ๆ และการเปิดคอร์สให้มาฝึกอบรมที่สถาบัน และนอกจากนี้ทางสถาบันฯ ยังมีการพัฒนาหลักสูตรเป็นของตัวเองด้วย   โดยตัวอย่างหลักสูตรที่เพิ่งจัดทำ อาทิ  ทักษะการนำเสนออย่างมืออาชีพ(Professional presentation skill)  ซึ่งจะสอนเรื่องวิธีการนำเสนองาน ทำอย่างไรให้ไม่เกร็ง สั้น กระชับและหางานได้  
 
 
หลักสูตรอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ หลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพสำหรับผู้บริหาร (Executive personality branding)การพัฒนาบุคลิกภาพสำหรับคนรุ่นใหม่ไฟแรง (Personality branding) หัวใจบริการ (Service mind) ทักษะการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration speaking) ศิลปะการพูดในที่ชุมชน (Public speaking) วิทยากรมืออาชีพ (Train the Trainer) การเจรจาต่อรอง (Bargaining speaking) เทคนิคการขายอย่างเหนือชั้น (Train to the top) และทักษะการสร้างเครือข่ายในการทำงาน (Network team)
 
คุณปริมคาดหวังว่า สถาบันแห่งนี้จะมีการพัฒนาเติบโตไปเรื่อย ๆ  โดยตั้งเป้าว่า ภายในปีหน้าน่าจะสามารถจัดคอร์สฝึกอบรมได้ในทุก  2-3 เดือน ค่อย ๆ สะสมชื่อเสียงก่อนเพื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งภายใน 2-3 ปี
 
หรือตั้งเป้าไว้ว่า สถาบันของครอบครัวแห่งนี้จะต้องมีชื่อเสียงภายในเวลา 3 ปี
 
 
ครอบครัวอบอุ่น-ชี้แนะ-บ่มเพาะบุคลิกมั่นใจในตัวเอง
 
จะเห็นได้ว่า คุณปริม ทำงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย จนทำให้นึกไม่ออกเลยทีเดียวว่า เธอสามารถแบ่งเวลาทำงานและเรียนได้อย่างไร นับเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่มีแต่ความสวย เธอยังมีความอดทน ขยันเป็นเลิศ
 
เมื่อพิจารณาจากภาพรวมแล้ว สะท้อนได้ว่า ครอบครัวของเธอ มีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันและบ่มเพาะ สาวน้อยคนนี้ให้มีความตื่นตัวและใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา ช่วยเสริมความสวยของรูปลักษณ์ภายนอกที่มีอยู่แล้วให้เป็นความสวยอย่างมีคุณค่าได้อย่างแท้จริง
 
ครอบครัวของเธอเป็นครอบที่อบอุ่น คุณพ่อ-คุณแม่ ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งช่วยหนุนส่งให้เธอมีบุคลิกเป็นสาวที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าคิดและกล้าแสดงออก หรืออีกนัยหนึ่งเธอมีโค้ชที่ดี ทำให้เธอเป็นเด็กที่วิ่งหาวิชาความรู้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งในปัจจุบันสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและอยู่ในสังคมได้ ที่สำคัญคือ นำมาใช้สร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวได้ด้วย
 
 
“ คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้ลูก ๆ กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าโต้แย้งและกล้าที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้และให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นหลัก ทุกปัญหาสามารถมาคุยกันได้เพื่อช่วยกันแก้ไขและนำไปสู่เป้าหมายที่จะเดินไปร่วมกัน
 
คุณพ่อจะสอนเสมอว่า ครอบครัวเปรียบเสมือนไข่แดง เพราะฉะนั้นจะทำอะไร ต้องให้คำนึงถึงครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก เวลาจะทำอะไรหรือมีปัญหาอะไรจะต้องมาปรึกษาครอบครัวก่อน
 
นอกจากนั้นคุณแม่ยังใส่ใจลูก ๆเป็นอย่างมาก ช่วยขัดเกลาและเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้แก่ลูก ๆ เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ ช่วยให้ลูก ๆ รู้จักแก้ไขหรือลบจุดด้อย เพิ่มจุดเด่น รวมถึงสอนให้รู้จักบริหารตัวเองและบุคคลอื่น  และสอนให้เรารู้จักค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการจะเป็นและต้องการ”
 
นอกจากนี้ครอบครัวของเธอ ยังเป็นครอบครัวสุขสันต์ เพราะรักความสนุกสนาน ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆเสมอ เมื่อคุณพ่อมีเวลาว่าง เพื่อให้ลูก ๆ ได้เห็นโลกกว้าง โดยยกตัวอย่าง พาขึ้นเขาผจญภัย อย่างภูกระดึงหรือภูชี้ฟ้า เธอไปมาหมดแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยบ่มเพาะนิสัยที่ไม่กลัวความยากลำบาก
 
 
มุมมองต่อคนรุ่นใหม่ทำงานให้ประสบความสำเร็จ
 
ณ ปัจจุบันจึงกล่าวได้ว่า คุณปริมเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง ได้ทำงานพิธีกรและอื่น ๆ ควบคู่ไปกับการเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่รักทั้งสองด้าน
 
สำหรับผู้หญิงคนอื่น ๆ  สามารถประสบความสำเร็จแบบคุณปริมได้เช่นกัน ซึ่งเธอได้ให้แนวทางที่จะช่วยก้าวไปสู่ความสำเร็จไว้ดังนี้คือ อันดับแรกการทำความเข้าตนเองและรู้ใจตัวเองว่า  ชอบหรือไม่ชอบอะไร  โดยกระบวนการที่จะนำไปสู่ความเข้าใจตัวเอง เช่น การลองทำกิจกรรมทุกอย่างเพื่อให้รู้ว่า แท้จริงแล้ว ตัวเราชอบอะไร
 
 
และสองจะต้องรักการพัฒนาตัวเอง  ดังตัวเธอที่พร้อมจะเรียนรู้และหาประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา “เราต้องกล้าเสี่ยงออกจากโซนสบาย เพื่อมาเรียนรู้” สามต้องขยัน  สี่อดทนต่อสิ่งต่าง ๆ ให้มาก ทั้งในแง่ของผิดหวังและสมหวัง ห้ามีความเป็นตัวของตัวเอง แน่วแน่มั่นใจ มีเป้าหมาย  หกต้องมีสติ รอบคอบ และมีอะไรต้องปรึกษาผู้ใหญ่ เพราะท่านเป็นผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนเรา และข้อสุดท้ายข้อนี้สำคัญมากคิดแล้วต้องลงมือทำด้วย หากทำสิ่งเหล่านี้ได้  คงจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ฝันและหวังได้ไม่ยาก
---------------------------------------------------------------------

 


LastUpdate 10/03/2557 17:08:30 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
15-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555