กฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ผู้วางเป้าหมายชีวิตของตัวเองตลอดเวลา


กับอีกบทบาทหนึ่งที่เขาโปรด...การทำธุรกิจจากของสะสม

 
 
ในแวดวงการเงิน การธนาคารไทย มีผู้บริหารวัยหนุ่มไฟแรง มากความสามารถอยู่มากมาย ในจำนวนนี้รวมถึงผู้บริหารลูกครึ่งไทย-อเมริกันอย่าง "คุณกฤษณ์  จันทโนทก" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่    สายงานธุรกิจเงินฝาก   การลงทุน ประกันภัยและธนบดี  ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ด้วยเช่นกัน นอกจากเป็นผู้มีความรู้ความสามารถสูง ที่ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูงได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 40 ปี ในอีกมุมหนึ่งของเขา ยังเป็น "นักสะสมตัวยง" ที่รู้จัก "แปลงกิจกรรมที่ชอบ เป็นธุรกิจที่ใช่" ทำกำไรก้อนโตได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
หลังจากที่ทางทีมงานเอซีนิวส์ได้มีโอกาสพูดคุย สัมผัสชีวิตและประสบการณ์ของเขาแล้ว ต้องยอมรับว่า เขาได้ผ่านสมรภูมิการทำงานมาหลายอย่างและเหมาะสมกับภาระหน้าที่ในปัจจุบัน
 
ครอบครัวนักวิชาการแวดวงการศึกษา
คุณกฤษณ์  หรือ  "คริส"  มีคุณพ่อเป็นนักวิชาการ ในวงการการศึกษา ส่วนคุณแม่เป็นชาวอเมริกันเคยทำงานในบริษัทต่างประเทศแห่งหนึ่ง โดยทั้งสองพบรักกันระหว่างคุณพ่อเป็นนักเรียนทุนโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกา  ก่อนใช้ชีวิตร่วมกันและมีบุตรเป็นคุณกฤษณ์และน้องสาวอายุห่างกัน 2 ปี  ปัจจุบันน้องสาวมีครอบครัวแล้ว ปล่อยให้คุณกฤษณ์ยังเป็นหนุ่มโสดประจำบ้าน
ในวัยเด็กเนื่องจากเป็นลูกครึ่ง เขาจึงต้องเข้าศึกษาทั้งในโรงเรียนไทยและโรงเรียนนานาชาติ  โดยในระดับอนุบาล เรียนโรงเรียนนานาชาติกรุงเทพ (ISB) ที่เดิมอยู่แถวอโศก แต่ปัจจุบันย้ายไปอยู่แจ้งวัฒนะแล้ว  ก่อนไปต่อระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนสมถวิล พระโขนง จากนั้นไปเรียนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ม.1-ม.5 และสอบเทียบชั้นม.6 ได้ ก่อนไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ด้านการตลาด(BBA)และบริหารธุรกิจ (MBA) ตามลำดับ
 
 
เรียนบริหาร พลิกไปเป็นหนุ่มแบงก์
หลังจากร่ำเรียนมาหลายปี คุณกฤษณ์ได้เข้าทำงานสร้างเสริมประสบการณ์ในหน่วยงานหลายแห่งจนก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่ บริษัท ยูนิซีส ประเทศไทย จำกัด (UNISYS) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการทางด้านคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์
 
หลังจากนั้นได้ย้ายไปอยู่ บริษัท ประกันชีวิตอยุธยา ซีเอ็มจี จำกัด (มหาชน) ก่อนจะเปลี่ยนเป็น บริษัท อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ซึ่งปัจจุบันเป็น บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัด(Management trainee) ที่ต้องทำงานหมุนเวียนไป ก่อนจะลงส่วนงานที่ตนเองถนัดเป็นเวลา 2 ปี
จากนั้นได้ทำงานกับ บริษัท จี อี แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (GE) ตั้งแต่ปี 1999-2004  ก่อนย้ายไปประจำบริษัท จีอี ฮุนได แคปปิตอล  บริษัทร่วมทุนระหว่างจีอีและฮุนได แคปปิตอลที่เกาหลีใต้   ปี 2004-2006
ต่อมาจีอีได้ได้บรรลุข้อตกลงการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา  เขาจึงได้กลับมาทำงานที่กรุงศรีใหม่ในปี 2007- 2009  ตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจประกัน (Head of Bancassurance) จากนั้นไปอยู่ บริษัท ไทยคาร์ดิฟ ประกันชีวิต จำกัด เป็นเวลา 1 ปี เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO)
 
หลังจากนั้นได้ย้ายกลับมาอยู่กรุงศรีรอบใหม่ ตำแหน่งสูงขึ้นกว่าเดิมและทำมากระทั่งปัจจุบัน  ชื่อตำแหน่งยาวมาก "ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายงานธุรกิจเงินฝาก   การลงทุน ประกันภัยและธนบดี"  โดยมีหน้าที่รับผิดชอบธุรกิจของธนาคารในภาพใหญ่ทั้งหมดที่ไม่ใช่สินเชื่อ  ซึ่งถือว่า เป็นงานที่มีขอบเขตกว้างมาก  รวมถึง ด้านเงินฝาก ถอน  โอน จ่าย บัตรเครดิต  ประกัน เรื่องที่เกี่ยวกับการหาเงิน การลงทุนและการบริหารจัดการความมั่งคั่งของลูกค้ารายย่อยและรายใหญ่
พร้อมทั้งควบตำแหน่งกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด และกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เรียกว่า ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลทั้ง บลจ.และ บล. ด้วย
 
 
นับว่าคุณกฤษณ์ เป็นผู้บริหารหนุ่มประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงานในสายงานธนาคาร
ซึ่งคุณกฤษณ์เปิดเผยว่า เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกันว่า จะมาเป็นนายธนาคาร  เพราะร่ำเรียนมาทางด้านบริหารธุรกิจและไม่ได้เรียนมาด้านการเงิน  แม้จะเคยมีความคิดความฝันว่า อยากทำงานในวงการธุรกิจก็ตาม  จึงถือว่า เป็นความโชคดีที่ได้รับโอกาส  เจ้านายไว้ใจให้ทดลองทำ บวกกับการชอบเรียนรู้งานที่จะทำงานท้าทาย  ซึ่งเขาคิดว่า งานด้านเศรษฐกิจและการเงินนั้นไม่ยากนัก  ถ้าจับเศรษฐกิจหลักกว้าง ๆ ได้ ก็จะสามารถอธิบายได้ทุกเรื่องและต้องหาข้อมูลประกอบด้วย
 
 
คุณกฤษณ์เล่าว่า ช่วงเวลาที่ถือว่า หนักที่สุด เป็นช่วงที่อยู่จีอี เพราะงานมากและกำลังเรียนปริญญาโทภาคค่ำไปด้วย  แต่เขาไม่ได้ย่อท้อ เพราะเขาสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับตัวเองได้อยู่เสมอ  ซึ่งถือเป็นสิ่งที่พิเศษ ที่น่าจะเป็นแบบอย่างการทำงานที่ดีได้
 
"การจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้  ต้องนำ "สิ่งที่อยากมี อยากได้" มาเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำงาน   หรือกล่าวได้ว่า เป็นการ " ปรับความโลภ มาเป็นความสำเร็จในชีวิต"  
นอกจากนั้นยังต้อง "วางเป้าหมายในชีวิตของตัวเองตลอดเวลา"  และ รู้จักไขว่คว้าจังหวะหรือ โอกาสที่เข้ามา  เพราะเขาเชื่อว่า ความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิต 50% และตัวเอง 50% ที่จะต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำจริงจังและต้องรู้จักวางแผน"
 
แต่จุดเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญของเขาคือ ตอนไปทำงานที่เกาหลีใต้  ซึ่งถือเป็นผู้บริหารที่อายุน้อย เพียง 32 ปี ความห่างของอายุ และวัฒนธรรมที่แตกต่าง ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญ  แต่ตัดสินใจไป เพราะเล็งเห็นโอกาสหลายอย่างทั้งในเรื่องของฐานเงินเดือน  โอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและการช่วยเปิดโลก ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยยกระดับตำแหน่งผู้จัดการธรรมดา ๆ ให้ก้าวสู่ตำแหน่งระดับสูงได้
ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง การไปเกาหลีใต้ทำให้เขาได้เรียนรู้หลายอย่าง ได้เรียนรู้ความต่างในวัฒนธรรม แม้จะพูดไม่ได้ ขณะที่ต้องทำงานผ่านล่ามตลอดเวลา ช่วยฝึกฝนให้เขาต้องคิดก่อนพูดเสมอ  ซึ่งเขาได้นำความรู้เหล่านี้มาปรับใช้ในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน
 
ทำงานสไตล์ตะวันตก มุ่ง "บรรลุวัตถุประสงค์"
ในปัจจุบันคุณกฤษณ์ยังคงทุ่มเทใช้เวลาในการทำงานอย่างเต็มที่และแบ่งแยกเวลาทำงานและวันหยุดอย่างชัดเจน  ในยามทำงานเขาจะทำอย่างเต็มกำลัง  โดยเสียเวลาไปกับการทานอาหารกลางวันเพียง 10 นาทีเท่านั้น   
ซึ่งในการทำงานจะยึดหลักแนวคิดแบบตะวันตกมากกว่าตะวันออก โดยดูที่ผลงาน  ไม่มีระบบอุปถัมภ์แบบลูกพี่ลูกน้อง รักลูกน้องทุกคน ถ้าเขาทำงานดี ทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และแก้ปัญหาด้วยเหตุผล
ส่วนในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เขาจะไม่แตะต้องงานเลย  ไม่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์  ทว่าจะใช้เวลาไปกับการผ่อนคลายและทำในสิ่งที่ชอบมากกว่า เช่น  ขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ดื่มกาแฟกัน  ดูของเก่าและศึกษาของสะสมที่ชอบ
 
 
 
"สะสมของเก่า" กิจกรรมโปรด สร้างรายได้ตั้งแต่วัยเด็ก
เมื่อพูดถึงการสะสมของ ต้องบอกว่า เห็นคุณกฤษณ์เป็นนักการธนาคาร นักบริหารหนุ่มไฟแรงที่มีภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลมากมายอย่างนี้  ในอีกแง่มุมหนึ่งของเขายังเป็น "นักสะสมตัวยง"  โปรดกิจกรรมสะสมสิ่งของหลายอย่างและยังแปลงความชอบเป็นช่องทางทำเงินได้ตั้งแต่วัยเด็ก
 
 
 
คุณกฤษณ์เล่าว่า เขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างแตกต่างจากเด็กไทยทั่วไปอยู่ตรงที่  1. ไม่โปรดการนั่งหน้าทีวี เพื่อชมภาพยนตร์การ์ตูน  2. ไม่เล่นเกมกด  3.ไม่ได้บ้าฟุตบอล แม้มีเล่นบ้างแต่น้อย ไม่ถึงคลั่งไคล้ดูบอลเป็นพิเศษ
 
แต่กีฬาที่เขาสนใจและชอบเล่นมาตั้งแต่เด็กคือ "เทนนิส"  ซึ่งเล่นมาตั้งแต่สมัยเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหงจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เล่นมาโดยตลอด
 
"ความต่างอีกอย่างหนึ่งตั้งแต่จำความได้คือ ชอบสะสมของหลายอย่างมาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนกระทั่งปัจจุบัน  เชื่อว่าอาจเป็นเพราะเห็นพ่อสะสมพระมาตั้งแต่เด็ก ๆ  ตัดเก็บข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ไว้มากมาย
โดยเริ่มสะสมที่สติกเกอร์ และแสตมป์ในช่วงชั้นประถมศึกษา  จากนั้นสมัยมัธยมเริ่มสะสมพวกเหรียญ  เหรียญบาท เหรียญเงิน  ช่วงกลางมัธยมสะสมนาฬิกาข้อมือ  จากนั้นทิ้งช่วงยาวหน่อย มาช่วงมหาวิทยาลัยเริ่มสนใจสะสมพระเครื่องมากขึ้น  แต่ไม่ได้ซื้อเช่า เป็นการศึกษาจากคุณพ่อ "
 
 
การสะสมของคุณกฤษณ์ ไม่ได้เพื่อความสนุกสนานตามประสาเด็กเท่านั้น  แต่เป็นการสะสมที่ทำค่อนข้างจริงจัง เพราะได้ขวนขวายศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากหนังสือพิมพ์ หนังสือตำราและช่องทางอื่น ๆ จนเขามีพัฒนาการเชี่ยวชาญถึงขึ้นที่สามารถดูได้ว่า นาฬิกา เป็นของแท้หรือของเทียมได้ 100%  ส่วนพวกของสะสมอื่น ๆ อย่างภาพ รถมอเตอร์ไซด์  จะรู้อย่างละเอียด ในขณะที่สามารถดูพระเครื่องได้ว่า เป็นพระจากวัดไหน แต่ดูของปลอมแท้ไม่ได้เพราะมีการปลอมมากจนดูไม่ออกแล้ว
 
ความชอบและความเชี่ยวชาญด้านของสะสม ทำให้คุณกฤษณ์มีโอกาสทำเงิน สร้างรายได้  จนสามารถเก็บหอมรอมริบซื้อบ้านหลักแรกด้วยเงินจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองได้ตั้งแต่ยังไม่จบระดับปริญญาตรี
 
"หลังจากสะสมของแล้ว ต่อมาเริ่มมีความสนใจเรื่องซื้อขายตามมา และได้ฝึกฝนค้าของสะสมตั้งแต่อายุยังน้อย  เรียกว่าทำมาอย่างเป็นล่ำเป็นสันจนถึงระดับมหาวิทยาลัย  โดยเริ่มทำธุรกิจซื้อขายของเก่า ของสะสมในช่วงชั้นมัธยม  ด้วยการนำนาฬิกาเรือนที่คุณพ่อให้ไปขายและมาทำทุน นอกจากนี้ยังทำธุรกิจแบบ "จับเสือมือเปล่า"  หรือที่เรียกกันว่า  "ธุรกิจไทเกอร์"  ด้วย  ซึ่งเป็นการนำของจากร้านขายนาฬิกาและสินค้าโบราณของพี่ที่รู้จักกันในสวนจตุจักรไปขายเพื่อนต่างชาติในที่ทำงานของคุณแม่และคนอื่น ๆ
ได้ฝึกการซื้อขายตลอด จนทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่  ซึ่งของที่ขายส่วนใหญ่เป็นพวกนาฬิกาและเฟอร์นิเจอร์  ก่อนจะเปลี่ยนไปขายเมืองนอกทางอินเทอร์เน็ตและในเว็บไซต์อีเบย์บ้างในช่วงปี 1999-2002"
 
คุณกฤษณ์เล่าว่า  ได้รู้จักพี่ที่ทำร้านค้าของสะสม ของเก่ารายนี้เพราะเขาชอบไปเดินดูของเก่าที่สวนจตุจักรและเยาวราชบ่อยมาก  ซึ่งในสมัยก่อนแถวโรงภาพยนตร์เฉลิมบุรีมีการซื้อขายนาฬิกาและของโบราณแบบแบกะดิน  ไปดูเผื่อได้ของดี ซึ่งในยุคนั้นคนที่จะไปดูของ ต้องมีความรู้จริง ๆ  เพราะยังไม่มีอินเทอร์เน็ต  แต่สมัยนี้ผู้สนใจสามารถกดเข้าดูข้อมูลในเว็บไซต์กูเกิลได้ ปัจจุบันพี่คนนี้ยังอยู่  เปิดร้านขายของเก่าของสะสมที่โรงแรมเอราวัณและโซโก้
 
ผลจากความขยันซื้อขายของเก่านี่เอง ทำให้คุณกฤษณ์สามารถเก็บรวบรวมเงินซื้อบ้านหลังแรกของตนเองได้ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี เป็นบ้านทาวเฮ้าส์ ราคา 2.2 ล้านบาท
 
 
"ซื้อแล้ว..ต้องต่อยอดขายได้"
คุณกฤษณ์เล่าต่อว่า ตลาดของเก่าในไทยมีอยู่มาก ซึ่งผู้เล่นมักเป็นกลุ่มราชนิกูล ส่วนกลุ่มผู้เล่นรายใหม่เป็นกลุ่มที่มีอายุไม่มากจะเน้นซื้อขายมากกว่า  ในจำนวนนี้รวมเขาอยู่ด้วย
 
การเก็บสะสมของคุณกฤษณ์จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละช่วงชีวิต แต่ทุกช่วงเวลา เขาจะมีลูกค้าเป้าหมายอยู่ในใจเสมอ  เพราะถือหลักที่ว่า  "ซื้ออะไร จะต้องต่อยอดขายได้"   
 
คุณกฤษณ์แนะ กฎการซื้อของสะสม ที่จะทำให้ "ซื้อแล้วขายได้" คือ 
1. ห้ามซื้อของใหม่
2. นอกจากซื้อของมือสองแล้ว ยังซื้อให้ได้ราคาถูก
3. ซื้อแล้วต้องรู้ว่า จะขายให้ใคร
ซึ่งกำไรที่นักสะสมของเก่ารายนี้ทำได้มากที่สุดคือ  สูงกว่า 40%  แม้จะยอมรับว่า เคยมีบ้างเหมือนกันที่จำเป็นต้องขายเพื่อตัดขาดทุน
 
"ผมเป็นนักลงทุน ซึ่งจะลงทุนในสินทรัพย์ปรกติ 40%  เช่น ตราสารหนี้และตราสารทุน แต่จะลงทุนในสิ่งของสะสมที่เรียกว่า "สินทรัพย์ทางเลือก" ประมาณ 60%  ซึ่งหากเป็นคนอื่นอาจจะไม่กล้า แต่เพราะผมมีประสบการณ์มาตั้งแต่เด็ก
ของสะสมเป็นเรื่องของความพอใจที่ได้ครอบครอง ต้องมาจากความชอบก่อน ใช้เวลาว่างทำ จากนั้นศึกษา ซื้อให้ถูกจริงจะมีตลาดปล่อยและกำไรจะตามมาทีหลัง"
 
 
 
นาฬิกามีทั้งสไตล์วินเทจ-โมเดิร์น
ในจำนวนของสะสมทั้งหมดของคุณกฤษณ์ "นาฬิกา" ค่อนข้างโดดเด่น  ซึ่งเขาอธิบายว่า เก็บสะสมทั้งสไตล์วินเทจและโมเดิร์น  โดยนาฬิกาโมเดิร์นเป็นรุ่นที่ผลิตนับจากปี 1977 (2520) เป็นต้นมา การเลือกซื้อจะดูกลไกให้มีอยู่ครบและซื้อจากคนที่ไว้ใจ โดยนาฬิกาที่สะสมไว้มีนับร้อยเรือนและมีทุกแบรนด์  ราคาตั้งแต่หลัก 1,000 บาทไปจนถึงเลข 7 หลัก (หากเป็นของใหม่ราคาอยู่ที่ 10 ล้านบาท)  แต่ขายไปมากแล้ว เหลืออยู่เพียงประมาณ 20 เรือนเท่านั้นและเก็บไว้เอง  ไม่ขายแล้ว
"นาฬิกา เล่นมานาน จึงเก็บแต่ละประเภทไว้หรือที่สามารถซื้อได้ ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีบอกในตำราไว้ชัดเจน"
สำหรับ "รถโบราณ" มาชอบในช่วงปี 2002-2006 รุ่นที่สะสมไว้ได้แก่ รุ่น อัลฟา โรมิโอ ปี 66 เปิดประทุน, มินิคูเป ปี 64และเบนซ์ ปี 68 ส่วนมอเตอร์ไซด์มี 8 คัน เป็นรถโบราณ 1 คัน
 
ผลงานศิลปะ "ราคาอยู่ที่ความพอใจ"
ส่วนผลงานศิลปะนั้นคุณกฤษณ์มาให้ความสนใจภายหลังจากสะสมของอื่น ๆ จนอิ่มตัวแล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  โดยสะสมพวกภาพและผลงานประติมากรรม ซึ่งมีการซื้อมาและขายไป มีกำไรแต่ละชิ้นแตกต่างกันไป
 
"การซื้อขายผลงานงานศิลปะจะไม่มีการบอกราคา ไม่มีหน้าร้านเหมือนของสะสมอื่น ๆ แต่เป็นที่รู้กันในวงการว่า  ของที่สะสมมีมูลค่าที่สามารถปล่อยได้  เพราะศิลปะอยู่ที่ดวงตาของแต่ละบุคคล นิยามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน"
 
ในระหว่างการพูดคุย คุณกฤษณ์ ได้นำของรักของหวงมาโชว์ทางทีมงานเอซีนิวส์ด้วย  ซึ่งเป็นผลงานประติมากรรมของศิลปินชาวไทย นามว่า "นที อุตฤทธิ์" ที่ทางทีมงานเห็นแล้ว เป็นต้องทึ่งและอึ้งไปตาม ๆ กัน กับผลงานที่มีชื่อว่า "The Crown"  ซึ่งเป็นรูปหล่อกะโหลกจากศีรษะมนุษย์จริง ๆ ทำมาจากบรอนซ์ พร้อมมงกุฎเป็นรูปขากรรไกร   โดยเป็นชิ้นที่ 4 จากที่มีอยู่ 6 ชิ้น ซึ่งปัจจุบันไม่มีเอเยนต์ในไทยขายแล้ว แต่คุณกฤษณ์ได้มาจากแกลอรี Art Season ในสิงคโปร์ เป็นชิ้นที่เหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวของเจ้าของแกลอรี
 
"ชอบผลงานศิลปะมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่วาดเองไม่เป็นและไม่มีเงินซื้อ  ซึ่งเดิมจะจับนาฬิกาและรถยนต์เป็นหลัก ส่วนภาพมักขายกับเพื่อน ๆ เพื่อนของเพื่อนและคนที่เพิ่งหันมาสนใจศิลปะ"
 
สำหรับ "นที" ถือเป็นศิลปินคนโปรดของคุณกฤษณ์เลยทีเดียว ซึ่งให้เหตุผลว่า เป็นศิลปินหัวก้าวหน้า อายุไม่มากที่มีโอกาสก้าวหน้าไปถึงระดับโลกได้  และที่ผ่านมาศิลปินไทยอาจจะติดอยู่ในวังวน หรือกลัวว่า วาดแนวอื่น คนจะไม่ชอบ ทำให้ไม่กล้าทำสิ่งใหม่ๆ  ไม่กล้าเปลี่ยน  แต่นที เป็นศิลปินที่กล้าเปลี่ยนแนวผลงานศิลปะของตัวเองอยู่เสมอ
 
"ผลงานศิลปินไทยประมูลเมืองนอกมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จ  เป็นผลมาจากแนวไม่เปลี่ยนนั่นเอง  โดยไทยจะเน้นความละเอียดของงาน ไม่ใช่ที่ใครคิดดีกว่า ต่างจากของต่างประเทศที่จะเน้นที่คอนเซ็ปต์หรือแนวคิด ทำให้ผลงานศิลปินไทยมีความแตกต่างน้อย แต่ศิลปินรุ่นหลังดีขึ้น ได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับศิลปินไทยในอนาคต"
ส่วนศิลปินที่ชื่นชอบคนอื่น ๆ ของคุณกฤษณ์ยังรวมถึง อรรถสิทธิ์ อนิวรรตน์ชน และชาติชาย ปุยเปีย ด้วย
 
 
สาวในสเปค ต้องรู้ใจ-พึ่งพาตัวเองได้
คุยกันมาหลายเรื่อง ทั้งหน้าที่การงานและกิจกรรมสุดโปรด คราวนี้มาถึงคำถามเรื่องหัวใจของผู้บริหารหนุ่มรายนี้กันบ้างสาวในสเปคต้องเป็นอย่างไร
 "สเปคสาวในดวงใจ" นั้น คุณกฤษณ์ให้คำตอบที่อาจจะทำให้สาว ๆหลายคน กลับ ไปเปลี่ยนทรงผมกันเลยก็เป็นได้ เพราะคุณกฤษณ์โปรดสาวผมสั้น ขณะเดียวกันยังต้องเป็นผู้หญิงที่พึ่งพาตัวเองได้ ไม่บอบบาง   มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน และเข้าใจเป้าหมายซึ่งกันและกัน และไม่ขี้น้อยใจ
ซึ่งเขาก็ยอมรับว่า ตนเองเป็นคนจริงจังกับชีวิต เป็นคนมีเป้าหมาย จึงอาจจะดูว่าเห็นแก่ตัวอยู่สักหน่อย  ยังมีชีวิตอยู่กับครอบครัวหรือกับคุณแม่  สุดสัปดาห์ไหนที่ว่างจะพาคุณแม่ไปเที่ยว พักผ่อน ทานข้าวนอกบ้าน  ซึ่งเวลานี้คุณแม่ได้สัญชาติไทยแล้ว  
 
ข้อแนะนำนักสะสมรุ่นใหม่
ซึ่งก่อนจะจากลา คุณกฤษณ์ไม่ลืมที่จะให้ข้อแนะนำแก่ผู้ที่คิดจะเป็นนักสะสมหน้าใหม่ว่า
"ความชอบต้องมาก่อน จากนั้นใช้เวลาว่างทำ ศึกษาไปเรื่อย ๆ ซื้อให้ถูกจริง ดูว่ามีตลาดปล่อย ก็จะขายได้"
 
หากพิจารณาในภาพรวมขณะนี้ ต้องบอกว่า คุณกฤษณ์อยู่ในช่วงเวลาที่มีความสุข อบอุ่น จนน่าอิจฉา  เพราะประสบความสำเร็จในชีวิต หน้าที่การงาน พร้อมทุ่มเทความสุขแก่ผู้ให้กำเนิดได้แล้ว
เรื่องราวชีวิตของผู้บริหารธนาคารท่านนี้ น่าจะให้ข้อคิดดี ๆ หลายอย่างสำหรับผู้ที่มุ่งหวังประสบความสำเร็จในชีวิต และอาจจะจุดประกายให้เกิดนักสะสมรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้างก็ได้

LastUpdate 01/07/2557 01:51:23 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
20-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555