หญิงเก่งนักเจรจา ผู้ดึงงานระดับโลกเข้าประเทศ



 

หลายท่านคงรู้จัก TCEB (Thailand Convention & Exhibition Bureau) หรือ เรียกเต็มๆว่า สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการจัดงานกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดงานกิจกรรมทางธุรกิจที่โดดเด่นและสร้างความพึงพอใจในภูมิภาคนี้

ซึ่งแน่นอนว่าบุคลากรที่อยู่ในองค์กรนี้จะต้องมีความสามารถระดับแนวหน้า เพราะภารกิจหลักเปรียบเสมือนประชาสัมพันธ์ของประเทศที่จะต้องนำเสนอภาพลักษณ์ของบ้านเรา เพื่อให้ต่างชาติหันมามองบทบาทของประเทศไทยในด้านการบริการสถานที่จัดงานกิจกรรม และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายสำหรับผู้ติดต่อธุรกิจในการสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจ

และวันนี้ "เอซีนิวส์" โชคดีได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้หญิงเก่งแห่ง สสปน. ซึ่งตามปกติแล้วจะหาคิวให้ลงตัวในการสัมภาษณ์ยากมาก เนื่องจากเธอไม่ค่อยได้อยู่เมืองไทย เพราะต้องเดินทางทั่วโลกเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไปเจรจาดึงงานหรือการประชุมระดับนานาชาติให้มาจัดแสดงในไทย ช่วยดึงนักเดินทางและนักธุรกิจต่างประเทศให้เข้ามาท่องเที่ยวหรือจัดการประชุมในประเทศไทย สร้างรายได้เข้าประเทศไทยอย่างมากมายมหาศาล 

เธอคนนี้คือ  "ศุภวรรณ  ตีระรัตน์" รองผู้อำนวยการ สายกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจ สสปน. หรือ คุณต้น ผู้บริหารหญิงสไตล์ “สาวมั่น...แต่ดูอบอุ่น”   

คุณต้นเล่าว่า คุณแม่ที่เป็นคนเชียงรายและได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่เมืองหลวงนานแล้ว ส่วนคุณพ่อเป็นชาวจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งได้สร้างครอบครัวร่วมกันในพื้นที่ใกล้วัดปากน้ำ จังหวัดนนทบุรี จึงทำให้คุณต้นกลายเป็นสาวนนทบุรีแต่กำเนิด จึงเข้าศึกษาในโรงเรียนใกล้บ้านและเริ่มฉายแววเก่งให้เห็นในสมัยเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาเลยทีเดียว

คุณต้น ศึกษาอยู่โรงเรียนศรีบุณยานนท์ จ.นนทบุรี ในช่วงชั้น ม.ศ.5 ได้รับทุน  AFS มูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย-นานาชาติ (เอ เอฟ เอส ประเทศไทย) ไปอยู่ที่ รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา นาน 1 ปี  โดยเรียนเกรด 12  ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของชั้นไฮสคูล พอถึงเวลากลับเมืองไทย บังเอิญว่า กลับมาในเดือนสิงหาคม ทำให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ทัน จึงไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญหรือเอแบค(ABAC) คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาเอกด้านการเงิน  ซึ่งในปีสุดท้ายได้รับทุนการศึกษาเพราะทำกิจกรรม เป็นเด็กกิจกรรมรวมถึงด้านดนตรี เมื่อจบการศึกษาจึงต้องทำงานใช้ทุนด้วยการเป็นอาจารย์ ระดับ 2 สอนอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 1 ปี

แต่ในเวลาต่อมาได้ขอลาออกกับอธิการบดี เพราะรู้สึกว่า ตนเองไม่ชอบอาชีพนี้ ไม่เหมาะกับตนเอง

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตคุณต้นได้เข้าไปโลดแล่นในงานนอกวงการการศึกษา ไปอยู่ในแวดวงท่องเที่ยว การบริหารการจัดงานนิทรรศการ ก่อนเข้าสู่วงการธุรกิจที่เรียกว่า “ไมซ์” (Meeting Intencive Convention and Events)  ในเวลาต่อมา

 

 

ผ่านการทำงานมาหลายสำนัก

หลังจากคุณต้นได้พ้นหน้าที่ของอาจารย์แล้ว ได้ก้าวไปเป็นสมาชิกใหม่ของ  บริษัท ดีทแฮล์ม แทรเวิล ประเทศไทย จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทท่องเที่ยวชั้นนำ ต่อมาได้ย้ายมาทำงานที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และตำแหน่งสุดท้ายคือ กรุ๊ป คอร์ปอเรท โดยทำอยู่ที่นี่ประมาณ 4-5 ปี ก่อนย้ายที่ทำงานใหม่อีกครั้ง คือ ไปทำที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (Bangkok International Trade & Exhibition Centre: BITEC)

“ไบเทคเริ่มก่อสร้างราวปี 2538 และเปิดบริการปี 2540  ซึ่งถือเป็นอาคารแห่งแรกของไทยที่มีการออกแบบก่อสร้างไม่มีเสาค้ำยัน เพราะมีคานกระโดงยึดหลังคาไว้ ในขณะนั้นมีบริษัทที่เป็นหุ้นส่วนของศูนย์สิริกิติ์ 2-3 ราย ชวนไปทำงานด้วย”

หลังจากนั้นคุณต้นย้ายสำนักอีกครั้ง โดยไปทำงานที่บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC) โดยรับผิดชอบโครงการซื้อขายบ้านมือสอง (ERA)  เฟรนไชส์เซนจูรี่ ทเวนตี้วัน ของสหรัฐ ซึ่งได้สร้างผลงานโดดเด่นหลายอย่าง รวมถึงการพัฒนาระบบบ้านมือสอง ให้ทำอย่างไรถึงขายได้และยังพัฒนาระบบคอลเซนเตอร์ สำหรับซื้อขายบ้านมือสอง ทำอยู่ประมาณ 3 ปี ต่อมาด้วยความรักในสายงานด้านการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้าที่ต้องใช้ทักษะการเจรจาต่อรองทำให้คุณต้นได้ย้ายที่ทำงานใหม่อีกไปอยู่กับบริษัทตัวแทนขายงานแสดงสินค้าให้กับเยอรมนีในเมืองแฟรงค์เฟิร์ตชื่อว่า "World Dex"  โดยเป็นตัวแทนขายงานให้ฮ่องกงและแฟรงค์เฟิร์ต

ตำแหน่งใหม่ที่คุณต้นไปทำคือ ผู้จัดการทั่วไป ซึ่งมีหน้าที่หาลูกค้าให้กับบริษัทนี้ หางานที่มีคุณภาพเพื่อให้ผู้ประกอบการไปร่วมขายหรือไปออกบูธขายสินค้าและยังทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์งานที่ฮ่องกงและแฟรงค์เฟิร์ต  ซึ่งเมื่อได้งานมาบริษัทจะได้ผลตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชั่น ส่วนคุณต้นได้รับเป็นเงินเดือน นอกจากนี้คุณต้นยังต้องบริหารจัดการดูแลเรื่องพนักงานด้วย อีกทั้งต้องเดินทางไปเจรจาด้วยตนเอง  ทำอยู่ประมาณ 3 ปีก่อนจะวางมือชั่วคราวเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับลูก ๆ

 

 

หยุดพักชั่วคราวทุ่มเทเวลาดูแลลูก

การทำงานที่ต้องเดินทางไปทั่วโลกเกือบตลอดเวลา ย่อมไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีครอบครัวนัก เช่นเดียวกับกรณีของคุณต้นที่การทำงานได้กลายมาเป็นอุปสรรคของครอบครัวอยู่บ้าง

“ในช่วงที่มีลูก จึงขอทางบริษัทเพื่อลดการเดินทางลงเหลือเพียงเดือนละ 1 ครั้ง แต่ในเวลาต่อมาได้ขอลาออกเลย เพื่อมาอยู่กับครอบครัวระยะเวลาหนึ่ง เพื่อทุ่มเทเวลาดูแลลูกอย่างจริงจัง จนลูก ๆเติบโต จึงค่อยขยับขยายเพื่อกลับไปทำงานอีกครั้ง”

ตามประสาคนเคยทำงาน  หลังจากลูก ๆ เติบโตเข้าเรียนระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยแล้วคุณต้นไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้และหวนกลับเข้าไปทำงานอีกครั้งที่ บริษัท เอไพรม์ (APRIME) ซึ่งทำธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และการจัดแสดงสินค้า โดยคุณต้นทำหน้าที่เป็นคนไทยที่ดูแลด้านการตลาดให้คนไทยและดูแลโรงแรมที่จะเปิดใหม่ คือ กฤษดาดอย รีสอร์ท เชียงใหม่

อย่างไรก็ดีคุณต้นเล่าว่า หลังจากทำงานไปเป็นเวลา 3 ปี บริษัทเริ่มมีปัญหาจึงได้ออกไปช่วยเพื่อนทำงานที่บริษัท WESCO  ซึ่งเป็นบริษัทรับลงทะเบียนงานเทรดโชว์ทั่วประเทศ โดยมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ทำอยู่ได้ประมาณ 3 ปี ก่อนจะก้าวมาเป็นผู้บริหารมือดีของ TCEB มาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ผู้บริหารมือโปรของ TCEB ช่วยดึง “งานระดับโลก” มาไทย

คุณต้นเล่าว่า ในช่วงที่ทำงานอยู่ที่บริษัท WESCO  หน่วยงาน TCEB ได้ตั้งขึ้นมาพอดี(ปี 2545 ) แต่ในขณะนั้นจะไม่รับคนในแวดวงอุตสาหกรรมเดียวกัน ด้วยหวั่นเกรงว่าจะเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้น รับแต่งานด้านการตลาด จึงทำให้อุตสาหกรรมไมซ์ไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น

ต่อมา TCEB เริ่มมีการนำคนนอกเข้ามา คุณต้นจึงได้มีโอกาสมาเป็นสมาชิกของ TCEB ในสมัยที่มี คุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้อำนวยการ โดยคุณต้นเข้าไปในตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานแสดงสินค้านานาชาติ ทำหน้าที่ปรับการงานและวางกลยุทธ์ต่าง ๆ ซึ่งหลังจากทำงานได้ 5 ปี ได้ขยับขึ้นเป็นรองผู้อำนวยการ สายงานการกลยุทธ์ การตลาดและพัฒนาธุรกิจ ซึ่งต้องมีหน้าที่ดูแลด่านหน้าด้านการตลาดทั้งหมด

งานจะแบ่งเป็นฝ่ายการประชุม ฝ่ายการแสดงสินค้าและเมกะอีเวนท์ ฝ่ายการตลาด ที่ดูแลการสร้างแบรนด์ ประชาสัมพันธ์และซื้อสื่อประชาสัมพันธ์ และฝ่ายการประชุมภายในประเทศ

ทั้งนี้ในแต่ละปี TCEB ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากทางการไม่มากนัก แต่สามารถสร้างผลงานได้มหาศาล ดังในปี 2556 ที่ผ่านมา TCEB ได้งบประมาณ 880 ล้านบาท แต่ทีมงานของคุณต้นจาก TCEB สามารถดึงนักเดินทาง นักธุรกิจจากต่างประเทศมาไทยได้มากกว่า 1 ล้านคนเพื่อมาร่วมจัดการประชุม จัดแสดงสินค้าและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ซึ่งสามารถสร้างรายได้แก่ประเทศไทยเป็นมูลค่าสูงกว่า 90,000 ล้านบาทด้วยกัน ถือเป็นความภูมิใจอย่างยิ่ง

 

 

อย่างไรก็ตาม คุณต้นเล่าว่าในช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองในประเทศของไทยทำให้ไม่เอื้อต่อการเดินทางของเหล่านักธุรกิจจากฝั่งยุโรป และอเมริกาและรวมถึงความซบเซาของเศรษฐกิจในประเทศไทยเอง คุณต้นและทีมงาน TCEB  ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยการเน้นมาดึงนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียและอาเซียนแทน

“การเกิดรัฐประหาร แม้ประชาชนจะรู้สึกอบอุ่น แต่ต่างประเทศมองว่า การที่ทหารเข้ามาไม่ใช่ประชาธิปไตย  มองว่าเป็นการลดทอนสิทธิมนุษยชนและมีเรื่องของเผด็จการเกิดขึ้น ประชาธิปไตยของพวกเขาคือ การเลือกตั้ง ดังที่มีการต่อต้านจากสหรัฐและสหภาพยุโรป(EU) สิ่งที่ TCEB ต้องทำตอนนี้คือ ต้องชี้แจงว่า ประเทศต้องแก้ปัญหาภายในก่อน เพื่อที่จะได้เป็นประชาธิปไตย ต้องให้ข้อมูลเป็นระยะ ๆ แต่เขายังไม่เข้าใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง ธุรกิจยังดำเนินไปตามปกติ คนยังมาได้เป็นปกติ เคอร์ฟิวส์ก็ไม่มีแล้ว ทุกคนทำงานตามปกติ การคมนาคมขนส่งเหมือนเดิม แบงก์ไม่มีหยุด นักเรียนไม่ได้หยุด โรงเรียนไม่ได้ปิด เราก็เลยมองว่า ไม่เป็นไรถ้าสหรัฐและยุโรปไม่มาช่วงนี้ เราก็เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายไปหาคนที่เขารักเราและเข้าใจเราดีกว่าไหม โดยได้ปรับกลยุทธ์หันไปโฟกัสนักเดินทางประเทศในเอเชียและอาเซียนเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่า ในครึ่งหลังของปี 2557 นี้สถานการณ์จะดีขึ้น ทำยอดที่เคยติดลบ 20% ให้ปรับฟื้นมาได้ประมาณ 10%  ทั้งในแง่ของปริมาณคนและรายรับของประเทศ”

ขณะเดียวกัน TCEB ยังพยายามดึงงานสำคัญระดับโลกมาไว้ในไทย โดยงานหนึ่งที่เกิดจากความร่วมมือของทีมงานคุณต้น จาก TCEB  ด้วยได้แก่ งาน “เทศกาลหุ่นโลกกรุงเทพฯ 2014”  หรือ “Harmony World Puppet Carnival in Bangkok Thailand 2014” จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 พฤศจิกายน 2557 ที่จะถึงนี้ ณ กรุงเทพมหานคร บนพื้นที่รอบ ๆ เกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นที่คาดหมายกันว่าจะช่วยดึงนักเดินทางที่เกี่ยวข้องและนักท่องเที่ยวอื่น ๆ จากต่างประเทศมาไทยนับล้านคน  ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอีกอย่างของคุณต้นและทีมงานก็ว่าได้

“ทำงานหนัก แต่ไม่เครียดเพราะเชื่อมั่นในทีมงาน แม้บางครั้งงานไม่เป็นไปตามเป้าก็จะใช้วิธีดูปัญหา ตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอน ปรับแผน กระตุ้นทีมงาน ประสานงานและอยู่กับลูกน้อง ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ไม่เครียด”

 

 

นอกเหนือจากภาระหน้าที่ดังกล่าวแล้ว  คุณต้นเปิดเผยว่า TCEB  ยังพยายามที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศด้วย โดยการจัดอบรมนำคอร์สหรือหลักสูตรไมซ์ของต่างประเทศเข้ามาอบรมให้กับบรรดาผู้ประกอบการของไทยและการผลักดันทำให้ไทยมีหลักสูตรไมซ์เข้ามาในมหาวิทยาลัย โดยเป็นหลักสูตรในคณะท่องเที่ยวและการโรงแรม ซึ่งปัจจุบันมีหลักสูตรดังกล่าวแล้วในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอาชีวศึกษารวม 70 แห่งด้วยกัน 

เห็นเป็นผู้หญิงทำงานเก่งอย่างนี้ คุณต้น นักเจรจาต่อรองระดับโลกคนนี้ ยังมีความสามารถพิเศษในการร้องเพลงและเล่นดนตรีเก่ง  เธอเคยเป็นนักร้องนำและนักดนตรีคีบอร์ดหรือเปียโนของโรงเรียนตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนศรีบุณยานนท์และระดับมหาวิทยาลัย

คุณต้นบอกเล่าเรื่องราวในสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาให้ฟังอย่างมีความสุขว่า แม้จะเรียนอยู่ที่โรงเรียนศรีบุณยานนท์ แต่เนื่องจากมีเพื่อนอยู่ที่โรงเรียนสตรีนนทบุรีอยู่หลายคน เวลามีงานเพื่อน ๆ จะชวนให้ไปร้องเพลงและเล่นเปียโน  ในเวลาต่อมาจึงไปร่วมอยู่ในวงดนตรีของโรงเรียนสตรีนนทบุรีด้วย ซึ่งมีชื่อว่า วง “หวานเย็น”  เป็นวงผู้หญิงล้วน มีสมาชิกทั้งสิ้น 6 คน    

“ในยุคนั้นมีโอกาสได้ทำอัลบั้มด้วย โดยหัวหน้าวงมีโอกาสรู้จักกับโปรโมเตอร์ของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งแล้วชวนไปออกอัลบั้มถึง 2 ชุด จำได้ว่าชุดแรกมีชื่อว่า “รอเธอกลับมา” และชุดที่2 ชื่อว่า “วัยสาว”  เป็นที่ฮือฮามาก เพราะเป็นวงดนตรีหญิงวงแรกของประเทศไทยที่ออกอัลบั้ม มีการโปรโมทอยู่ประมาณ 3 ปีและได้เริ่มออกผลงานตั้งแต่เข้าเรียนระดับชั้นปีที่ 1 ที่เอแบค

คุณต้นบอกว่า “การทำดนตรีทำให้ได้เห็นโลกหลายมุมมองหลายด้าน  ให้ประสบการณ์มากมาย ทั้ง การเรียนรู้ ได้เรียนรู้เบื้องหลังและมีการเดินสายออกต่างจังหวัดด้วย”    

 

 

ชอบ “ดำน้ำ” เรียนเพื่อเอาชนะ แต่...ว่ายน้ำไม่เป็น

คุณต้นยังเป็นนักดำน้ำตัวยงเลยทีเดียวและมีประสบการณ์ไปดำน้ำในสถานที่มีชื่อเสียงของโลกมาแล้วหลายแห่ง

คุณต้นเล่าว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องลำบากไปเรียนมานาน เนื่องจากเดิมว่ายน้ำไม่เป็น จึงไปเรียนดำน้ำเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาและต้องเรียนมากถึง 8 สระ กว่าจะประสบความสำเร็จและมีโอกาสได้ลงดำน้ำได้สัมผัสโลกกว้างใต้ทะเลจริง ๆ ซึ่งสร้างความตื่นเต้น เร้าใจและรู้สึกมีความสุขมากกับธรรมชาติใต้น้ำ

“ในระยะเริ่มแรก เราจะเห็นแต่สัตว์ขนาดใหญ่ก่อน เช่น ฉลาม ปลาหมึก ปลาปักเป้า แต่พอเก่งแล้วจะมองหาสัตว์ขนาดเล็ก ๆ  เช่น ม้าน้ำแคระที่มีขนาดตัวจิ๋วมาก ตอนลงดำน้ำต้องมีบัดดี้หรือเพื่อนคู่กายไปด้วยเพื่อความปลอดภัย เคยใช้เวลามากที่สุด คือ ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และดำลึกที่สุดที่ 28 เมตร ส่วนใหญ่ดำในต่างประเทศ สำหรับในไทย เช่น ที่เกาะเต่า ซึ่งถือเป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก” 

ส่วนกิจกรรมโปรดอื่น ๆ ก็มี ปั่นจักรยานด้วย กำลังเป็นกิจกรรมยอดฮิตในปัจจุบันเลยทีเดียว  เส้นทางที่เพิ่งเปิดใหม่ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.) คือ เส้นทางจักรยานบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รอบเขื่อนดินที่ใช้ป้องกันน้ำท่วมเป็นเลนจักรยานที่มีความยาว 23.5 กิโลเมตร กว้าง 4.8 เมตร นอกจากกีฬาแล้ว คุณต้นยังโปรดการอ่านหนังสือ และร้องคาราโอเกะ

บางครั้งเธอก็ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้ความรู้ในเรื่องอุตสาหกรรมไมซ์อีกด้วย นอกจากนี้เธอยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่ารัก ๆ รวมถึงการเป็น “คุณแม่ที่เป็นทุกสิ่งสำหรับลูก” 

 

 

บทบาทแม่คือ “เพื่อนคู่คิด” ของลูก

และเนื่องในโอกาสที่ “วันแม่แห่งชาติ” หวนกลับมาเยือนอีกครั้งในปี 2557 นี้ ทาง"เอซีนิวส์"จึงไม่พลาดที่จะยิงคำถามถึงบทบาทความเป็น “แม่” ในความเห็นของคุณต้น ที่เป็นคุณแม่ของลูก 2 คนซึ่งเปรียบเสมือนลูกไม้ใต้ต้น เก่งทั้งการเรียนและดนตรี ไม่ทำให้เสียชื่อคุณแม่เลยจริง ๆ  

ตามความคิดเห็นของเธอ “แม่คือ ผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน  แม่คือ ผู้มอบความรักและความหวังดี ปรารถนาดีให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เป็นคนดีของสังคมและอยู่ได้ในสังคมอย่างยั่งยืน แต่ปัจจุบัน สังคมโลกเปลี่ยนไป สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมและทัศนคติตามการหมุนของโลกสู่ความเป็นโลกาภิวัตน์  แม่ในอุดมคติของลูกวัยรุ่น อาจอยากได้แม่ที่เข้าใจ ให้การสนับสนุน และ สามารถพูดคุย ให้ข้อคิดได้ทุกเรื่องเป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ ทั้งแม่

 

 

สำหรับคุณต้นเธอคือ  “Single Mom”

เธอเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน ดูแลลูกทั้ง 2 คน  ซึ่งด้วยหน้าที่การงานที่มีภารกิจติดต่อกับต่างประเทศ อยู่ในสายงานต่างประเทศมาเกือบ 20ปีแล้ว ทำให้ช่วงแรก ๆ ต้องลาออกจากงานที่ต้องเดินทางเพื่อทำงานในเมืองไทยและตั้งใจดูแลลูกให้มากที่สุด และโชคดีที่มีคุณตา คุณยาย ที่เข้ามาช่วยดูแลลูกทั้งสองคนในช่วงเวลาที่เรายุ่งมาก ก่อนที่ลูกชายและลูกสาวเข้าสู่มัธยมปลายโตขึ้นแล้ว จึงมีอิสระและพร้อมกลับมาทำงานต่างประเทศและมีการเดินทางได้อีกครั้ง โดยปัจจุบันคนโตซึ่งเป็นลูกชาย ชื่อ น้องฮาร์ท อายุ 22 ปี เรียนจบแล้วจากคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ส่วนคนเล็กเป็นลูกสาว ชื่อว่า น้องฮิลล์ อายุ 19 ปี ปัจจุบันอยู่ปี 3 คณะศิลปศาสตร์ เอกเยอรมัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”

นอกจากนี้คุณต้นยังถือเป็นตัวอย่างของคุณแม่ที่ดี มีวิธีการดูแลลูกๆโดยให้ความเข้าใจและพร้อมจะให้คำปรึกษาแนะนำแก่ลูก ๆ ในทุกเรื่อง

"สไตล์การเลี้ยงดูลูก ๆ คือ เลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก ไม่มีการบังคับและให้อิสระทางความคิดกับลูกทั้งสอง คอยให้คำปรึกษาแนะนำการดำเนินชีวิตและการเลือกสถานศึกษาและที่ทำงาน เพราะถือว่าเราไม่ได้มีทรัพย์สมบัติให้ลูก แต่การให้การศึกษาถือเป็นการให้อนาคตกับลูก เราจึงให้ความสำคัญในการสร้างฐานความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวให้เขา ทั้งสองคนชอบดนตรี เราก็ส่งเสริมให้ทั้งคู่ได้เรียนดนตรีและร้องเพลง พร้อมแนะแนวการเรียนในมหาวิทยาลัย การเลือกคณะที่เขาชอบเพื่อให้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ในอนาคต

 

 

ส่วนตัวคิดว่า ปัจจุบันโรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัยในประเทศไทย มีการผลิตนักเรียน แต่ไม่ได้มีการสร้างความพร้อมให้นักเรียน หรือนักศึกษา เมื่อเด็กจบต้องเผชิญหน้ากับสังคมหลังจบการเรียน   การหางาน การทำตัวให้เข้ากับสังคมการทำงานและอื่นๆ   นี่คือ สิ่งที่เราให้คำแนะนำกับลูกและเลยไปถึงเพื่อนๆของลูกๆด้วย

ตอนนี้แม้ว่าจะเดินทางบ่อยมาก แต่ก็จะต้อง check rating กับลูกๆสม่ำเสมอ โทรคุยกันแม้ไมได้เจอหน้า และที่สำคัญ เราดีใจมากที่เวลาเขามีปัญหาทุกเรื่องเขาจะติดต่อเราเป็นคนแรก ต้องขอบคุณเทคโนโลยีอันทันสมัยที่ทำให้โลกเราแคบลง และสามารถติดต่อกันได้แบบใกล้ชิดตลอดเวลา”

เมื่อคุณแม่มีความตั้งใจจริง หน้าที่การงานที่ต้องเดินทางอยู่บ่อยครั้งจึงไม่เป็นอุปสรรคในการให้ความรัก ความอบอุ่นแก่ลูก ๆ ทุกครั้งที่คุณต้นมีเวลาจะทุ่มเทอยู่กับครอบครัวเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งทำให้การได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าแม้จะไม่บ่อยนัก แต่เป็นช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด มีความสุขที่สุดสำหรับครอบครัวนี้

 

 

"เมื่ออยู่กันพร้อมหน้า มีเวลาอยู่ด้วยกัน จะทำอาหารด้วยกัน และเล่นดนตรีด้วยกัน หรือหาเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน นับเป็น Quality time with family เวลาอยู่ด้วยกัน ซึ่งจะอยู่กับลูกสาวมากกว่า เพราะลูกชายเขามีงานทำและแยกย้ายไปอยู่ที่คอนโดของเขา จะเจอกันก็วันหยุดสุดสัปดาห์มากกว่า  ส่วนลูกสาว เวลามหาวิทยาลัยเปิดเทอมเขาก็ไปอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย 

เราเป็นครอบครัวนักดนตรี จึงชอบเล่นดนตรีด้วยกัน  ลูกชายเล่นกีตาร์ ลูกสาวเล่นเปียโน เราเล่นกีตาร์และร้องเพลง หรือไม่ก็ไปคาราโอเกะด้วยกัน ดูหนังฟังเพลงค่ะ”

ถือเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่อบอุ่นและมีความสุขอย่างที่หลายคนต้องอิจฉาเลยทีเดียว

ในช่วงท้าย คุณต้น ยังได้ให้ข้อคิดที่ตนยึดถืออยู่เสมอ เพื่อทำให้การดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข  แม้ต้องอยู่ในช่วงวิกฤติของชีวิตว่า

-ทำดีคิดดีได้ดี

-ยอมรับได้ใจก็สงบ เพราะความสุขที่แท้จริง อยู่ข้างในใจตนเอง

-หยุดคร่ำครวญถึงอดีต  หรือโหยหาและวิตกกับอนาคต  ใช้ชีวิต คิดปัจจุบันอย่างมีสติ 

ใครจะเก็บหลักคิดของผู้หญิงเก่งท่านนี้ไปเป็นเรือธงในการดำเนินชีวิตบ้างก็ได้...

 

ขอขอบคุณสถานที่ : ร้านพอลลาเนอร์ การ์เด้นท์

 


LastUpdate 31/07/2557 22:23:05 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
20-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555