เจ้าของธุรกิจ 'ล้างเครื่องบิน' ผู้เดียวในเมืองไทย


พนิดา นะวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้น ซีน จำกัด (Golden Scene co.,Ltd.)

 

ในแวดวงผู้หญิงเก่งของเมืองไทย เชื่อว่าหากพิจารณาอย่างละเอียด คงจะเป็นตัวเลขที่นับกันไม่ถ้วน ในจำนวนนี้รวมผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชื่อว่า พนิดา นะวิโรจน์ อยู่ด้วย ซึ่งเป็นผู้หญิงสวย ซึ่งหากดูจากบุคลิกคงให้คำจำกัดความแบบเข้าสมัยว่า “เปรี้ยว...ซ่า...แซ่บ...เว่อร์ ” ครบทุกรสชาติอยู่ในตัวตนของเธอ

 

ผู้หญิงคนนี้...เป็นผู้นำ “ธุรกิจล้างเครื่องบิน ด้วยหุ่นยนต์” มาสู่เมืองไทยเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียว อีกทั้งเป็นเจ้าของอีกหลายธุรกิจ ในกลุ่มคนที่รู้จักเธอดีคงรู้ว่าเธอชอบสีเขียวเป็นชีวิตจิตใจ เธอบอกว่าเป็นเครื่องเตือนสติ “ให้เราเป็นคนติดดินอยู่เสมอ”

 

ทีมงานสำนักข่าวเอซีนิวส์ ได้มีโอกาสไปสัมผัสชีวิตครบทุกรสของผู้หญิงที่ชื่อ พนิดา นะวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้น ซีน จำกัด (Golden Scene co.,Ltd.) ต้องบอกว่า เธอไม่ธรรมดาจริง ๆ ได้ความประทับใจกันมาอย่างเต็มเปี่ยม ได้เห็นความสามารถและบางแง่มุมชีวิตของเธอที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้รู้จัก

 

 

สาวเก่งจากครอบครัวย่านเศรษฐกิจสีลม
คุณพนิดา นะวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้น ซีน จำกัด (Golden Scene Co.,Ltd.) ปรากฎกายพร้อมชุดแต่งกายโทนสีเขียว ให้ทีมงานอึ้ง ทึ่งและตื่นตาตื่นใจไปพร้อมกัน เพราะแม้วัยจะเลยเลข 5 มาแล้ว ทว่าคุณพนิดาหรือ “คุณดา” สามารถรักษารูปร่างให้ยังดูดีไว้ได้ บ่งบอกถึงการใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี ประกอบกับเสื้อผ้าหน้าผมพร้อม เรียกว่า ทำให้สาวน้อยหรือสาวในวัยเดียวกันต้องหลบฉากไปเลยทีเดียว

 

คุณดาได้เล่าประวัติความเป็นมาของเธออย่างอารมณ์ดี เคล้าเสียงหัวเราะไปด้วยตลอดเวลา โดยบอกว่า เธอเป็นชาวกรุงเทพมหานครแต่กำเนิด โดยครอบครัวอาศัยอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจอย่างสีลม โดยทำธุรกิจเป็นตัวแทนขายกล้องถ่ายรูปแบรนด์ยาชิก้าของญี่ปุ่น คุณดาเริ่มเล่าว่า เธอมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน คุณดาเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว โดยมีน้องชายและพี่ชายติดกัน พี่ที่เหลือเป็นผู้หญิงหมด คุณดาสนิทกับพี่ชายและน้องชายมาก จึงทำให้มีลักษณะนิสัยคล้ายผู้ชาย เป็นสาวห้าว พูดจาโผงผาง ไม่ได้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้อย่างที่สาวไทยควรจะเป็น

 

ครอบครัวให้การสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นอย่างดี เข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนที่ให้พื้นฐานด้านภาษาต่างประเทศ โดยเข้าเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ คอนแวนด์ เขตบางรักซึ่งเป็นโรงเรียนโรมันคาทอลิกหญิงแห่งแรกของประเทศไทยใกล้บ้านและมีการเรียนการสอนโดยเน้นการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นหลัก

 

หลังจากนั้นไปต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแอดแวนติส ซึ่งเป็นโรงเรียนนานาชาติในระดับเกรด 4-12 ก่อนจะไปต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ด้านการบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ในถิ่นแดนจิงโจ้ ออสเตรเลีย ตั้งแต่วัยเพียง 17 ปี เท่านั้น

 

 

กลับมาลุยงานด้านอสังหาริมทรัพย์
คุณดาเล่าว่า หลังจบการศึกษา บัณฑิตใหม่ไฟแรงก็ได้กลับมาทำงานที่เมืองไทยทันที ราวปี 2523 โดยไม่ยอมหยุดพักให้เสียเวลา ขณะเดียวกันก็ไม่ได้สนใจทำธุรกิจของที่บ้านเลย แต่กลับไปทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจจัดสรรที่ดินที่กำลังบูมในยุคนั้น และเนื่องจากการที่ต้องทำงานและประสานงานร่วมกับทนายความเป็นส่วนใหญ่ จึงตัดสินใจตั้งสำนักงานทนายความขึ้นเป็นของตัวเองไปพร้อมกันและไปศึกษาหาความรู้ใส่ตัวเพิ่มเติมทางด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

ทำงานได้เพียงปีเดียวก็แต่งงานมีครอบครัวในปี 2524 โดยมีบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน 1 คน คือ คุณพนิต นะวิโรจน์ ซึ่งหลังจากแต่งงานแล้ว คุณดายังคงสนุกสนานกับการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องไปอีกประมาณ 4-5 ปี ก่อนที่จะเกิดแรงบันดาลใจให้หันไปทำธุรกิจ “ล้างทำความสะอาดเครื่องบิน” เจ้าเดียวของแดนสยามอีกบริษัทหนึ่ง

 

คุณดาเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี มีอยู่วันหนึ่งนั่งเครื่องบินไปอังกฤษและมองออกมานอกหน้าต่างได้เห็นว่า เขานำหุ่นยนต์มาล้างทำความสะอาดเครื่องบิน จึงสนใจที่จะทำธุรกิจนี้ขึ้นมาทันที “เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยจึงพยายามติดต่อไปที่สนามบินในอังกฤษว่า ใครเป็นผู้ได้สัมปทานและหุ่นยนต์ซื้อที่ไหน

 

 

ก่อนมาเปิดธุรกิจในไทยมีชื่อว่า บริษัท โกลเด้น ซีน จำกัด (Golden Scence Co.,Ltd.) การล้างด้วยมือหรือใช้แรงคน โดยบริษัทฯได้รับสัมปทานล้างเครื่องบินจากการบินไทยเป็นเวลา 3 ปี เมื่อหมดอายุสัมปทานจึงรับล้างให้กับสายการบินทั่วไป”

 

 

การนำหุ่นยนต์มาทำงาน จึงทำให้บริษัทฯ ของคุณดาในยุคนั้นเป็นสิ่งแปลกใหม่ของวงการทำความสะอาดอากาศยานในไทยเลยก็ว่าได้ โดยเริ่มบุกเบิกกับพี่ชายที่เป็นทหารอากาศ

 

กระทั่งปัจจุบันนับว่าคุณดาได้ทำธุรกิจด้านนี้มานานแล้วถึง 18 ปี โดยมีสำนักงานอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนหุ่นยนต์ที่ทำงานล้างทำความสะอาดเครื่องบินเป็นหลักมีอยู่จำนวน 2 ตัว ซึ่งเป็นหุ่นยนต์มีล้อ ความยาวประมาณรถยนต์ 2 คัน

 

 

คุณดาเล่าว่า ในการล้างทำความสะอาดเครื่องบิน ทางบริษัทสามารถทำได้จำนวน 2-3 ลำต่อวัน โดยแต่ละลำจะใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับความสกปรกว่ามากหรือน้อย ซึ่งการล้างมุ่งทำความสะอาดพวกฝุ่นและคราบน้ำต่าง ๆที่เกาะติดอยู่ภายนอกเครื่องบินออก ก่อนจะลงแวกซ์ตามด้วยคล้ายการทำความสะอาดรถยนต์ ซึ่งการทำให้เครื่องบินสะอาดจะช่วยประหยัดน้ำมันให้กับเครื่องบินได้ด้วย

 

 

 

เวลานี้ได้ไลเซ่นส์หรือใบอนุญาตเพื่อให้บริการสายการบินต่าง ๆ หลายแห่ง เช่น โอเรียนท์ไทย บางกอกแอร์เวย์ ทรานส์ แอร์ และเจ็ตเอเชีย ซึ่งเธอจะชอบให้บริการแก่ลูกค้าต่างประเทศมากกว่า เนื่องจากมีความตรงต่อเวลา คุยง่ายและตรงไปตรงมา

 

 

เล็งขยายธุรกิจไปฟิลิปปินส์ ในอนาคต
ในอนาคตธุรกิจของคุณดาจะไม่ได้อยู่เพียงแค่เมืองไทยเท่านั้นแต่อาจจะขยายไปยังเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างฟิลิปปินส์ด้วย

 

โดยคุณดาเล่าว่า มีเพื่อนสโมสรโรตารีที่อยู่ในบริษัทสายการบินฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์ ชวนให้ไปทำธุรกิจล้างเครื่องบินที่กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ โดยธุรกิจจะทำในรูปของการร่วมทุน ซึ่งถือว่าใกล้ความจริงแล้ว ในขณะนี้อยู่ระหว่างการติดต่อของใบอนุญาตกับการท่าอากาศยานของฟิลิปปินส์

 

 

ทำธุรกิจร้านเสื้อผ้า เป็นดีไซเนอร์-พรีเซนเตอร์เองเบ็ดเสร็จ
นอกเหนือจากทำธุรกิจล้างเครื่องบินแล้ว คุณดายังไม่ได้ทิ้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เสียทีเดียว โดยเวลานี้มีที่ดินแปลงหนึ่งติดกับแม่น้ำเพชรบุรีบริเวณวัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง มีโครงการจะแบ่งขายแปลงละ 50 ตารางวาสำหรับแบ่งขายให้เพื่อนๆและคนทั่วไป  และเวลาไม่อยู่ก็ให้บริษัททำเป็นรีสอร์ต รวมถึงใช้เป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมด้วย

 

“ตั้งใจไว้ว่า จะใช้เป็นสถานที่สำหรับทำบุญ สอนสมาธิให้กับชาวบ้านฟรีในทุกวันพระใหญ่ มีอาหารเลี้ยงให้ฟรี เป็นอาหารมังสวิรัติ เนื่องจากเป็นที่ดินบริเวณนั้นมีความร่มรื่น มีต้นจามจุรีอยู่หลายต้น มีตำนานเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐกาลที่ 5 เคยมาสรงน้ำที่นี่ด้วย ได้ที่ดินแปลงนี้ร่วม 30 ปีแล้ว ชอบมาก”

 

ขณะเดียวกันจากความที่คุณดาเป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามและเป็นนักช็อปตัวยง มีนิสัยช่างซื้อเสื้อผ้า ข้าวของ เครื่องแต่งกายและรองเท้า ไม่ว่าจะไปที่ไหน คุณดาเป็นต้องช็อบเสื้อผ้าข้าวของติดมือมาด้วยเสมอและจำนวนน้อย ๆ ช็อปไม่เป็นเสียด้วย โดยจะช็อปเสื้อผ้าแต่ละครั้งประมาณ 2-3 โหลและและเป็นของแบรนด์เนมเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากมากด้วยปริมาณแล้ว ยังช็อปมาครบเซ็ท มีหมดทั้งไซซ์ S-M-L ใส่ได้ ไม่ได้ ไม่สนใจ ขอให้ซื้อมาก่อนเป็นพอ เพราะหากใส่ไม่ได้ ไม่พอดีก็จะให้เพื่อน ๆ ไปใส่แทน

 

 

ส่วนรองเท้าก็โปรดปรานไม่แพ้พวกเสื้อผ้า ช็อปแต่ละครั้งต้องมีประมาณ 6-12 คู่ ซึ่งคุณดาบอกกล่าวให้ทีมงานเอซีนิวส์ต้องตะลึงกันว่า เวลานี้มีรองเท้าอยู่แล้วมากกว่า 3-4 พันคู่เลยทีเดียว แต่ได้บริจาคหรือให้คนอื่น ๆ ไปแล้วอยู่บ่อยครั้ง ดังช่วงวันเกิดปีที่แล้วแจกไปแล้วถึง 850 คู่

 

และที่สังเกตได้ไม่ยากคือ สีสันของเสื้อผ้าเครื่องใช้ต่าง ๆที่จะเห็นเป็น “สีเขียว” เท่านั้น ซึ่งคุณดาบอกว่า เพราะเธอเป็นคนติดดิน รักธรรมชาติ แม้จะชอบใช้ของแบรนด์เนม แต่ก็โปรดปรานสินค้าโอท็อปที่เป็นผลิตภัณฑ์ของคนไทยไม่แพ้กัน เปรียบได้กับหยิน-หยาง เพราะชีวิตต้องมีความสมดุลย์ เช่น กระเป๋าป่านศรนารายณ์เป็นใบที่โปรดปรานมาก

 

จากความชอบ รักสวยรักงาม อีกทั้งชอบออกแบบเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่เองด้วย คุณดาจึงเปิดกิจการร้านตัดเสื้อผ้าเป็นของตัวเองเสียเลยอีกธุรกิจหนึ่ง โดยร้านตั้งอยู่แถวสีลม ใกล้โรงแรมนารายณ์ มีชื่อว่า “ร้านนันทวิจิตร” ใครผ่านไปแถวนั้นก็แวะเข้าไปอุดหนุนกันได้ มีทั้งเสื้อผ้าสตรีและสูท

 

เสื้อผ้าในร้าน คุณดาจะเป็นทั้งดีไซเนอร์เอง แถมเป็นพรีเซนเตอร์ของร้านเองอีกต่างหาก ครบวงจรชนิดที่ไม่ต้องไปจ้างใครให้เสียสตางค์เลย

 

นอกจากนี้คุณดายังมีธุรกิจที่ปรึกษาด้านการลงทุน ซึ่งเป็นการนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมานานมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจทั่วไปและยังมีสำนักงานทนายความที่ตั้งมานานตั้งแต่สมัยทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ๆ

 

ความเก่งมากความสามารถของคุณดายังไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำธุรกิจหลากหลายอย่างเท่านั้น ทว่าเธอยังกล้าหาญ กล้าท้ามฤตยู ฝึกหัดขับเครื่องบินจนเชี่ยวชาญได้ไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอก คุณดาเล่าว่า มีอยู่วันหนึ่งที่กองทัพอากาศ หลังจากล้างเครื่องบินเสร็จแล้ว ก็ต้องถอยเครื่องบินกลับไปเข้าที่เพื่อรับผู้โดยสาร จึงเกิดความรู้สึกอยากขับเครื่องบินบ้างและได้ไปสมัครเรียนที่สถาบันหน่วยฝึกการบินพลเรือน ฝูงบิน 604กองบิน 6 กองทัพอากาศ ดอนเมือง มาถึงวันนี้ได้ฝึกการบินมาร่วม 10 ปีด้วยกัน

 

 

“หลักสูตรการบินของฝูงบิน 604 ดีมาก เน้นเรื่องความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง มีนักบิน เจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศนั่งประกบด้วยตลอด ซึ่งการเรียนมีแบบชั้น 3,2และ1 ที่เป็นชั้นสูงสุด เรียนจบมีการเลี้ยงฉลองรุ่น”

 

คุณดาเรียนจบในรุ่นที่ 52 ซึ่งในรุ่นเดียวกันมีคนเรียนประมาณ 13-14 คน โดยผู้ที่มาเรียนส่วนหนึ่งมาเพราะใจรัก เป็นทหารอากาศหรือเป็นผู้ทำงาน ทำธุรกิจเกี่ยวกับการบินหรือเจ้านายส่งมาเรียนเพื่อให้ได้ความรู้เพิ่มเติม เช่น วิทยุการบิน หอควบคุมการบินหรือการจราจรทางอากาศ โดยค่าเรียนในขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท ซึ่งต้องเรียน 40 ชั่วโมงของการบินจึงจะจบ ได้ ไม่รวมการเรียนภาคทฤษฏี ที่สอนเกี่ยวเครื่องยนต์กลไกของเครื่องบินก่อน หลังจากนั้นจึงจะฝึกบินและมีการให้บินเดี่ยวด้วย

 

คุณดาเล่าว่า“ในการบินเดี่ยวขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน ซึ่งพี่ได้บินเดี่ยวหลังจากผ่านการฝึกบินไปแล้ว 13 ชั่วโมง ระทึกขวัญมาก คุณแม่อยู่ที่บ้านจุดธูปเลย..(..หัวเราะ) วันนั้นขำมากเลยโดยมีกำหนดบินเดี่ยวตอนเช้าในช่วง 7.00 น. ที่ดอนเมือง แต่เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีเครื่องบินของสายการบินพาณิชย์มาก คิดว่า คนจะมากจึงกลัว และขออนุญาตอาจารย์บินเดี่ยวในช่วง 6.30 น.

 

 

ขณะเดียวกันก็ได้โทรไปบอกเพื่อนที่ทำงานที่สนามบินด้วยเพื่อขอให้ชะลอการบินในช่วง 6.30น.ไว้ก่อน เพื่อนก็บอกว่า ได้ ๆ ชะลอไว้ก่อน แต่จะเอาเที่ยวบินอื่นมาบินตอน 6.30 น.ให้หมด.. (หัวเราะเสียงดัง..) จนเมื่อถึงเวลาปรากฏว่า แทบจะเป็นลมช็อค เพื่อนมาเต็มสนามบินและนักข่าวอีกจำนวนมาก ร้องไห้เลยจนครูฝึกทำเสียงดุว่า ตกลงจะบินไม่บิน สุดท้ายก็ตัดสินใจสู้บินผ่านได้สำเร็จ เครื่องบินลงแตะพื้นได้ก็ดีใจมาก”

 

คุณดาเล่าต่อว่า การทดสอบผ่านไปได้ด้วยดี แต่โดยปรกติแล้วทางกองทัพอากาศจะไม่ให้มีการบินเดี่ยว โดยจะต้องมีทหารอากาศหรือครูฝึกขึ้นบินควบคู่ด้วยเสมอเพื่อความปลอดภัย เพราะไม่มีใครรู้ว่า อากาศด้านบนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรและอาจทำให้ตัดสินใจไม่ถูกกัน

 

 

สำหรับผู้ที่ต้องการได้รับใบอนุญาตขับเครื่องบินก็ต้องไปสอบที่กรมการบินพาณิชย์ ซึ่งเขาจะมีสมุดบันทึกประวัติการบินว่า มีการบินจำนวนมากเท่าไหร่ในแต่ละปี บินไปไหนบ้าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการต่ออายุแบบปีต่อปี หรือ 3 ปีต่อ 1 ครั้ง

 

“เมื่อจะบินไปไหน จะต้องแจ้งกองทัพอากาศก่อนล่วงหน้าหรือไฟล์แพลน เช่น จากกรุงเทพฯไปหัวหิน ไปประจวบ เชียงใหม่ กำแพงแสนหรือตาคลี กองทัพอากาศจะบอกเรื่องเวลา ลำไหนอยู่ตรงไหน ใครสนใจก็สมัครมาได้ที่ฝูงบิน 604 ได้”

 

คุณดาให้ความคิดเห็นว่า“ความสำเร็จในการทำธุรกิจของพี่ เป็นเพราะเราทำในสิ่งที่แปลกใหม่ เนื่องจากเป็นคนชอบทำสิ่งแปลกใหม่อยู่แล้ว จึงเป็นอะไรน่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ นอกจากนี้ ธุรกิจที่ทำไม่ได้ใหญ่ แต่เพียงพอกับธุรกิจที่ทำ”

 

เวลานี้คุณดาได้วางมือจากธุรกิจล้างเครื่องบินแล้วและส่งไม้ต่อให้ลูกชาย คือ คุณพนิต นะวิโรจน์ ที่อยู่ในวัยหนุ่มไฟแรง 33 ปี มาดูแลกิจการให้2-3 ปีแล้ว เริ่มในช่วงปี 2555 ที่คุณดาเริ่มเข้าไปมีบทบาทเป็นนายกสโมสรโรตารีธนบุรี (ประจำปี 2555-56) และมีคุณแม่เป็นที่ปรึกษาให้อยู่ห่าง ๆ ซึ่งลูกชายก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

 

 

“เวลานี้ลูกชายมารับช่วงต่อก็ต้องบอกว่า เขาสามารถทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว แม้เขาจะชอบอย่างอื่นมากกว่าเครื่องบิน โดยเฉพาะด้านมอเตอร์สปอร์ต มอเตอร์ไซด์ประเภทบิ๊กไบท์ คันใหญ่ ๆ เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม ลูกชายขับ “ดูคาติ” และยังเป็นอาจารย์สอนหัดขับด้วย ตอนนี้พี่ยังให้เขาสอนให้ขับด้วยเหมือนกัน เรียนมา 5 วันแล้ว แต่ยังได้แค่สตาร์ทกะปล่อยดับ(หัวเราะ)”

 

มื่อได้ลูกชายมาช่วยงาน คุณดาจึงมีเวลาเพิ่มขึ้นเพื่อไปทำกิจกรรมอื่นๆรวมถึงกิจกรรมเพื่อสังคมเพิ่มด้วยผ่านตำแหน่งนายกสโมสรโรตารีธนบุรี ซึ่งเป็นสโมสรพูดภาษาไทยเป็นที่แรกในไทย อายุ 57 ปี แต่โรตารีกำเนิดครั้งแรกในสหรัฐฯจนเวลานี้มีอายุได้ 110 ปีแล้ว

 

คุณดาเล่าว่า การได้มาช่วยงานสโมสรโรตารีทำให้มีความสุขกับการได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม ทั้งในด้านการศึกษา การนำหนังสือและนำดิกชันนารีหรือพจนานุกรมไปแจก

 

ในปี 2555 เคยนำมุ้งนับหมื่นหลังไปบริจาคให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาสในต่างจังหวัดเพื่อป้องกันโรคมาลาเรียและในปี2557 นี้ได้ส่งเงินบริจาคร่วมช่วยเหลือการผ่าตัดหัวใจเด็กที่ฟิลิปปินส์ไปมากกว่า 300 คน

 

“อยู่แล้วสบายใจดี เพราะคนที่อยู่ในองค์กรโรตารีเป็นคนดีหรือที่เรียกว่า โรตาเลี่ยน เฉพาะโรตารีธนบุรีมีอยู่ประมาณ 90 คน”

 

 

ออกกำลังกาย อินเทรนด์ “ปั่นจักรยาน-ฟลาย โยคะ”
นอกเหนือจากนี้คุณดายังมีเวลาสำหรับเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนในต่างประเทศอยู่บ่อยครั้งและมีเวลาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงและรูปร่างดี

 

“การออกกำลังกายมีเล่นกอล์ฟ เพราะบ้านอยู่ในสนามกอล์ฟและเวลานี้ยังหันมาปั่นจักรยาน ตามกระแสนิยมกับเขาด้วย ปั่นรอบสนามกอล์ฟรอบละ 6.5 กิโลเมตรไม่มาก เมื่อเทียบกับเส้นทางใหม่ที่สุวรรณภูมิที่มีระยะทางถึง 23 กิโลเมตร”

 

ส่วนกีฬาใหม่อีกประเภทหนึ่งที่เพิ่งมาเล่น มุ่งเน้นเพื่อความสวยความงาม ได้แก่ “ฟลาย โยคะ” ซึ่งมีอุปกรณ์เป็นผ้าชิ้นเดียวลอยไปมา สามารถช่วยลดน้ำหนักได้มาก โดยคุณดาเล่าว่า เธอใช้เวลาเล่นเพียงอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็สามารถลดน้ำหนักตัวไปได้มากถึง 4 กิโลกรัมในเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

 

 

ชอบสร้างสุขให้คนรอบข้าง.. เล็งบวชภิกษุณีวัย60ปี
ชีวิตของคุณดาดูเหมือนมีครบทุกมิติ ได้ทำธุรกิจ ทำประโยชน์ให้สังคมและดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่เฉพาะด้านร่างกายภายนอกเท่านั้น แต่ยังดูแลในด้านจิตใจผ่านธรรมะอีกด้วย

 

คุณดา ถือว่า เป็นคนที่มีธรรมะอยู่ในหัวใจ ใจบุญ ชอบหัวเราะ ซึ่งบอกเหตุผลว่า ชอบทำให้คนอื่นมีความสุข เมื่อหัวเราะแล้วคนรอบข้างจะมีความสุขตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้เห็นอีกบุคลิกหนึ่งที่โดดเด่นอีกอย่างของคุณดา นั่นคือ การหัวเราะเสียงดัง สนุกสนาน ที่ทำให้คนรอบข้าง ต้องหัวเราะตามและรู้สึกมีความสุขไปด้วย

 

“ที่บ้านเลี้ยงสัตว์ไว้หลายชนิด ทั้งไก่ นก กระต่าย ซึ่งเป็นการให้ทาน เรายังให้กับสัตว์ได้ ดังนั้นกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทำไมจะให้ไม่ได้ ทั้งที่คนอาจให้ทั้งคุณและโทษกับเรา เพราะคนไม่เคยนิ่ง”

 

ทั้งนี้คุณดายังมีปณิธานว่า ในวัยครบ 60 ปี หรือแซยิดในปี 2560 จะไปบวชเป็น “พระภิกษุณี” ซึ่งเป็นความตั้งใจมานานมาแล้วตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้วและนับเคาท์ดาวน์มาเรื่อย ๆ เป็นความตั้งใจที่จะบวชครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งพระภิกษุณีนั้น เป็นนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนา คู่กับ พระภิกษุ นอกจากนี้ยังมีอุบาสก อุบาสิกา

 

 

แต่ในสมัยนี้มีแต่แม่ชีเต็มไปหมด ซึ่งไม่มีในพระพุทธศาสนา เป็นเพราะมหาเถรสมาคมได้ยกเลิกการมีพระภิกษุณีไป ผู้หญิงที่อยากบวชเป็นภิกษุณีจึงเป็นไม่ได้ ต้องอยู่ในชุดขาวก่อน จึงจะเป็นพระภิกษุณี เหมือนผู้ชายที่ก่อนจะบวชเป็นพระภิกษุก็ต้องเป็นนาค นุ่งห่มขาวก่อน ซึ่งหลังบวชแล้วพระภิกษุณีถือศีลมากถึง 311 ข้อ ซึ่งมากกว่าพระภิกษุเสียอีกที่ถือศีลเพียง 227 ข้อเท่านั้น

 

ในการบวชต้องมีพระอุปัชฌาย์ แต่ประเทศไทยไม่มีเพราะยกเลิกไป จึงมีผู้ไปบวชเป็นภิกษุณีในต่างประเทศแทน ซึ่งไทยมีอยู่ประมาณ 150 รูป หลายประเทศพยายามฟื้นฟูภิกษุณี มีผู้บวชเป็นจำนวนหลายร้อยรูป เช่น ศรีลังกา จีน ไต้หวัน ลาวและเมียนมาร์ โดยวัดไทยที่กำลังมีการสร้างวัดสำหรับพระภิกษุณีจำพรรษาอยู่ได้แก่ วัดคู้บอน หากคุณดาบวชก็คาดว่าจะไปบวชที่ศรีลังกา ไต้หวันหรืออาจจะเป็นที่วัดคู้บอนก็เป็นได้หากสร้างเสร็จ แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาชัดเจนว่าจะบวชนานเท่าไร

 

“เชื่อว่า ถ้ามหาเถรสมาคมอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณีได้ ก็จะมีพระอุปัชฌาบวชให้ คาดว่าจะมีผู้หญิงไปบวชมากขึ้น เพราะมีผู้หญิงจำนวนมากที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้ว่า มีผู้หญิงจำนวนมากหรือราว 90% ที่บริจาคเงินช่วยพระพุทธศาสนา วัดสำหรับพระภิกษุณีก็จะมีมากขึ้น เชื่อว่า จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น”

 

 

คุณดาเล่าว่า สาเหตุที่ทำให้คุณดาใกล้ชิดธรรมะนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากชีวิตในวัยเด็กได้มีโอกาสเข้าวัดอยู่บ่อย ๆ กับคุณแม่และเคยไปบวชชีพราหมณ์ที่วัดร่ำเปิง จ.เชียงใหม่ด้วย ซึ่งหลังจากนั้นมีความรู้สึกเหมือนตัวเองมีสัมผัสพิเศษหรือสัมผัสที่ 6 ดูดวงได้ ดูคนแม่น รู้เหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นที่รู้กันในกลุ่มคนใกล้ชิดและรู้สึกว่าชอบ ถือเป็นความสามารถพิเศษไป

 

อย่างไรก็ดีเพื่อชีวิตที่มีสุขของคนเรา คุณดาแนะบรรดาผู้หญิงไปใช้ชีวิตที่สงบในบั้นปลายด้วยการ ไปปฏิบัติธรรม ไปบวชเป็นภิกษุณี ซึ่งเป็นการไปบวชหลังจากสร้างทรัพย์สินเงินทองไว้มากมายแล้ว มีชีวิตที่สุขสบายแล้วเพื่อความสุขในใจ หาจิตที่สงบ หาธรรมะใส่ตัว

 


 

“เดิมเป็นความเข้าใจผิดคิดว่า คนที่เป็นแม่ชีต้องทุกข์ ต้องเศร้า แต่ความจริงแล้ว เราพร้อมที่จะไป มีทุกอย่างพร้อมแล้วถึงไป ไปด้วยความสุขซึ่งจะได้กุศลมากกว่า ไม่ใช่ไปเพราะหนีทุกข์ อกหัก รักคุดแล้วไป เป็นการเข้าใจผิดกัน

 

พราะชีวิตของเรา สุดท้าย สิ่งที่เราสร้างไว้เยอะแยะ เงินทองทั้งหลายไปกับเราไม่ได้ นอกจากสิ่งที่เราทำคือ จิตของเราเอง การปฏิบัติธรรมของเราเอง การแสวงหาธรรมมะของเราเอง ไปกับจิตวิญญาณ แต่สิ่งอื่นไปกับเราไม่ได้...”

 

อีกไม่นานคงจะได้เห็นพระภิกษุณีรูปใหม่เกิดขึ้นในวงการพุทธศาสนาของไทย ซึ่งเป็นผู้หญิงเก่ง มากความสามารถที่ชีวิตมีครบทุกรสชาติจริง ๆ รู้จักมองหาสิ่งแปลกใหม่ในการทำธุรกิจ ชอบที่จะเป็นผู้นำมากกว่าผู้ตาม แต่ในขณะเดียวกันยังรู้จักใส่ใจสร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้แก่คนรอบข้างด้วย

 

 

รื่องราวชีวิตของผู้หญิงเก่ง พนิดา นะวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้น ซีน จำกัด (Golden Scence Co.,Ltd.)

น่าจะให้ข้อคิดดี ๆ กับคุณผู้อ่านบ้าง ไม่มากก็น้อย...


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 07 ต.ค. 2557 เวลา : 18:54:58

กลับหน้าข่าวเด่น
20-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555