"สายสมร เลิศคชลักษณ์" ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายการสื่อสารองค์กร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ผู้หญิงครบรสทั้ง งาน ...และครอบครัว


  

“ เอ ซี นิวส์ “ มีโอกาสได้สนทนากับ“คุณบุ๋ม -  สายสมร เลิศคชลักษณ์” สาวลุ๊คเปรี้ยวที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการประชาสัมพันธ์มายาวนาน  สั่งสมประสบการณ์การทำงานและความเป็นมืออาชีพจนปัจจุบัน รั้งตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารองค์กร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต .... ซึ่งจะมาร่วมแชร์ แนวคิด ....ชีวิตการงานและการดูแลครอบครัวทำอย่างไร ชีวิตจึงเปี่ยมไปด้วยความสุข ....ไร้ความทุกข์มาเยี่ยมกราย 


“คุณบุ๋ม”  สาวมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมร  ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์  จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร  และปริญญาโทที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ( NIDA)  

เธอ เริ่มเล่าให้ "เอซี นิวส์"  ฟังว่า “คุณพ่อทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เกี่ยวกับที่ดิน และค้าขาย ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว  ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน มีพี่น้อง 10 คน  มีพี่สาวถึงสาว 4 สาว  ชื่อ กำจาย กรรณิการ์ บุษบา บุษกร และก็บุ๋ม - สายสมร  เป็นน้องนุชสุดท้อง 

บุ๋ม ในช่วงวัยเรียน ถือเป็นนักกิจกรรมตัวยง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา ชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก เริ่มจากเล่นวอลเล่ย์บอล เป็นนักวอลเล่ย์บอลของโรงเรียน  พอมาเรียนมหาวิทยาลัย เคยเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลให้กับมหาลัย แค่ 2 ปี  พอปี 3 คัดไม่ติดเก่งไม่พอ แต่ยังอยากไปเล่นกีฬามหาลัยอยู่ เลยมองหากีฬาอื่นดู จนมาเจอเทนนิส ครูเห็นหน่วยก้านพอได้ เลยซ้อมให้อย่างหนัก  ตอนนั้นก็เล่นไม่เก่งอะไร แต่ก็ได้เป็นตัวแทนมหาลัยสมหวัง เพราะนักกีฬาใม่มี”

จบปริญญาตรี ปี 2553 เธอเริ่มก้าวเข้าสู่อาชีพประชาสัมพันธ์มาตลอดกว่า 20 ปี โดยเข้าทำงานที่ อลิอันซ์ อยุธยา เป็นที่แรกจวบจนปัจจุบัน 

แม้ช่วงหนึ่ง...เธอจะตัดสินใจลาออก เพราะถูกชวนให้ไปช่วยรันธุรกิจส่วนตัวของคนรู้จักเป็นธุรกิจจำหน่ายหินอ่อนและนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจและความไม่พร้อมของตัวเอง ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ  จึงตัดสินใจกลับเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ณ อลิอันซ์ อยุธยา สถานที่ทำงานเดิมอีกครั้ง 

“กลับเข้ามาทำงานที่นี่อีกครั้งหนึ่งและทำเรื่อยมาจนปัจจุบัน เป็นที่ที่เรารู้สึกว่า...ชีวิตดี๊ดี ทุกอย่างลงตัว”  

 

ชีวิตดี๊ดีกับงานประชาสัมพันธ์ 

เธอ เล่าถึงการทำงานในวิชาชีพการประชาสัมพันธ์ว่า “งานพีอาร์เป็นงานที่มีความหลากหลาย ภาพข้างหน้าเหมือนสวยงามแต่จริงๆ แล้ว เบื้องหลังต้องทำทุกสเต็ป 

การทำงานพีอาร์ เป็นงานที่สามารถนำไปปรับใช้ได้หลายๆ อย่างในการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับการทำโครงการอื่นๆ ที่จะมีจุดเริ่มต้นคล้ายกันต้องใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตผลงานออกมา เพียงแต่งานประชาสัมพันธ์ มีเรื่องของ connection กับสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง  แต่ละคนก็มีสไตล์ที่แตกต่างกัน เราน่าจะมีจุดเด่นตรงนี้ เพราะเป็นคนที่ชอบงานประชาสัมพันธ์ และได้ทำในสิ่งที่ชอบ 

 

 

 

อีกส่วนหนึ่งของการทำงานพีอาร์ คือ ทำให้มีโอกาสพบเพื่อนใหม่ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อาจจะเพราะบุ๋มเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย และชอบความหลากหลายของการใช้ชีวิต  ทำให้เรามีความสุขกับงาน 

และทุกครั้งที่ทำงานจะทำให้ได้รับรู้แนวคิดที่น่าสนใจของผู้บริหารหลายๆ ท่าน ที่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตที่หลากหลาย เวลาสัมภาษณ์ผู้บริหาร...จากประสบการณ์และความสำเร็จในหน้าที่การงาน  ใช้เวลาสัมภาษณ์เป็นชั่วโมง แต่ถ้าเราดึงมาปรับใช้เพียงแค่ห้าหรือสิบนาทีก็ทำให้เราได้เปรียบ เหมือนกับเรียนทางลัด ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นกำไรชีวิต ก็สะสมแนวคิดและประสบการณ์เหล่านั้น มาปรับใช้กับตัวเรา ทำให้สามารถเดินได้ถูกทาง ไม่มากหรือน้อยเกินไป ”

 

 


 

และเมื่อถามถึงความแตกต่างของสายงานประชาสัมพันธ์ในอดีตกับปัจจุบัน เธอกล่าวว่า “ พีอาร์ สมัยนี้ค่อนข้างแตกต่างจากสมัยก่อน  น้องรุ่นใหม่น่าจะทำอะไรน้อยกว่า เพราะเดิมต้องทำทุกอย่างตั้งแต่งานเอกสาร  คลิปปิ้ง  ทุกเช้าจะตัดข่าวหนังสือพิมพ์ แต่ปัจจุบันมีบริษัทที่เข้ามารับผิดชอบด้านนี้”

 


 

 

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารข้อมูลต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปและมีความก้าวหน้าอย่างมาก  ทั้งรวดเร็วและกว้างไกล สู่ยุคโลกดิจิตอล  อีกทั้งจำนวนองค์กรด้านสื่อสารมวลชนขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง นอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการรับรู้ของผู้บริโภคแล้ว ยังก่อให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้นักประชาสัมพันธ์เองก็ต้องปรับตัวหมุนตามจังหวะของงานอีกด้วย  

 

 


 

“....ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับทุกสื่อเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ขณะที่การทำงานด้านประชาสัมพันธ์ในองค์กรของเรา เป็นการผสมผสานกันระหว่างจุดแข็งของทีม รุ่นน้องจะคิดเร็ว...ทำเร็ว มีวิธีการนำเสนอที่หลากหลาย แต่ด้าน connection กับสื่อมวลชน คนรุ่นเราจะมีมากกว่าและมีความสนิทสนมมากกว่า จึงต้องทำงานอย่างผสมผสานและสอดคล้องกัน 

ซึ่ง social media สามารถช่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ได้มาก งาน online ค่อนข้างรวดเร็วและมีผลต่อการรับข่าวสารของคนทั่วไปอย่างกว้างขวางมาก แต่การนับผลงานการประชาสัมพันธ์ขององค์กรต่างๆ ยังคงมองไปที่สื่อที่เป็น printing ที่จับต้องได้ อาจเป็นเพราะ online เพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่นานมาน

 

 

ที่สำคัญ การทำงานพีอาร์จะประสบความสำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารด้วยว่า เห็นความสำคัญและมีความเข้าใจการทำงานของพีอาร์หรือไม่  บุ๋มโชคดีที่องค์กรของเราเข้าใจการทำงานของพีอาร์ ยี่สิบปีจากการทำงาน ถือว่าชีวิตการทำงานดี๊ดี  ที่อยุธยา อลิอันซ์ ทุกวันนี้ ทีมพีอาร์เราทำงานกันอย่างมีความสุข 

ก่อนหน้านี้จะประสานงานกับทางผู้สื่อข่าวสายประกัน สายเศรษฐกิจ สายการเงิน แต่ปัจจุบันทางบริษัทฯ มีการขยายกิจกรรมสู่ CSR การเดินทางท่องเที่ยว ด้านเยาวชน ด้านการศึกษาและกีฬามากขึ้น เช่น โครงการ “อลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์”

 


 

การทำงานกับสื่อมวลชน บุ๋มเน้นเรื่องต่างคนต่างวินๆ  ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อไหร่ที่สื่อต้องการข้อมูล เราพร้อม ข้อสำคัญของงานพีอาร์ คือ พนักงานระดับบน ระดับล่าง และระดับข้าง ฝ่ายต่างๆ ต้องมีความเข้าใจในงานพีอาร์ ถ้าสื่อขอข้อมูล ด่วนก็คือด่วน เพราะมีข้อกำหนดเรื่องเวลาของการปิดข่าว  สำหรับ อลิอันซ์ อยุธยา ถ้าบอกว่าเป็นงานข่าว ทุกฝ่ายจะทำให้ความสำคัญ และต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องด้วย

 


คุณบุ๋ม เล่าถึงนโยบายขององค์กรฯ ในปัจจุบันว่า “ในเรื่องของธุรกิจประกัน  องค์กรเรามุ่งเน้นในเรื่องการให้ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ไม่เน้นออมทรัพย์ จะเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในการออกผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ เพราะฉะนั้นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะเป็นแนวค่ารักษาพยาบาล คุ้มครองชีวิตมากกว่า เรื่องของอายุ เพศ aging society  เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น จะใช้ชีวิตอย่างไรให้สุขภาพดี การเตรียมพร้อม ประกันจึงออกผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น สำหรับวงการประกันแล้วคิดว่า  ยังสนุกสนาน ยังมีอะไรที่ยังทำได้อีกเยอะ”  

 

 


 

จุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ ได้สามีมาจากการแมชชิ่งโดยบังเอิญ

ชีวิตสาวนักประชาสัมพันธ์ อย่าง คุณบุ๋ม ไม่ใช่ประสบความสำเร็จเฉพาะหน้าที่การงานเท่านั้น ด้านชีวิตครอบครัวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน นับเป็นครอบครัวที่อบอุ่น สนุกสนาน และมีความสุขไม่ต่างจากการทำงาน 

เมื่อ “เอซีนิวส์” ถามถึงชีวิตครอบครัว เธอหัวเราะเสียงใส พลางเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งบุพเพอาละวาดให้เธอและสามีได้พบกันครั้งแรกเมื่อตอนที่เธออายุ  25 ปี  

 


 

“การเจอกันนี่เป็นบุพเพสันนิวาส อยู่ที่ใจวัยไม่เกี่ยว  เป็นการแนะนำจากเพื่อน ตอนนั้นอายุ 25 ทำงานพีอาร์แล้ว เลยจะมีเพื่อนรุ่นพี่เป็นพีอาร์ด้วยกัน เรียกว่าเป็นแก๊งค์นางฟ้าในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ รวมตัวกันที่เกือบ 10 สาว สวยด้วยเก่งด้วยทุกนาง ยกเว้นบุ๋มถือว่าเด็กสุด เก่งน้อยสุด แต่ความสวยไม่เคยยอมใคร เราจะนัดสังสรรค์กันประจำ สนุกทุกครั้งที่ได้เจอกัน วันหนึ่งเพื่อนรุ่นพี่ นัดสังสรรค์เพื่อจะแมชชิ่งสามีเรากับเพื่อนรุ่นพี่ในกลุ่ม ไปกันหลายคน แต่คนสำคัญดันไม่มา  ในวันนั้นตัวเองไม่เคยคิดเลยว่าจะไช่คนนี้ เรียกว่าไม่กล้าคิด มันเป็นไปไม่ได้เลยก็ว่าได้ ตอนนั้นสามีอายุ 43 อายุห่างกันเยอะแถมเป็นพ่อหม้าย เรียกว่า Hot เนื้อหอมทีเดียว ผู้ชายเปรี้ยวแห่งยุค เล่นดนตรี เป็นนักกีฬา จบนอก อารมณ์ดี ฐานะดี แต่เพลย์บอยนิ๊ดๆ (คนอื่นบอกเยอะ)  ส่วนเรายังเด็กยังไม่ได้เปรี้ยวมากเหมือนตอนนี้ เน้นไปทางเฮฮาปาร์ตี้มากกว่า

 


 

พอเพื่อนๆ รู้ว่าเขามาจีบ ทุกคนรู้สึกเป็นห่วง ที่บ้านเราก็ไม่ยอมรับ บอกว่า ไม่ไหวมั๊ง จริงๆ ตัวเองก็ไม่มั่นใจนะ  มันค่อยๆเริ่ม ชอบที่เขาสไตล์ของตัวเองไม่เหมือนใคร  ไม่มีใครเหมือน มีความมั่นใจในตัวเองสุดขีด จีบเหมือนไม่จีบ ให้อิสระไม่ตาม ไม่ตื๊อ เป็นแบบนี้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ จุดนี้ถือว่าเหมือนและคล้ายกันมาก เราต่างเชื่อมั่นในตัวเองทั้งคู่

 

 

 

คบกันนานกว่าจะตัดสินใจแต่งงานกัน ตั้งแต่อายุ 25 จนถึง 32เป็นเพราะอยากมีลูก เลยได้แต่งงาน  แต่ง 32 มีลูกตอน 33 ตอนนี้ลูก 12 แล้ว ทำให้บุ๋มเชื่อเลยเรื่องบุพเพสันนิวาส  "อยู่กันคนละที่ วัยก็ต่างกัน แต่เราคู่กัน” 

ด้วยชีวิตเปรี้ยวจี๊ดของคนสองคน แต่สามารถครองชีวิตคู่ได้อย่างลงตัว สิ่งสำคัญคือ ความเชื่อใจและให้เกียรติซึ่งกันและกัน คือความเหมือนที่ลงตัว

 


 

คุณบุ๋ม เล่าต่อว่า “วิธีมัดใจของเราทั้งคู่ก็คือ ความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา เราต่างไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง เป็นมาตั้งแต่แรกคบ จนถึงตอนนี้ ไม่มีอะไรแย่ลง มีแต่จะดีขึ้น ด้วยเพราะเรารู้จักรู้ใจกันมากขึ้น วันนี้ถือว่าเดินทางมาค่อนข้างประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ ที่ผ่านมาก็ไม่เคยทะเลาะอะไรกันมากมาย บวกกับการที่เป็นคนนิ่งๆ ไม่เคยไปหาเรื่อง เราต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เขาทำหนน้าที่สามีดูแลลูกและเราเป็นอย่างดีให้เกียรติเรา ที่สำคัญคือเขาให้อิสระเราเหมือนกับที่เราให้เขา ทั้งเรื่องงานและความเป็นส่วนตัว 

 

 

ทุกอย่างอยู่ที่ใจ บุ๋มเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง สุขหรือทุกข์อยู่ที่เรา เลยไม่ค่อยมีความทุกข์ ส่วนใหญ่ทุกอย่างพร้อมหมด ทั้งงาน เพื่อน พี่น้อง ครอบครัว ลูกก็เป็นเด็กที่มีความสุข เล่นกีฬาเหมือนกัน ชีวิตเขาก็ไม่ลำบาก เพราะพ่อเขาก็เตรียมไว้ให้ลูกเยอะแล้ว ก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่โชคดีที่เกิดมาได้เท่านี้ ความทุกข์ไม่มี มองโลกในแง่ดี โลกสวย

 


 

กับบทบาทความเป็นแม่  

แม้จะต้องอยู่ในสถานะที่รับผิดชอบหลายบทบาท ทั้งทำงาน ดูแลครอบครัว และลูกชายวัย 12 ปี ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างลงตัว และทำได้เป็นอย่างดี สิ่งสำคัญคือ การพยายามบลานซ์ทุกอย่างไม่ให้เอนเอียงไปในทิศทางใดมากจนเกินไปจนก่อให้เกิดปัญหา 

“บุ๋มจะเลี้ยงลูกแบบเพื่อน  ดูแลลูกตามสมควรเพราะชอบที่จะทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย เรียกว่า เลี้ยงลูกครึ่งหนึ่ง ทำงานครึ่งหนึ่ง จนลูกชายอายุ 7 ขวบ จึงเริ่มกลับมาเล่นเทนนิส เริ่มจากเล่น 3 วันต่อสัปดาห์  หลังจากนั้นก็เริ่มเล่นบ่อยขึ้น เพราะเล่นเทนนิสที่สนามโปโลคลับ เป็นทางผ่านระหว่างบ้านกับออฟฟิศ 

 

 

เล่นสักระยะหนึ่ง ก็เริ่มพัฒนามากขึ้น เริ่มออกแข่งบ้าง ก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมยามว่าง ไม่ได้รู้สึกว่ากินเวลาเรามาก เป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  ช้อปปิ้งก็หายไป สุขภาพก็ดีขึ้น อีกที้งสามีและลูกก็เล่นเทนนิสด้วยกัน 

ไลฟ์สไตล์บุ๋ม ตอนนี้วันธรรมดาจันทร์ถึงพฤหัส หลังเลิกงาน ส่วนใหญ่จะเล่นเทนนิสก่อนกลับบ้านทุกวัน แต่เวลาสังสรรค์กับเพื่อนๆก็ยังมี จะนัดกันเย็นวันศุกร์  แบ่งเวลาครบ เล่นก็เล่น สังสรรค์ก็สังสรรค์ ครอบครัวก็มี สนุกสนาน ค่อนข้างครบ เวลาทำงาน ก็ทำงาน เย็นก็เล่นกีฬา เสาร์ อาทิตย์ เป็นวันครอบครัว ไม่ค่อยนัดใครถ้าไม่จำเป็น จะเล่นเทนนิส ทานข้าวกับครอบครัวเป็นหลัก

 

 

ทำกับข้าว กิจกรรมสุดท้าทาย 

ด้วยบุคลิกของสาวเปรี้ยวจี๊ด รักการทำงาน รักการเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ และรักการสังสรรค์  มีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่เพราะเป็นคนที่เมื่อคิดจะทำอะไรแล้ว  จะทำด้วยความรัก เธอจะมุ่งมั่น และทำให้ดีที่สุด แม้แต่เรื่องการทำอาหาร โดยเฉพาะทำเพื่อเลี้ยงเพื่อนๆ ของสามี  ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งใหญ่ของเธอทีเดียว และสิ่งสำคัญที่เธอทำได้ เพราะ.....ความรัก 

 


 

“.....คือ บุ๋มมีพี่สาว 3 คน เราเป็นน้องคนสุดท้อง ไม่เคยทำอาหาร ทำไม่เป็นเลย พี่สาวทำหมด แต่ที่เรามาทำเพราะความรัก สามีเล่นดนตรี มีวงเป็นของตัวเอง  จะมีปาร์ตี้ ชอบสังสรรค์กันที่บ้าน เราก็พยายามทำในสิ่งที่เขาชอบ เขาชอบไข่พะโล้ สมัยเด็ก แม่บ้านซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของเขาทำให้ทาน แต่เมื่ออายุมากก็ไม่ทำให้ทาน พอรู้เราก็เริ่มทำ 

อ่านจากตำราทุกอย่าง กางตำรากันเลย วิธีต้มไข่ แกะไข่ เพราะคิดว่า ถ้าจะทำ ต้องทำให้เป็นสุดยอดของไข่พะโล้ (หัวเราะ) ทำตามทุกตำรา ตำรานี้ใส่น้ำมะพร้าว เราก็ใส่ด้วย วิธีต้มไข่นานๆ ปิดฝา เปิดฝา อะไรอ่านหมด โดยไปซื้อของมาทำเอง ไม่รู้หรอกว่า ต้องใช้เท่าไหร่ ก็คำนวณเอา อย่างหมู อยากได้ก้อนขนาดนี้ ก็ให้เขาหั่นตาม คิดเอาว่า ถ้าทำ 1 กระปุก มี ไข่ 4 ฟอง หมู 1 ชิ้น เราก็คูณเอา อยากได้ 20 กระปุกก็คูณไป ครั้งแรกทำเสร็จก็พอกินได้ แต่ต้นทุนสูง (หัวเราะ)  ทำเสร็จ ก็ใส่กระปุกเอาไว้ สามีเอาไปให้เพื่อนๆ ทาน บอก "เมียทำ เมียทำ"

 

 

 

 

พอเมนูไข่พะโล้รอด ก็เห็นว่าเขาชอบน้ำพริกลงเรือ ก็ถือว่ายากอีก แต่เป็นคนชอบทำอะไรยาก ๆ กางตำราอีกนั่นแหล่ะ ....ปลาดุกฟู ทำไงให้ฟู แต่ทุกครั้งจะมีแม่บ้านเป็นลูกมือนะคะ ตอนนี้ปาร์ตี้ที่บ้าน เมนูหลักจะต้องมีไข่พะโล้ และน้ำพริกลงเรือ เอาไปแจกเพื่อนๆ บ้าง ไปให้ใครเขาก็ว่าอร่อย เพราะเราตั้งใจทำ แต่ไม่รู้รักษาน้ำใจหรือเปล่านะคะ (หัวเราะ)   

 

 

สองเมนูที่รู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ปกติจะทำไม่เป็น ถ้าผ่านสองอย่างนี้อย่างอื่นก็ไม่ยาก  ได้พิสูจน์ให้สามีรู้แล้วว่า "ถ้าเราจะทำ...เราทำได้ อยู่ที่ว่าจะทำหรือเปล่า” 

 

              

 

เทนนิสอีกหนึ่งความท้าทายที่ประสบความสำเร็จ 

ด้วยความที่เป็นคนชอบทำในสิ่งที่ท้าทาย และมีเป้าหมายใหม่อยู่เสมอ  การทำสิ่งใดจะมุ่งมั่นและพยายามอย่างเต็มที่ กีฬาเทนนิส เคยเล่นตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและหยุดไป จนกระทั่งกลับมาจับไม้เทนนิสลงสู่คอร์ทอีกครั้งหนึ่ง นับจากเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เธอได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันกับสโมสรต่างๆ และคว้ารางวัลมาครองในที่สุด  

 

  

“การเล่นเทนนิสเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภูมิใจ จากมือธรรมดามาเป็นมือแข่งขัน ได้เห็นพัฒนาการในการเล่นค่อนข้างเยอะ  พอแข่งก็ตั้งใจซ้อม แข่งเยอะทีเดียวเกิอบทุกสนาม ทุกจังหวัด จนได้ถ้วยมาประมาณหนึ่ง ไม่มาก แต่ไม่มีที่วางแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง คือมีพัฒนาการให้ทุกคนได้เห็นและพูดถึงบ้าง  

ทุกการแข่งขันทำได้ดีขึ้น และเล่นได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แค่นี้ถือว่าประสบความสำเร็จ รางวัลที่ได้มาส่วนใหญ่ เป็นเพราะพาสเนอร์เก่ง แต่เราก็ต้องเก่งด้วยนะคะ ชอบแข่ง ปีที่ผ่านมา ลงสมัครทุกที่ ทุกสนาม ไปมาแล้วหลายจังหวัด คือพอมีการแข่งขันก็ทำให้อยากซ้อม ทำให้เรามีเป้าหมาย แทนที่จะไปช้อปปิ้ง” คุณบุ๋ม กล่าวยิ้มๆ

 


 

คำจำกัดความของผู้หญิงที่ชื่อ "สายสมร"

แม้วัยจะก้าวเข้าสู่เลขสี่นำหน้า แต่ด้วยความเป็นนักกีฬา และมีชีวิตที่สนุกสนาน เฮฮา ชื่นชอบการสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ ทำให้ผู้หญิงที่ชื่อ "สายสมร" ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยบุคลิกที่น่าสนใจและภาพลักษณ์ของสาวนักประชาสัมพันธ์เปรี้ยวจี๊ดและน่ามองตลอดมา

 

 

 

เธอ เล่าถึงการดูแลสุขภาพและผิวพรรณของตัวเองว่า “จริงๆ ไม่ค่อยได้ดูแลอะไรมากมาย แต่เป็นคนที่สนุกกับการแต่งตัวอยู่แล้ว การเล่นกีฬาช่วยได้เยอะ รวมถึงต้นทุนเราเองด้วย สูงยาว ทำให้ดูแลตัวเองนิดหน่อยก็พอ ไม่ต้องงดเรื่องอาหาร ไม่ต้องเข้าสถาบันความงาม

 

 

การแข่งเทนนิสมีผลเรื่องฝ้านิดหน่อย แต่เดี๋ยวนี้ก็มีครีมกันแดด บุคลิกหน้าตาก็มีผลต่องานพีอาร์ แต่ก็ไม่ได้ดูแลอะไรมาก รู้แต่ว่าชอบแต่งตัวให้ดูแตกต่าง แต่งได้หลายแบบ แต่ตอนนี้จะเน้นสบายๆ สปอร์ต ๆ เปรี้ยวนิด เซ๊กซี่หน่อย กีฬาทำให้เราหุ่นฟิต & เฟิร์มอยู่แล้ว 

คำจำกัดความของผู้หญิงที่ชื่อ “สายสมร” ถ้าเป็นอาหารก็เป็นอาหารที่รสชาติกลมกล่อม คนข้างนอกจะเห็นว่าเปรี้ยว แต่ตัวเองคิดว่ากลมกล่อมมากกว่า รสชาติหลากหลาย ชีวิตเป็นไปตามสเต็ป วัยไม่ได้เป็นตัวกำหนด 

 


 

คิดว่าแก่ไปก็จะใช้ชีวิตแบบนี้  มีเพื่อน เล่นกีฬา สังสรรค์ เป็นคนไม่อยู่นิ่งมากกว่า อยู่เฉยๆ ไม่เป็น ให้ไปนวดสปาครั้งละ 4-5 ชั่วโมง ไม่ไหวไม่ทำ ถึงจะชอบนวดแต่แค่ 1 ชั่วโมงพอค่ะ 

 

 

บางคนดูว่าเราเปรี้ยว แต่เป็นคนที่ไม่มีอะไร เข้ากับคนอื่นง่าย อะไรก็ได้ เป็นคนโชคดีที่ใส่เสื้อผ้าอะไรก็ได้ ไม่ยึดติด แบรนด์เนมก็มี ตลาดนัดก็มี อาหารก็เหมือนกัน กินอาหารก็ตั้งแต่ของถูกไปถึงของแพง การใช้ชีวิต ไม่ได้ติดข้างบนหรืออะไร มันได้ใช้ชีวิตทุกช่วงจังหวะ มีเพื่อนก็มีทุกระดับ ตั้งแต่จนไปจนถึงไฮโซ ทำงานก็ไม่ได้เก่งมาก แต่หน้าที่ที่รับผิดชอบก็ผ่านได้ อายุเท่านี้แล้ว ไม่ได้มุ่งเน้นความเป็นเลิศในการทำงาน แต่เน้นเรื่องการมีความสุขและมีคุณค่าเท่านั้น”

 

 

 

ก่อนจบการสนทนา เธอหันมาถาม “เอซีนิวส์” ว่า ผู้หญิงอายุ 46 เขาควรคิดอย่างไรกัน 

เธอหยุดคิดก่อนจะกล่าวท้ายที่สุดว่า  .... ไม่รู้เหมือนกันว่า ผู้หญิงอายุ 46 ควรคิดอย่างไร สำหรับบุ๋ม .. คิดเพียงว่า ชีวิตคนเรามันสั้น ได้ทำงานที่เรารักจริงๆ และบลานซ์ชีวิตให้ดี เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว

 

 


LastUpdate 11/06/2558 11:00:51 โดย :

กลับหน้าข่าวเด่น
20-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555