พัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต คนเราสามารถเพียงพอได้ ถ้าคิดจะพอเพียงจริงๆ




 
 

 
ความสำเร็จ กับ เส้นทางธรรมะ 
เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ กองบก. AC NEWS  รู้สึกภาคภูมิใจกับการได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ใจดีจาก อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต คุณพัชรา ทวีชัยวัฒนะ ผู้หญิงมากความสามารถอีกคนหนึ่ง ที่มีเรื่องราว... แนวทาง... การบริหารความคิดและบริหารจัดการชีวิตได้อย่างน่าทึ่งและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง  ....อะไรเป็นแรงผลักดันให้ผู้หญิงคนหนึ่งจากครอบครัวคนจีนมุมานะ ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สวยงามได้ขนาดนี้ 
 
ชีวิตครอบครัว
...ก่อนจะคุยกันไปถึงเรื่องงาน  AC NEWS ขอเปิดประเด็นด้วยการทำความรู้จักกับชีวิตตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์กัน 
คุณพัช เล่าให้ฟังว่า “....พัชเป็นคนกรุงเทพฯ ลูกคนจีน พ่อแม่ค้าขาย ทำธุรกิจขายเบรกรถยนต์ โรงงาน เป็นลูกคนที่ 3 ใน 6 คน  มีพี่ชาย 2 คน น้องชาย 1 คน น้องสาว 2 คน

ตั้งแต่เด็กจนถึงประถม 6 เรียนที่โรงเรียนเซนต์จอห์น  และมาต่อที่โรงเรียนสตรีวิทยา ถึง ม. 6 จบก็เอ็นทรานส์เข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ หรือ ทับแก้ว คณะ อักษรศาสตร์  เอกภาษาอังกฤษ  โทฝรั่งเศส รหัส 74 จบแต่ยังไม่ทำงานขอแม่ไปเรียนต่อ

พี่ชายเรียนที่แวนคูเวอร์ แต่ไม่ชอบเพราะรู้สึกว่าเหงาไปนิด แวนคูเวอร์เป็นเมืองที่คนเกษียณอยู่กัน แต่เราชอบความวุ่นวายของเมือง เพราะมาจากกรุงเทพฯ ก็เลือกเรียนต่อที่โตรอนโต University  of Toronto เรียนปริญญาตรีอีกใบด้านเศรษฐศาสตร์ 

ทำให้เริ่มทำงานช้ากว่าคนอื่น พัชกลับมาปี 1992 เริ่มงานแรกด้วยงานโฆษณา เป็น Account Executive บริการลูกค้าให้กับ Amex Team Advertising เป็นบริษัทโฆษณาเล็กๆ ทำอยู่ 2 ปีกว่า ก็ออกมาทำงานด้านการตลาด ที่ ฟริโต- เลย์ (ประเทศไทย) ที่ขายมันฝรั่งในประเทศไทย ทำอยู่ 3 ปีเศษ จึงย้ายไปอยู่บริษัท  Coca - Cola ไปทำงานที่ โฮจิมินห์ ประเทศเวียตนาม  1 ปี 

.....  หลังจากนั้นก็กลับมาทำงาน ที่บริษัท SC  Johnson and Son บริษัทอเมริกัน จำหน่ายน้ำยาล้างห้องน้ำ  น้ำหอมปรับอากาศ ทำอยู่  6 ปี แล้วก็มาอยู่ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ตั้งแต่ปี 1996 จนถึงปัจจุบันก็เป็นปีที่ 9 ปีแล้ว”
… “โห ... เราเจอกันมาเก้าปีแล้วเน๊อะ เร็วมาก” คุณพัช หันมากล่าวเสียงใสกับอ้อ - อัชณา จิณณวาโส บก.บห.  ที่ร่วมสนทนาในวันนี้ด้วย  
 

ชีวิตที่ทะเยอทะยานสู่ความฝัน
กำลังจะเริ่มคุยถึงการทำงาน เราเลยต้องขออนุญาตวกกลับเข้าสู่ช่วงชีวิตในความทรงจำสมัยเด็ก กันอีกครั้งก่อนที่จะเข้าสู่โหมดการทำงาน  
“....พัชเป็นเด็กที่มีความทะเยอทะยาน เติบโตมาแบบมีความฝัน มีเป้าของตัวเองโดยตลอด อาจเพราะเป็นพี่สาวคนโต ต้องดูแลน้องสามคน เพราะความเป็นลูกผู้หญิงและเป็นลูกคนจีน ทำให้ได้รับโอกาสที่ด้อยกว่าพี่ชาย เมื่อโอกาสน้อยกว่า ทำให้พยายามเยอะกว่า เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า เราก็เจ๋ง ไม่แพ้ผู้ชาย ดังนั้นจึงทำให้เป็นคนที่มุ่งมั่นตั้งใจกับทุกสิ่งที่ทำ 

ไม่ว่าจะเรื่องเรียน และการใช้ชีวิต ช่วงเรียนมัธยม เรียนห้ามตกสักวิชา แม้ว่าเลขจะเป็นวิชาที่ไม่ชอบที่สุด แต่ขอให้ได้หนึ่ง เพราะถ้าตก เขาจะเชิญคุณพ่อคุณแม่มา  กลัว ...สิ่งที่กลัวตอนนั้นคือกลัวเสียหน้า 

แต่ช่วงประถม 6  รร.เซนต์จอห์น มีอยู่ครั้งหนึ่งครูพละเข้ามาแล้วพูดอะไรไม่รู้จำไม่ได้ ไม่พอใจ เดินออกจากห้องเลย เขายังไม่ให้ออก ครูประจำชั้นให้มาขอขมา ก็เป็นความทรงจำสมัยเด็กๆ 

ในช่วงมัธยม เด็กสตรีวิทยา รู้สึกว่ามีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้นเลย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเด็กเรียนเก่ง ตอนนั้นได้เข้าไปอยู่วงดนตรีไทย เขาจะมีเครื่องเล่นให้เลือก ในห้องมี 30 กว่าคน น่าจะเป็นคนที่ 33 มาถึงโพนรำมะนาจะมี 2 ชิ้น ถ้าไม่มีใครเลือก คุณครูก็จะไม่พาไป แล้วชิ้นนี้ก็ไม่มีใครเลือก เราเลยเสียสละ ทั้ง ๆ ที่จริงๆ ไม่ได้ชอบ ปรากฏว่าตีดีค่ะ ได้เข้าไปอยู่ในวงดนตรีที่จะไปถวายพระพรทุกๆปี เราตีแต่อาจจะเป็นเพราะจังหวะนิ้วเราได้เสียงที่ถูกต้อง เวลาไปถวายพระพร ก็ไม่ต้องเรียน ได้เข้าวัง กินขนม ได้แสดงถวายพระพรพระบรมวงศานุวงศ์”  

.... พี่เป็นเด็กเรียน เป็นคนจดเลคเชอร์ของห้องก็จะถูกยืมเสมอๆ เราเด็กเรียนนะแต่ไม่เก่งเท่ากับเด็กที่ไม่ค่อยเรียนเลย(หัวเราะ) เรียนอยู่ในระดับปานกลาง  ส่วนใหญ่เฉลี่ยประมาณ 2.7 แต่เพราะว่าพี่ๆ ได้รับโอกาสไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่จบ ป. 6  ก็คิดว่าไม่เป็นไร สิ่งที่ควรทำตอนนั้นคือเอ็นทรานซ์ให้ติด สมัยนั้นการเอ็นทรานซ์ยิ่งใหญ่มาก  สามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อแม่ได้ 

ตอนนั้นเลือกภาษาเพราะชอบ เลือก จุฬา ธรรมศาสตร์  ...  และก็มาอันดับ 4 คือศิลปากร พอติดปุ๊บ แม่ไม่ให้ไปเรียน (หัวเราะ) เพราะต้องไปเรียนที่ทับแก้ว ต้องไปอยู่หอ พัชร้องไห้เป็นเผาเต่าเลย ร้องไห้ๆ แต่ตอนหลังแม่ก็ให้ไป เรียนสี่ปีชีวิต ที่นั่นเป็นอีกบรรยากาศเลย คือทับแก้วเขาโลโซมากเลย รองเท้าแตะ เสื้อยืดกางเกงเล แล้วเราก็อะไรล่ะเหมือนคุณหนู แต่จริงๆ จากเซนต์จอห์นมา สตรีวิทยาก็ปรับเรามาพอประมาณแล้วนะ เพราะสตรีวิทย์ กับเซนต์จอห์นไม่เหมือนกัน สตรีวิทย์ จะเป็นเด็กที่เรียนเก่ง ทำให้สังคมของเราคละพอสมควร พอไปศิลปากรก็จะไม่ค่อยแตกต่างเท่าไหร่ เพราะจะมีมิกซ์กัน อยู่ต่างจังหวัดก็ดีค่ะ ได้เรียนรู้อะไรที่แตกต่าง  ได้ขี่จักรยาน ไปเรียนหนังสืออยู่หอ ก็ผ่านมาได้ด้วยดี 

ตอนเรียนก็ไปค่ายอาสาชนบท  โอ้โห... อันนี้เห็นความแตกต่างชัดเจน(หัวเราะ) เพราะค่ายอาสาก็ต้องเฮ้วๆ นะ กางเกงยีนส์ เสื้อม่อฮ่อม แต่เรามาเป็นชุดเลย ที่ทำไม่ได้คืออาบน้ำ น้ำที่เขาไปอาบเป็นน้ำบ่อ น้ำแดงไม่อาบเลย ขอโทษ(หัวเราะ) น้ำขุ่นๆ สีแดง ไปช่วยสร้างโรงเรียน ก่ออิฐ ไป 2 วันไม่ได้อาบน้ำเลย ไปลองดู อยากได้ประสบการณ์ ก็ดีใจที่ได้ไป ได้เห็นความยากลำบาก 
 

ชีวิตในรั้วทับแก้ว 
คุณพัช เล่าถึงชีวิตในช่วงมหาวิทยาลัยอย่างออกอรรถรสว่า “ที่นั่นสอนความติดดิน สอนการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อน สอนว่ามีคนหลายประเภท บางคนก็เรียนอย่างเดียว บางคนกิจกรรมอย่างเดียว แต่ที่แน่ๆ ความที่เราอยู่หอ ทำให้ความสนิทสนมกับเพื่อนๆ มีมากกว่าการไปเช้าเย็นกลับ

ดังนั้นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันก็จะกินด้วยกันนอนด้วยกัน กินมาม่า ขี่จักรยานไปองค์พระ แต่จะไม่หนีเที่ยวนะคะ สิ่งหนึ่งคือคิดไว้เสมอว่าพ่อแม่ลำบาก เพื่อให้ได้เรียน ดังนั้นหน้าที่คือเรียนให้ดีที่สุด  ดังนั้นเราต้องรับปริญญาให้ได้ แค่นั้นเอง และทุกวิชาห้ามตก ก็กลายเป็นคนเดียวของบ้านที่เรียนมหาวิทยาลัยในประเทศไทย 

....อยู่หอไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะเพื่อนหอเป็นเพื่อนจากสตรีวิทย์ที่เอ็นท์ติดเข้ามาด้วยกัน  เพียงแต่ว่าอยู่คนละห้อง เห็นหน้ากันอยู่ก็จะสนิทกันเร็ว 

กลุ่ม-ก๊วนไม่มี เรียนอย่างเดียว เขาจะไปเที่ยวกันตอนกลางคืน เราก็ไม่ไป ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ ไม่ชอบความเหนื่อย ไม่ชอบเสียงดัง ไม่ชอบมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วแต่คนชอบมองว่าเป็นแบบนั้น (หัวเราะ) อยู่หอก็จะชวนเพื่อนๆ ไปองค์พระ ชอบเดินตลาด ไปหาอะไรกินกันมากว่า 

เรียนรู้อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องเงิน แม่จะให้เงินมาแต่เราจะรู้สึกว่าอยากประหยัด เขาขายกล้วยปิ้ง มันปิ้ง ข้าวเราก็ไม่กิน เพื่อนไม่มีตังค์เราก็กินกับเขา อยากรู้ว่าอยู่ได้มั๊ย มันเหมือนกับสอนเราว่า คนเราสามารถเพียงพอได้นะ ถ้าคิดจะพอเพียงจริงๆ 

ทุกครั้งที่กลับบ้านอาทิตย์ละครั้งจะแวะไปสยาม ซื้อเกาลัดมาฝากแม่  เราคิดแค่เพียงว่า รู้แต่ว่า “เขาชอบเราก็ซื้อให้แต่ไม่เคยรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกดี หลายสิบปีมาแล้วและเขายังจำได้มาถึงทุกวันนี้”


ความเฮี้ยบถูกส่งทอด 
“.....แม่ดุมาก เฮี้ยบมาก แม่ใช้ทุกไม้ที่มี หยิบอะไรได้ ฟาดเลย ไม้ขนไก่ ไม้แขวนเสื้อ แต่ต้องบอกว่าไม่ได้เป็นคนโดนคนอื่นโดนเยอะกว่า ความที่แม่มาจากครอบครัวยากจนมาก ช่วยพ่อแม่ขายของมาตั้งแต่ 9 ขวบ เขาต่อสู้มาตลอดจนกระทั่งประสบความสำเร็จ ทำให้เชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก ก็เลยเป็นเผด็จการ และเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูก และลูกต้องเชื่อฟัง ถ้าตีห้ามหนี ถ้าหนียิ่งซวย จะโดนหนักกว่าเดิม (หัวเราะ) แต่พอมาวันนี้ก็รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาจากความหวังดี

มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งสมัยเรียนประถมตอนนั้นจะสอบ  เราเห็นแม่ขึ้นข้างบนเรานึกว่าไม่ลงมาแล้ว เราก็ออกไปเล่นข้างบ้าน สรุปแม่ลงมาไม่เจอเรา ถามว่าเราไปไหนไม่ดูหนังสือ ปรากฏว่าไปดูข้างบ้านเขาเล่นพลุกลับมาเลยโดนตี  เพราะเขาอยากให้เราอ่านหนังสือ 

ทำให้ติดความเฮี้ยบมาจากแม่ เพราะตามความรู้สึกเราแม่ดุที่สุดในโลกแล้ว และตอนที่ทำธุรกิจเขาก็จะคุมคนงานหลายร้อยคน คนงานก็ผู้ชายทั้งนั้น ซึ่งก็กลัวเขานะ เวลาเดินนี่รังสีจะแผ่มาเลย ดังนั้นรังสีอำมหิตจะมาจากแม่ (หัวเราะ)  ไม่ได้มาจากใคร แต่ว่าจริงๆแล้วเราชื่นชมในตัวแม่มาก ขอแค่ให้ได้ความสำเร็จแค่ครึ่งหนึ่งของแม่ก็พอใจแล้ว ความสำเร็จในที่นี้หมายถึงวิธีการมองคน วิธีการทำธุรกิจ 

กับน้องสาว เรามีหน้าที่เลี้ยงน้องๆก็เลยโดนเหมือนกับตอนที่แม่เลี้ยงเรา เพราะเขาดื้อมาก เราก็จะใช้วิธีพูดแล้ว ดุก็แล้ว ไม่ขยับ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ก็จะโดนไม้แขวนเหมือนกัน ส่วนน้องชายคนเล็กดื้อค่ะ ดูแลเขามาตั้งแต่อนุบาล ให้ขี่หลังไปซื้อขนม สอนตั้งแต่ยังไม่ยอมเรียกพี่ จนเราบอกว่า ไม่เรียกพี่จะไม่ให้ขี่หลัง ทุกวันนี้ก็เรียก เป็นภาษาจีน เรียกแจ้”

 
สู่โหมดการทำงาน 
ทางด้านการทำงาน หลังจากอยู่กับบริษัท SC  Johnson and  Son นานถึง 6 ปี จนย้ายมาทำงานที่ อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต ตั้งแต่ปี 1996 จนถึงปัจจุบัน นับรวมแล้ว 9 ปี อย่างที่เกริ่นข้างต้น การหักเหของสายงานเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างสิ้นเชิง 

“....เราเปลี่ยนจากที่เดิม มาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นการเปลี่ยนธุรกิจไปเลย ที่เปลี่ยนเพราะเริ่มเบื่อธุรกิจ การทำธุรกิจอุปโภคบริโภค เป็นการบริการลูกค้า โฆษณาให้เขารู้ แล้วก็เปลี่ยนสินค้าไปเรื่อยๆ แต่เราอยากเรียนรู้ธุรกิจใหม่ 

บังเอิญฝ่ายบุคคลมาจาก SC Johnson เขาย้ายมาก่อน และก็ชวนเราว่าอยากลองมั๊ย ประกอบกับเจ้านายที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับนักคณิตศาสตร์ทั่วๆไป เพราะเขาจบคณิตศาสตร์ เขากำลังมองหาความแปลก ซึ่งในวงการประกันชีวิตไม่มี  พัชราจึงกลายเป็นความแปลกนั้น( หัวเราะ) ก็ลงตัวพอดี  คือไม่มีความรู้เกี่ยวกับประกันเลย สิ่งที่รู้มาคือ ความรู้เรื่องการเข้าใจลูกค้า การทำให้ลูกค้ารู้ว่า เรามีอะไรดี เสนออย่างไร เริ่มแรกทำโฆษณาให้กับสินค้าให้เข้าใจสินค้าก่อน 

คุณพัช เล่าให้เราฟังถึงงานโฆษณา ชิ้นแรกที่เธอรับผิดชอบว่า “โฆษณาแรกเลยที่ทำแล้วโดนว่าค่ะ เป็น โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ คือวิธีคิดชองเราต้องดูก่อนว่าสินค้าอะไรที่ขายไม่ค่อยได้  ซึ่งเราก็ได้คำตอบว่าเป็นสินค้าประกันชีวิตเพียวๆ ที่ไม่มีการออม สินค้าส่วนใหญ่ที่คนซื้อ คือสินค้าประเภทออมแล้วมีประกันชีวิตพ่วง ซึ่งการออมของประกันชีวิตกับธนาคารต่างกัน การออมของประกันชีวิตมีระยะเวลาการออมจะยาวกว่าไม่ควรถอนระหว่างสัญญา แต่ระหว่างทางหากเสียชีวิตจะได้เงินตามที่ระบุในกรมธรรม์  ซึ่งต่างกับประกันชีวิตเพียวๆค่าเบี้ยประกันจะถูกมาก แต่จะให้ความคุ้มครองชีวิตสูงมาก 

แต่คนไม่ค่อยทำเพราะคิดว่าตัวเองไม่ตาย ไม่ได้เห็นความสำคัญ  เราจึงหาวิธีว่าเราจะทำอย่างไรให้คนสนใจและรู้จัก จริงๆสินค้าเราดี ราคาถูกและให้ความอุ่นใจ ซึ่งถ้าเราไม่อยู่คนข้างหลังก็ไม่มีปัญหา และสิ่งที่ช่วยในการจูงใจอีกอย่างหนึ่งคือทุกวันนี้คนสนใจเรื่องการซื้อของต้องมีลดราคา จึงเอามาใช้กับสินค้าประกันชีวิต 

เราลดราคาให้ครึ่งหนึ่งปีแรก เพื่อที่จะสร้างความสนใจและเชื่อว่าเมื่อทำแล้ว โอกาสที่จะยกเลิกก็คงมีแต่ลูกค้าบางรายไม่ยกเลิกก็คงมีเหมือนกัน จึงเริ่มทำปริ๊นท์แอดทางหนังสือพิมพ์  ครีเอทีฟไอเดียก็จะเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งมีรอยฉีกและลดครึ่งราคา สรุปกระแสต่อต้านเยอะมาก ต่อต้านจากวงการประกันชีวิต 

เขาบอก เราไม่ใช่คนประกัน ไม่รู้ว่าสินค้าประกันชีวิต สูงส่ง เอามาลดราคาแบบนี้ไม่ได้  จริงๆแล้วก่อนที่เราจะทำทุกอย่างต้องผ่านกฎหมายอยู่แล้วและได้รับอนุญาตว่า สินค้าชนิดนี้ลดได้เท่าไหร่ ความใหม่ ความแตกต่างต้องมีกระแสแบบนี้อยู่แล้ว โชคดีที่เจ้านาย CEO น่ารักมาก เขาบอกว่าดี ยิ่งคนพูดถึงเยอะยิ่งรู้จักเยอะทำให้เราสบายใจขึ้น ทำงานถ้ามีหัวหน้าสนับสนุนก็จบแล้ว ที่เหลือก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

หลังจากนั้นก็ศึกษามาเรื่อยๆ ซึ่งนายให้การสนับสนุนเราทำทุกสิ่ง สนุกมากค่ะ 3 ปี ทำหนังโฆษณาไป 9 เรื่อง สมัยก่อนชื่ออยุธยา อลิอันซ์ ซีพี เวลาไปขายก็จะเหนื่อยเพราะยังไม่เป็นที่รู้จัก  

เวลาทำโฆษณาออกมาก็จะแตกต่าง สโลแกนของเรา คือ เคียงข้างทุกจังหวะชีวิต ก็จะเอาจังหวะของเพลงมาเล่น ไม่ว่าจังหวะของคุณจะเป็นแบบไหนเราก็จะอยู่เคียงข้างคุณ 

จากวันนั้นมาคนก็เริ่มรู้จักเยอะขึ้น หนังโฆษณาชิ้นที่ทำให้คนรู้จักเร็วมากชั่วข้ามคือ ประกันมะเร็ง เรานำลูกค้าที่เป็นมะเร็ง เอาเขามาพูดให้พูดจากความรู้สึก  “ไม่เป็นคุณไม่รู้หรอกว่าค่าใช้จ่ายมันเยอะขนาดไหน วันนี้คุณสุขภาพดีคุณทำเหอะ  เพราะเมื่อคุณเป็นแล้ว มีเงินเท่าไหร่คุณก็ทำไม่ได้” แค่นี้ดังระเบิดแล้วค่ะตอนนั้นสายเข้ามาจนรับไม่ทัน ขายไม่ทัน 

นับเป็นจุดเปลี่ยนของวงการประกันชีวิต เป็นเจ้าแรกในเรื่องของการโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์แล้วให้คนโทรศัพท์เข้ามา เป็นเจ้าแรกที่ทำให้รู้ว่าประกันชีวิตไม่ได้แพงมาก วันละยี่สิบบาทก็ซื้อได้แล้ว คุ้มครองโรคมะเร็ง หลังจากนั้นเป็นต้นมาคนก็เริ่มทำโฆษณาผ่านโทรทัศน์และขายผ่านโทรทัศน์”


 
มองประกันแบบองค์รวม  
แม้ความพยายามของบริษัทประกันชีวิตจะมากขนาดไหน แต่ดูเหมือนจะยังไม่สามารถทำให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญของการให้หลักประกันต่อการดำรงชีวิตสักเท่าไหร่นัก 

“.... ที่ดีใจคือ วันนี้คนไทยมีทางเลือกที่เยอะขึ้น มีความหลากหลายในแง่ของสินค้า ความหลากหลายในแง่ของราคา ดังนั้นประโยชน์อยู่ที่ลูกค้า ปัจจุบันนี้คนที่มีประกันชีวิตมีอยู่แค่ 24 % ซึ่งสัดส่วนทั่วประเทศไทย 60 กว่าล้านคนถือว่าน้อยมาก ถามว่าทำอย่างไร ที่จะให้คนมีประกันชีวิตเยอะขึ้น ก็ต้องมีความแตกต่าง มีความหลากหลาย ทุกๆ ประกันชีวิตช่วยกันในแง่ที่จะออกสินค้ามาเพื่อให้โดนใจผู้บริโภค 

เพราะแม้วันนี้ใช้ โฆษณากระตุ้นกันขนาดนี้ ประกันชีวิตก็ยังกระเตื้องช้ามาก เพราะคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า ประกันชีวิตไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรก จะเป็นสิ่งสุดท้าย  ประมาณว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา และถ้าคนที่จะซื้อก็ต้องคิดว่า คุ้มค่า 

คุณพัชพูดถึง สิ่งที่อยากทำทุกวันนี้คือ “อยากให้คนรู้สึกว่าประกันชีวิตไม่ได้เข้าใจยาก พยายามถ่ายทอดให้ข้อมูลด้วยวิธีการสื่อสารทุกสิ่ง ทุกอย่าง ให้เข้าใจง่ายที่สุด ถ้าเราใส่เขาทั้งหมด เขาเบือนหน้าหนี ขนาดตัวแทนไปขาย ยังไม่อ่านอะไรเลย บอกแต่ว่า มาจะให้เซ็นตรงไหน จบ ซึ่งมันผิด เพราะเวลาที่เกิดอะไรขึ้น คุณคือคนที่รับผิดชอบตัวเอง คุณเซ็นโดยที่คุณไม่ดู วันที่สินค้าไม่คุ้มครองคุณโทษใคร โทษตัวแทนจริงๆ ไม่ถูก คุณต่างหากที่ต้องโทษตัวคุณเอง” 

 
สินค้าช่วยเหลือสังคม 
ด้วยข้อมูลข่าวสารจากโซเชี่ยล มีเดีย ทำให้ผู้บริโภคสามารถค้นหาความรู้ด้านการประกันชีวิตได้รวดเร็วมากขึ้น แต่กระนั้น...การเติบโตในธุรกิจประกันยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า 

คุณพัชบอกกับเราอีกว่า “วันนี้อยากจะสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภค เราให้ข้อมูลทั้งก้อนเขาไม่เสพ ก็ค่อยๆให้ข้อมูล เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ต้องหาวิธี วันนี้ออนไลน์มีผลเยอะ เราใช้ทวิสเตอร์ เฟซบุ๊ค ใช้ทุกสิ่ง แต่เป้าหมาย ความฝันยังไปไม่ถึงไหน ประมาณว่าก่อนตายคงจะได้ทำอะไรที่เป็นผลจริงจัง เพราะเป็นความตั้งใจจริงๆ อยากให้คนไทยมีความคุ้มครองจริงๆ เราอยากให้คนไทยรู้สึกว่าประกันชีวิตไม่ยาก ที่จะเข้ามาเป็นเจ้าของกรมธรรม์  แต่ก็ยังไม่เลิกล้มความพยายาม 

ทุกวันนี้สังคมผู้สูงวัยเริ่มมีจำนวนมากขึ้น  ถ้าจะพูดถึงคนแก่ทุกวันนี้ก็คงจะต้องพูดถึงตัวเราที่จะต้องแก่ไปในอนาคตด้วย  คำถามคือเตรียมอะไรไว้ให้ตัวเองแล้วบ้าง เอาแค่เตรียมปัจจุบัน การดำรงชีวิตอยู่เจ็บไข้ได้ป่วย เกิดเหตุที่ต้องเข้าโรงพยาบาล มีเงินไว้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไหม?  หรือต้องเอาเงินออมออกมา ถ้าทำให้ทุกคนรู้สึกได้ว่า เงินที่มีอยู่ ออมอยู่ ไม่ควรเอามาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ควรจะจ่ายโดยบริษัทประกันชีวิต ตรงนั้นจะเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง

ถึงแม้ปัจจุบันคนจะสนใจเรื่องประกันชีวิตมากขึ้น แต่เปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่ไปไหน 10 ปีที่แล้วน่าจะสัก 20 % ซึ่งน้อยมาก จริงๆแล้วประกันชีวิตเป็นสินค้าที่ช่วยเหลือสังคม ถ้าดูแลตัวเองได้จะไม่เป็นภาระของสังคม ของรัฐบาล ประกันสังคมก็ไม่ต้องใช้ การจัดลำดับการมองของคนเราอันดับแรกมองปากท้องก่อน แล้วค่อยมองปัจจัยอื่นๆ ผ่อนรถ ผ่อนบ้านทุกอย่าง แต่ประกันชีวิตจะไว้ลำดับหลังเลยพูดยาก
 
ถ้าสมมติว่าถึงเวลาป่วย ต้องเปลี่ยนรถเป็นเงิน เปลี่ยนบ้านเป็นเงิน จะเริ่มรู้และถึงวันนั้นจะไปทำประกันก็ไม่ได้แล้ว เขาก็จะไม่รับแล้ว ดังนั้นทำตอนที่ยังไม่เป็นคือดีที่สุด แต่เปลี่ยนพฤติกรรมค่อนข้างยากเพราะคนจะมองอะไรใกล้ตัวก่อน 


มองการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตแบบมหภาค
คุณพัชมีความเห็นว่าเป้าหมายในการก้าวเดินของแต่ละคนแตกต่างกัน ความฝันของผู้บริหารหญิงท่านนี้ อาจยังเป็นเพียงแค่ความคิดคำนึง ยังไม่ได้เริ่มต้นในการก้าวเดิน แต่เธอไม่ละทิ้งความฝันและเตรียมที่จะทำให้สำเร็จแม้จะเป็นเรื่องที่ดูยากยิ่ง 

 “...สิ่งที่อยากทำและยังไม่ได้ทำ คือพัชฝันให้การเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตเป็นไปโดยรวม พัชมองเป็นมหภาค ฝันอยากให้คนไทยมีความคุ้มครอง ใส่ใจที่จะดูแลตัวเองในมุมนี้ มากกว่าจะใส่ใจที่จะดูแลตัวเองในเรื่องของการไปซื้อวัตถุเข้ามาทำให้ตัวเองมีความสุข เพราะเวลาที่เราดำรงชีวิตมีสองข้าง คือ มีกายกับมีใจ 

ถ้าบอกว่าซื้อวัตถุจะได้ชั่วคราว มีความสุขกับมันสักระยะ หลังจากนั้นก็จะมีความต้องการของใหม่ ในขณะเดียวกันใจจะสุขได้ถ้ากายไม่เจ็บป่วย นั่นคือเรื่องหนึ่ง 

กับใจจะสุขได้ถ้าสมมติว่าเรามีเพียงพอในการดูแลตัวเอง ถ้าเรารู้สึกว่าขาด ใจจะทุกข์ ซึ่งก็ทำให้กายทุกข์ไปด้วย ทุกอย่างสัมพันธ์กันไปหมด แค่อยากให้ทุกคนสร้างสมดุลในชีวิตได้ ถามตัวเองว่าอะไร เรียกว่าพอ และแบ่งมาในส่วนที่เป็นความสำคัญจริงๆ เพียงแต่ว่า ขณะนี้เรายังไม่เห็นผลกระทบของมันมากกว่า 

และสิ่งหนึ่งที่อยากทำมาก คือการได้เห็นการรวมตัวของบริษัทประกันชีวิตทุกบริษัท รวมตัวกันขึ้นมาเพื่อที่จะทำอะไรให้กับคนไทยมากขึ้นทำอะไรในที่นี้กำลังมองไปถึงกิจกรรมที่ทำให้คนรู้จักประกันชีวิตเยอะขึ้น สองทำให้คนเข้าถึงมากขึ้น สามทำให้คนซื้อมากขึ้น แต่จะเป็นอะไร อันดับแรกก็ต้องมีการมานั่งคุยกัน ทุกวัน 

อยากสร้างความแตกต่าง อยากทำอะไรที่ไม่ใช่ของเดิม วันนี้เราทำมากี่สิบปีแล้ว ถ้าทำเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ ก็จะเป็น  organic  growth ไปเรื่อยๆ อยากเห็นผลที่แตกต่าง วิธีการก็ต้องแตกต่างด้วย ถามว่าทำอะไร ไม่รู้หรอก ถามว่าเขาจะมารวมตัวกันไหม?  ก็ไม่แน่ใจ แต่เป็นแนวคิดที่อยากทำขึ้นมา ถ้าใครได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้ว อยากมาร่วมกัน มาจุดประกายได้เลย ก็ยินดีค่ะ 

บางครั้งความคิดของเราเริ่มจากเรื่องเล็กๆ แต่ต้องเริ่มก่อน ถ้ามีก้าวแรกก็จะมีก้าวต่อไป ถ้ามัวแต่คิดก็จะไม่ได้ทำ และถ้าเรารอ 24 บริษัทรวมกันคงยาก บางทีอาจมีไม่กี่บริษัทที่มีความฝันเหมือนกันก็ค่อยๆทำไปก่อน  คือพัช มองในแง่ของระดับสังคม วันนี้องค์กรทำอะไรให้กับสังคมได้บ้าง ไม่ได้มองว่าวันนี้เราขายอะไรได้บ้าง การขายเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องดำเนินการอยู่แล้ว แต่วันนี้รู้สึกว่า บริษัทใหญ่ๆมี ศักยภาพ และเชื่อว่าคนที่ทำงานมีความคิดดีๆ เยอะ พร้อมที่จะแบ่งปันพร้อมที่จะให้ ถ้าเราต่างคนต่างให้ก็จะมีคนละมุมมอง ถ้าคุยกันก็จะรู้ว่า จะทำอะไรได้อีกบ้าง ตรงนี้ก็เป็นฝันที่อยากจะเห็นแต่ยังไม่ได้ทำและยังไม่ได้เริ่ม ยังไม่ได้เดินขั้นที่ 1 เผอิญเราเป็นบริษัทเล็กๆ ต้องคุยกันนอกรอบ”


 
การดำเนินชีวิตกับการปฏิบัติธรรม 
จากการสนทนากับคุณพัชรานานนับชั่วโมง ทำให้รับรู้ว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้การดำรงชีวิตของเธออยู่ในแบบที่ระมัดระวังและมีความสุขอย่างมีสติ  เมื่อมีโอกาสเธอจะใช้วิธีสัมผัสโลกทางธรรม ซึ่งพลิกวิธีคิดและพลิกชีวิตของเธอสู่ความสงบได้จนทุกวันนี้ 

“... ความที่คุณแม่ดุมาก เรามีน้อง ก็เลยเป็นคนดุด้วย ถึงตอนทำงานก็เช่นกัน เมื่อก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่นี่เป็นคนดุกว่านี้เยอะมาก แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะปฏิบัติธรรม 

..... เริ่มต้นการปฏิบัติธรรมมาจากความทุกข์  ทุกข์ที่ไม่ได้ในสิ่งที่ฝัน เพราะเรามีความทะยาน จะมีเป้าว่าเมื่อไหร่ จะต้องถึงตรงนี้ เกี่ยวกับเรื่องงาน ไม่ได้เกี่ยวกับความรัก ต้องบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพัชในการทำงานคือ การยอมรับ จากเจ้านาย คนที่อยู่สูงกว่าเรา พัชได้มาตลอด แล้ววันหนึ่งที่เราได้รับการยอมรับน้อยลงและไม่ได้จากคนที่อยากได้ ประกอบกับงานไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังเรารู้สึกทุกข์ ตอนนั้นน่าจะสิบกว่าปีมาแล้วก่อนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เขาทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีทางออก ไปพักร้อนก็ไม่ดีขึ้น กลับมาก็เหมือนเดิม พอดีช่วงนั้นการปฏิบัติธรรมดังมาก มีคนพูดถึงเยอะ ก็เข้าไปดูในอินเทอร์เน็ต ยุวพุทธ เขาดังสุด ตอนนั้นราวเดือนเมษายน ปี 2548 ยุวพุทธสำหรับเยาวชน  เราอยากเข้าไปร่วมด้วยก็เลยถามเพื่อน พอดีมีเพื่อนที่เพื่อนของเขาไปปฏิบัติธรรม ก็เลยแนะนำให้สมัครไปที่ปราจีนบุรี “โกเอนก้า” เป็นอาจารย์ที่เป็นชาวอินเดียที่เติบโตในพม่า ได้รับวิธีการปฏิบัติจากอาจารย์ของท่านที่พม่าแล้วก็มาเผยแพร่ 


ตอนนี้ในไทยก็มีเก้าศูนย์แล้ว ใช้ชื่อ ศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน สอนโดยท่านอาจารย์  โกเอนก้า แต่ที่ปราจีนบุรีเต็ม พัชเลยไปที่สุพรรณบุรีเป็นครั้งแรกของการปฏิบัติเลย ไม่เคยมีความรู้ใดๆ ก่อนหน้านี้ไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะ ใครให้มาก็หยิบเข้าลิ้นชัก ไม่เคยรู้สึกว่า มันเกี่ยวกับเรา แต่วันนั้นเป็นวันที่รู้สึกว่า เราต้องการอะไรที่มาทำให้เราไม่ทุกข์ ใจ เลยเปิดรับ มาเลยอะไรก็ได้ ฉันพร้อม (หัวเราะ)

... เข้าไป เป็นลักษณะปิดวาจาสิบวัน มือถือเก็บ ไม่ต้องแต่งชุดขาว แต่ห้ามขาสั้นห้ามแขนกกุด สามวันแรก เขาจะให้เราดูลมหายใจ เขาเรียกว่า อานาปานะสติ ดูลมหายใจ 

การดูลมหายใจนี้ทำให้สติอยู่กับตัว ถามว่าทำไมดูลมหายใจ  คนอื่นบริกรรมแต่ของพระอาจารย์จะสอนให้อยู่กับความเป็นจริง อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ลมหายใจนี่แหล่ะ จริงที่สุดแล้ว ให้ดูมันเข้าออก 

ปกติเราคอนโทรลไม่ได้นะ เป็นการฝึกให้สติ จิตนิ่งสามวัน พอจิตนิ่งปุ๊บ วันที่สี่จะให้เราเคลื่อนจิตเอามาอยู่ตรงจิตสูงสุดของกระหม่อมและให้นิ่งอยู่อย่างนั้น แล้วสังเกตว่าเรารู้สึกอะไร 

นั่งสมาธิ วันละ 11 ชั่วโมง จิตนิ่งปุ๊บ จะสังเกตได้ว่ามีความรู้สึก เขาจะให้สังเกตความรู้สึกเช่นนี้ทั่วร่าง 
สิบวัน แค่นี้ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ทำเพื่อการที่รู้ว่า แต่ละจุดที่เคลื่อนไป เกิดความรู้สึกอะไร มันคือความจริงที่เกิดขึ้น เป็นความจริงที่บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่เที่ยง แต่ถ้าเราดูแล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของมัน มันเกิดแล้วมันดับและเป็นสิ่งที่คอนโทรลไม่ได้ เป็นเครื่องมือในการบอกว่า ชีวิตเรา เราควบคุมไม่ได้ เป็นธรรมชาติ เป็นการประกอบกันของดินน้ำลมไฟ การอยู่ชั่วคราว ดังนั้นแค่บอกว่า แล้วเราจะยึดไปเพื่ออะไร แค่นี้เองหลักการ” 


มหัศจรรย์แห่งชีวิต 
“การไม่พูด 10 วัน สิ่งหนึ่งที่ได้คือไม่เคยคิดว่า จะพูดกับตัวเองเยอะขนาดนี้ ตื่นตี 4 ปฏิบัติถึง 6 โมง เสร็จแล้ว ปฏิบัติอีกทีคือ 8 .00 ถึง 11.00 ทานข้าวเที่ยง ปฏิบัติอีกที 13.00 – 17.00  ดื่มน้ำปานะ คือน้ำผลไม้ที่ไม่มีกาก 

18.00 – 19.00  ปฏิบัติต่ออีก 1 ชั่วโมง 19.00 – 20.00 คือธรรมะบรรยาย จะมีเสียงท่านอาจารย์มาบรรยาย ฟังได้ทุกภาษา การสอนตลอดทั้งวันเป็นสองภาษา ภาษาอังกฤษ แล้วแปลเป็นภาษาไทย 

10 วันนั้น ให้อะไรกับเราเยอะมาก เป็นสิบวันมหัศจรรย์แห่งชีวิต เปลี่ยนวิธีคิด  อันดับแรกคือ นิ่งมากหรือสงบมาก เวลานั่งจะฟุ้ง คิดมี 2 อย่างคือ อดีตกับอนาคต ไม่อยากเชื่อเลยว่าอดีตที่ไกลโพ้นจะผุดขึ้นมาในหัวได้ คุยกับตัวเองเยอะมาก 

สิ่งที่เปิดใจของตัวเองหลังจาก 10 วันคือการเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง กับคนที่เรารู้จักหรือคนที่ทำงานด้วย ในเรื่องของการตัดสิน เดิมวิธีการตัดสิน คือเจอหน้ากัน เมื่อมีการตัดสินจะมีปฏิกิริยาในการตัดสินนั้น ถ้าไม่ชอบคนๆนั้นจะเกิดความไม่พอใจ ปฏิกิริยาก็จะไม่พอใจ 

มุมมองที่เปลี่ยนไปในวันนั้นคือแทนที่จะมองด้านเดียว เหมือนกับเปิดอีกมุมหนึ่ง ว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่เราเห็น มีมุมอื่นที่ยังไม่เห็น ดังนั้นสิ่งที่คุณให้คือให้โอกาส คือไม่ใช่การตัดสินในวันนั้น แต่จะมีโอกาสที่เปิดขึ้น เพื่อที่จะยอมรับบางสิ่งบางอย่างที่บางทีแก้ไขไม่ได้ ถ้าบอกว่าวันนี้ผลเป็นอย่างนี้ สมัยก่อนจะบอกว่าเธอผิด แต่วันนี้จะบอกว่าโอเค ไหนลองเล่าให้ฟังซิ เขาอาจจะบอกว่าอ๋อ จะมีเหตุการณ์ 1...2...3...4...5 ที่คอนโทรลไม่ได้ ทำให้เห็นว่า ไม่ใช่เขาคนเดียวที่ผิด แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนจะตัดสินเขาไปเรียบร้อยแล้ว

งานคือชีวิตของพัช  มีอัตตา มีความเชื่อมั่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมาจากพัช ต้องดีที่สุด ห้ามพลาด ที่ผ่านมาเลยเป็นชีวิตที่เครียดมาก เพราะเราเป๊ะ กลายเป็นว่า ทุกอย่าง พัชต้องเอามาทำเอง เอาทุกอย่างเข้ามาที่ตัวเรา 

จากสิบวัน วันนั้น อาจารย์บอกว่าทุกคนที่มาเข้าคอร์ส ควรจะปฏิบัติทุกวัน เช้าและเย็น 1 ชั่วโมง ก็ตั้ง ปณิธานเอาไว้ว่า ถ้าเราไม่ได้ทำ เราจะไม่กลับมาอีก เพราะว่า อาจารย์จะกลับมาปีละครั้ง เราเชื่อในเรื่องของความต่อเนื่อง ไม่เชื่อเรื่องของการนานๆที เผอิญชอบเลยทำเองทำมาทุกวันจนวันนี้ 
ตลอดสิบปีที่ทำมา 365 วัน ถ้าจะพลาดน่าจะไม่เกิน 10 วัน นั่นคือความตั้งใจ มันเป็นความชอบ เรารักมันมาก เราเห็นความสำคัญ สำหรับเรามีค่ามากจนไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป ทำให้เปลี่ยนมุมมองในการดูคน 

ต่อมาสิ่งแรก คือการให้อภัย รู้สึกว่าทุกข์ตอนเดินเข้ามา ทุกข์ต้องมีคนที่ทำให้ทุกข์ ก็จะไม่พอใจ มีความรู้สึกเคียดแค้นต่อคนที่ทำให้ทุกข์ แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าอภัยให้เขาเถอะ 

แต่ตอนนั้นการให้อภัย ต้องยอมรับว่ากว่าจะอภัยให้คนๆนั้นได้ใช้เวลาสองปี แม้จะไม่เจอกันอีกแล้วก็ตาม ออกจากเขามาแล้ว แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่ดียังติดอยู่ วันนี้รู้สึกว่าให้อภัยเขาได้จริงๆ เพราะธรรมะช่วยขัดเกลาเรา 

ทุกวันของการปฏิบัติเปลี่ยนเราเป็น ออโตเมติก อาจารย์สอนเป็นธรรมะบรรยายว่าไม่ต้องสนใจว่า ผลจะเป็นอย่างไรต่อการปฏิบัติ ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ธรรมะจะส่งผลเอง เวลาที่เกิดอะไรแบบนี้เราจะเข้าใจ 

พอให้อภัยได้มันเบาก็เลยเหมือนกับระหว่างทางมีหลายอย่างมากที่มาบอกว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต เช่นการหยุดตัวเอง การเห็นตัวเองระหว่างที่โกรธ จะเห็นว่าหยุดอย่างไร เห็นขั้นตอนและปฏิกิริยาที่ทำไป 

เช่น มีเมลล์หนึ่งส่งมา เห็นแล้วปรี๊ดเลย สามารถมองเห็นความร้อนของใบหน้าและควัน อุณหภูมิจากร่างกาย(หัวเราะ)  พอเห็นตรงนั้นปุ๊บ ก็หยุดได้ มีสติ แล้วก็เริ่มคลายว่า นี่แหล่ะคือความไม่เที่ยง ทุกอย่างเกิดขึ้น ดับไป เพียงแต่ใช้เวลา รอดูมันคลาย เดี๋ยวอารมณ์ก็ลงเรื่อยๆ แต่ลงไม่หมด ตอบเมลล์กลับอยู่ดี ทั้งๆที่รู้  แต่ตอบเมลล์กลับอ่อนลงกว่าอารมณ์แรก พอความโกรธคลาย ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้น 

พัชเป็นคนที่ทะเยอทะยาน ต้องดีต้องเด่นเป๊ะ อยากจะเป็นนักเรียนดีเด่น การปฏิบัติก็ต้องดีที่สุด หนึ่งเรานั่ง เราต้องพยายามดูความรู้สึกของร่างกายให้ได้ตลอดชั่วโมง จิตมีหน้าที่ฟุ้ง คิด ต้องดึงกลับมา ช่วงนี้ยากมากเพราะไม่ชิน จิตก็เพลินไป นี่คือการพัฒนาการ มองดูว่าวันนี้ดีขึ้นไหม แต่สิ่งหนี่งคือต้องวางอุเบกขาให้ได้ คือเฉย ไม่โกรธ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่สิ่งที่เราปฏิบัติ เช่น ฟุ้งปุ๊บไม่ก็โกรธตัวเอง หรือรับไม่ได้ อันนี้ผิด 

การวางเฉยคือหัวใจ เวลาปฏิบัตินั่งก็ต้องดูว่าทำได้มั๊ย จิตวิ่งไปดีใจหรือเสียใจกับสิ่งที่ปฏิบัติได้รึเปล่า อันนี้เป็นพัฒนาการทางด้านนี้  ทางโลกทำให้ รู้สึกเย็นลง สบายใจขึ้น รู้สึกได้ถึงตัวเองที่อยากให้กับผู้อื่นมากขึ้น เลยเป็นคำพูดของคำว่า มีเมตตามากขึ้น 

ทุกสิ่งอย่างเป็นออโตเมติกไม่ได้พยายามทำแต่สนุกกับชีวิตมากขึ้น ชีวิตเบาขึ้น สบายขึ้น ไม่เครียดแต่ความเป็นตัวตนของเรายังอยู่  ในแง่ของสแตนดาร์ดการทำงานยังอยู่ เพียงแต่ไม่เดี๋ยวนั้น ไม่ใช่ต้องตอนนั้น มีช่องว่างของการให้อภัยมากขึ้น สมัยก่อนช่องนี้จะสั้นหรือแทบไม่มี ตอนนี้ช่องว่างของการให้อภัยคนอื่นมากขึ้น”


 
มุมมองในการทำงาน 
 “....สำหรับตัวเองทุกนาทีของชีวิต คือ การทำสิ่งที่ดีที่สุด จะบอกทุกคนเสมอว่า ถ้านาทีถัดไปหมดลมจะไม่มีการเสียใจกับทุกสิ่งที่เกิดมาในชีวิตหรือทุกสิ่งที่ได้ทำ เพราะทำดีที่สุดแล้ว ได้แค่นี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด 

มุมมองในการทำงานของพัช เรามองว่าคนเราต้องทำงานด้วยความรัก ถ้ามีความรัก จะเกิดผลที่ดีเอง ไม่ใช่ทำงานด้วยเงินหรือหน้าที่ แต่ทำงานเพราะอยากทำ อยากให้เกิดอะไรขึ้นสักอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่แค่เงิน 

เพราะอยู่ในธุรกิจใดก็ตามหากว่ามีลูกจ้างที่มี passion  คือเมื่อเขาได้ทำงานแล้วจะรู้สึกมีความสุข เพราะเขาทำงานจากใจ นับว่าโชคดี เพราะเราเป็นคนทำงานด้วยใจ คือทำให้มันเกินร้อย ไม่มีต่ำกว่าร้อย

แม่เคยพูดว่า ใครจ้างเรานี่คุ้มเน๊อะ เพราะจะเต็มที่กับทุกสิ่งจริงๆ และต้องรู้ให้ได้ทุกอย่างใน area ที่ชอบ มันเหมือนกับคุณภาพด้วย ดังนั้นรักในสิ่งที่ทำ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะวันนี้จะเป็นอดีตที่ดีและจะเป็นพื้นฐานของอนาคตที่ใช่”


 
ความรัก 
และเมื่อถามถึงความรัก คุณพัช เล่าว่า”....เรื่องความรัก เคยมี รักคนอื่นแต่เขาไม่รักเรา เราก็ไม่ทำยังไง ตอนนั้นช่วงเรียนอยู่เมืองนอก เขาเป็นเพื่อนพี่ชาย เป็นคนเกาหลีเติบโตในแคนาดา เขาดูแลเรา เราก็อยากจะติดกับใครสักคนหนึ่ง แต่เขามีแฟนแล้ว(หัวเราะ) แฟนเขาสวยระดับนางงามทั้งนั้น 
ก็แค่แอบรักเขาเฉยๆ อะไรประมาณนั้น แต่แปลกนะแค่แอบรักทำไม เฮิร์ทได้นะ เห็นเขาอยู่ในห้องสมุดกับคนอื่น ก็เสียใจ แปลกมากเลย ทั้งที่เขาไม่ได้มารู้เรื่องอะไร คนเรานี่จิตไปได้จริงๆ  (หัวเราะ) 

ตอนนั้นเป็นความรักของเด็กๆ รู้อยู่แล้ว แค่เพ้อฝันเหมือนกับปลื้มดารา แต่ที่แปลกคือไม่เข้าใจว่าทำไมเจ็บ ไม่เข้าใจ แต่ก็เป็นแค่ moment นั้น ก็ไม่มีแล้ว 

หลังจากนั้นกลับมาเมืองไทย เป็นคนที่มุ่งมั่นในงานมาก ไม่มีเวลา พัชเป็นคนที่มีมาตรฐานสูง เคยมีแฟนเพื่อน  รู้จักกันตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัย แต่พอเพื่อนเราไปแต่งงานกับคนอื่น ก็ไปเจอกันในงานแต่ง เขามาจีบเรา โทรมาที่ออฟฟิศ เราก็แบบว่ารำคาญ เป็นคนที่ตรง เวลาพูดนี่คนคงคิดว่าไม่รักษาน้ำใจ โทรมาคุยเล่น ก็บอกเขาไปว่าไม่มีอะไรทำเหรอ  จากวันนั้นถึงวันนี้ไม่มีอีกเลย ( หัวเราะ) 

คือชอบที่เคลียร์ชัด ชัดเจน ไม่ชอบคนพูดมาก บุคลิกเราด้วย คนเห็นหน้าก็กลัวจะตายอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่สามารถที่จะมาคุยกับเราได้ก็จบ คือเรื่องความรักไม่ได้เป็นส่วนสำคัญในชีวิต ก็เลยไม่ได้ให้เวลากับมัน เป้าของเราคือจุดสูงสุดของงาน คือตำแหน่งหน้าที่การงาน 

ถามว่าอยากสูงขึ้นไปอีกแค่ไหน หน้าที่การงานตรงนี้ก็สูงแล้ว ไม่อยากเป็น CEO การเป็นตรงนั้นต้องอาศัยหลายอย่าง  การเป็นคนที่สูงที่สุดของบริษัท คุณต้องมีคุณสมบัติในเรื่องของมนุษย์สัมพันธ์ เราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นแบบนั้น และไม่ได้รู้สึกว่าอยากเป็น 

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่คิดว่าพัชชอบสังคม แต่จริงๆ ชอบอยู่เงียบๆ  ปฏิบัติธรรม ทำงานเสร็จกลับบ้าน แต่ทุกวันนี้เราต้องออกสังคม แต่ทำงานเสร็จกลับบ้าน หลังจากนี้อย่ายุ่งกับฉัน ถ้าคุณอยู่จุดสูงสุด ต้องพบปะ กินเลี้ยงต้องสนุก มีอะไรอีกเยอะ ไม่เอาหรอก ไม่ไหว ทุกวันนี้ทำงานเสร็จกลับบ้าน 
ชีวิตพอกลับคอนโด ก็อาบน้ำปฏิบัติธรรมแล้วก็นอน มีแค่นี้หนังสือแทบไม่มีเวลาอ่าน แต่จะเล่นเฟซเยอะ ตอนเช้าตื่นมาฟังธรรม เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง โด่งดังในเรื่องของการเผยแพร่พุทธวจน  เป็นรูปแรกในประเทศไทยและในโลกที่พูดถึงเรื่องพุทธวจน คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสล้วนๆ ไม่มีคำอื่นใดปน พูดถึงไตรปิฎกมาหลายปี ต้องศึกษาว่า พระพุทธเจ้าตรัสอะไร แล้วไปดึงออกมา เอาให้เป็นของแท้ ทำให้ได้ความรู้เยอะ ไม่ได้ฟังแล้วคิดถึง ต้องเปิดทุกครั้ง 

เราจะสมหวังทางโลกได้ ต้องสั่งสม สุตะ คือการฟัง มีศรัทธา จาคะ การบริจาค ถ้ามีครบ คิดอะไรก็สมหวัง นี่กำลังรออยู่ (หัวเราะ) เชื่ออย่างหนึ่งว่า การปฏิบัติธรรมทำให้ชีวิตการทำงานที่ผ่านมาราบรื่น  เจ้านายน่ารักทุกคน ไม่ว่าจะมีใครก็ตามที่เข้ามา ลูกน้องก็ดีหมด เวลาที่ทำบุญจะดึงคนที่มีบุญเสมอกันหรือคนที่ชอบในแนวทางเดียวกันเข้ามาด้วย ก็เชื่ออย่างนั้น ลูกน้องก็เหมือนกับชอบที่จะฟังเรื่องพวกนี้ มีปฏิบัติด้วย และก็ให้ลูกน้องปฏิบัติธรรมได้โดยไม่หักวันลา ไปที่ไหนก็ได้ ถ้าเขาอยากจะลอง 

สิบวันก็ไม่มีปัญหา จะสนับสนุน เชื่อในเรื่องของการสร้างสมดุลระหว่างใจกับกาย พัชไม่เชื่อในเรื่องของโลกธรรมทางโลกอย่างเดียว เชื่อโลกธรรมแปด มีสุขมีทุกข์ อยากได้อย่างเดียวมันไม่ได้หรอก ลาภมีก็เสื่อม มียศก็มีเสื่อม มีสรรเสริญ มีนินทา คือโลกธรรมแปดที่อยู่กัน ดังนั้นต้องบลานซ์ให้ได้ 

ถ้าใจสบาย ทุกอย่างจะดี ถ้าใจป่วยทุกอย่างจะป่วยหมด จะเริ่มกระทบจากกายก่อนและก็คนรอบข้าง ตัวเราต้องดูแลตัวเราให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นใจ หรือกาย จะได้ไม่ทำให้คนรอบข้างมีปัญหา” 

คุณพัช เล่าถึงหลักการในการใช้ชีวิตว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะเชื่อว่าปฏิบัติมรณานุสติ ในนาทีถัดไปอาจจะไม่มีเรา ดังนั้นจะไม่เสียใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น นาทีนี้ต้องเป็นนาทีที่ดีที่สุดคืออะไรก็ให้ที่สุด แล้ว ไม่ต้องเสียใจเลย ไม่มีคำว่า รู้งี้ มีแต่รู้เดี๋ยวนี้ รู้อะไรก็ทำอย่างนั้น 

อยากแนะนำ... ถ้ายังไม่ได้เริ่ม เริ่มเถอะค่ะเพราะเวลาของเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หมด อยากให้ทุกคนที่เป็นมนุษย์สั่งสมบุญเป็นสิ่งเดียวที่เราเอาไปได้ การเกิดเป็นมนุษย์ยากมาก มนุษย์มีบุญกว่าเทวดา ตรงที่สามารถปฏิบัติธรรมได้ เทวดาปฏิบัติธรรมไม่ได้ และเทวดาก็ต้องลงมาเกิดอีก 
เป้าหมายของพัชไม่เกิดแล้ว ขอนิพพานอย่างเดียว ทุกวันนี้มุ่งมั่นตั้งใจมาก เป้าสูงสุดคืออรหันต์ ทำไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ถึงก็ไปถึงอานาคามีอริยบุคคลอีกขั้นหนึ่ง 

อริยบุคคลมีโสดาบัน สกทาคามี  อนาคามี และ อรหันต์ โสดาบันมนุษย์ที่ใฝ่ธรรมเรียนรู้มากกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่ยังละกิเลสไม่ได้แต่ดีขึ้นกว่ามนุษย์ สกทาคามี ดีขึ้นอีกนิดหนึ่ง ถัดมาก็เป็น อนาคามี และอรหันต์ จากที่เคยฟัง มีคนบอกว่า โสดาบัน อาจจะแตะนิพพานนิดหนึ่ง แปลว่า คนเป็นมนุษย์ก็นิพพานได้ นิพพานคือช่วงระหว่างกลาง ของการไม่คิด ธรรมดาเราอยู่ในลมหายใจ เราก็คิดก็ไป ไม่คิดมันก็มา มันจะมีนิพพาน ความดับไม่เหลือของอะไรเลย ดับหมด ตา หู จมูก ลิ้น เป็นช่วงว่าง เขาบอกกันแบบนี้ 
     
อรหันต์ การันตีว่าไม่ต้องเกิดแล้ว แต่อรหันต์ยังเป็นมนุษย์รับรู้ทุกสิ่ง แต่ไม่กระเทือนเลย เมื่อเราเกิดความรู้สึก จากสัมผัส ตากระทบรูปรู้สึก พอเวทนาแล้วเกิดตัณหา เกิดความอยาก อยากยึดคืออุปาทาน ถ้าตัดตรงไหน ตัดได้ก็ช่วยได้เยอะ 

ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสัมผัสและทำให้เกิดความรู้สึก ตัดวงจรนี้ไ ด้ไม่ต้องเกิดแล้ว แต่พวกเราตัดไม่ได้ เราเดินห้าง ตาสัมผัส 80 % สมองสั่งเข้าไป เจอกระเป๋าสวย เกิดตัณหา ความอยาก  อยากได้ จ่ายตังค์ เป็นของเราก็จะเวียนว่ายอยู่อย่างนี้ 

ไปยึดทำไม ไปพอใจทำไม ถ้าตัดได้ก็คือจบ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นวิทยาศาสตร์มาก ลองหาที่ปฏิบัติที่ชอบดู ธรรมะคือสุดยอดที่มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ ถ้ามีคนเอาเงินมากองให้ตรงหน้าเต็มห้องนี้เลยนะ ให้เลิกปฏิบัติธรรม พัชไม่เลิกและไม่แลกด้วย มันไม่สามารถประเมินค่าได้ และของแบบนี้ถ้าไม่ทำเองก็ไม่รู้ 

อาจถามว่า ทำไมถึงพูดขนาดนี้ อยากบอกว่า ประโยชน์ของมันยิ่งใหญ่จริงๆ จนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่อยากให้ลอง บางคนบอกว่า น้อยวันได้มั้ย ตอนนี้ก็แนะนำเพื่อน ลูกน้อง ที่บ้าน ยี่สิบกว่าคนให้ไป เราแนะนำก้าวแรก ก้าวต่อไปอยู่ที่เขาแล้ว แต่อยากให้ลองสักครั้ง 

อยากจะบอกว่า โชคดีที่เกิดมาในประเทศที่มีพระพุทธศาสนา ไม่อยากให้เสียชาติเกิด ให้ลองศึกษา ไม่ต้องเชื่อ ศึกษาแล้วปฏิบัติ ศึกษาในที่นี้ไม่ใช่การอ่าน แต่ต้องไปปฏิบัติ 

เคยได้ยินไหมว่าคนนี้รู้เยอะมากแต่ทำไม่ได้ เพราะแค่รู้ ไม่ได้เอามาฝึก เพราะฉะนั้นต้องฝึก ปฏิบัติแล้วถึงจะรู้แจ้ง ขอเชิญชวน ธรรมะคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ตอนนี้ธรรมะน่าจะรุ่งเรืองที่สุดถึงมีคนปฏิบัติเยอะมาก และถ้าไม่ดีทำไมคนถึงปฏิบัติเยอะ ต้องมีเหตุผลของมัน ไม่มีเหตุบังเอิญแน่ๆ ทุกสิ่งอย่างจะมีเวลา ช่วงนี้เป็นจุดของความรุ่งเรืองของพุทธศาสนา 


คำจำกัดความของผู้หญิงที่ชื่อพัชรา  
เธอให้คำจำกัดความในตัวตนขอเธอว่า “...เป็นคนตรง ไม่ไร้สาระ จริงจัง ถ้าเป็นเส้นกราฟ ชีวิตพัชจะเป็นเส้นตรงมากเลยไม่หวือหวา บางคนว่าน่าเบื่อด้วยซ้ำ แต่เราชอบแบบนี้ มีคนบอกว่าทำไม ไม่เปิดใจรับแบบอื่นบ้าง  ก็บอกเขาว่า ฉันชอบแบบนี้ ทำไมฉันต้องไปเสียเวลากับอย่างอื่น 

อาจารย์เคยสอนว่า ถ้าจะปฏิบัติธรรมช่วงแรกอยากจะลองหลายสำนักก็ได้ แต่คุณต้องมีเวลาของคุณว่าจะตัดสินใจเมื่อไหร่ เพราะนั่นหมายถึงเวลาที่จะพัฒนาตัวคุณน้อยลงไปเรื่อยๆ  ตรงนี้รู้สึกว่าเป็นทางของพัช แน่วแน่ มั่นคง ไม่หวั่นไหว วันนี้อยู่ในโหมดของการแบ่งปันแล้ว เลยไม่รู้ว่าเป็นเพราะวัยรึเปล่า แก่ได้ที่ (หัวเราะ) 

อยากเผยแผ่ธรรมะ อยากสร้างศูนย์ฯให้คนชราอยู่ มีกิจกรรมให้เขาทำ คนชรานี่คืออย่างพวกเราที่จะชราในอนาคต แต่ต้องมีความชอบเหมือนกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ดูแลซึ่งกันและกัน มีการดูแลสุขภาพอนามัย 

ปัจจุบันคนโสดเยอะ จะอยู่ยังไง ต้องอยู่ด้วยกัน เป็น ชุมชนหรือ community  ต้องมีหมอ มีพยาบาล เป็นสถานที่สำหรับคนแก่ อยู่กันไปจนต้องทำศพกัน มีกิจกรรมปฏิบัติธรรม ฝึกสมอง มีคนมาดูแลคนแก่ ทุกกิจกรรมต้องดูว่า ช่วยด้านไหนบ้าง ฝึกสมอง สายตา entertain ออกกำลังกายบ่อยๆ 
ส่วนตัวเองตอนนี้กำลังมุ่งมั่น เปิด you tube ของจิลเลี่ยน Cardio กับ app 30 นาทีทุกวัน  เราอยากมีซิกแพค จะไปถึงหรือเปล่าไม่รู้ เพิ่งจริงจังเองแต่เล่นบ้างไม่เล่นบ้างมาเป็นปีแล้ว 

ตอนนี้เปลี่ยนใหม่ เริ่มจริงจังทุกวัน อยากพิสูจน์ด้วยว่า 6 อาทิตย์จริงมั๊ย ผสมกับการควบคุมอาหาร  อาศัยแรงใจมาก เพราะเหนื่อยมาก คือไม่รู้จะรอดไหม ( หัวเราะ) เคยลองโยคะมาแต่ตอนนี้ขอเอาอันนี้ก่อน เชื่อว่าอยู่ที่ Commitment เรา ถ้าเราไม่ตั้งใจจะเสียตังค์ฟรี

ปกติวันเสาร์ – อาทิตย์จะกลับบ้านไปนอนกับแม่ อยู่บ้านไปกับน้อง ช้อปปิ้ง กินข้าว ดูหนัง ไม่เล่นดนตรี ไม่ฟังเพลง ชีวิตไม่มีอะไรหรอก เที่ยวก็ไม่ เวลาไปปฏิบัติธรรมก็หมดแล้ว 

เรื่องเดินทางท่องเที่ยว ต้องแบ่งวัน นั่นหมายถึงว่า ปีนั้นจะได้ปฏิบัติธรรมจะเหลือวันลาบ้างก็จะได้ไปเที่ยวเมืองนอกบ้าง ต้องแบ่งกับการเข้าปฏิบัติธรรม ถ้าสามสิบวันก็จบเลยปีนั้นไม่ได้ไปไหนแล้ว 

แต่ที่เคยไปเที่ยวจะชอบ ฝรั่งเศส อิตาลี จริงๆชอบยุโรป และล่าสุดไปปรากมา สวยมาก เหมือนเมืองในฝันเลย ถ้าเอเชียชอบญี่ปุ่นไปแล้วสบายใจ เดินได้สบายๆตั้งแต่เขาเปิดเสรีไม่ต้องใช้วีซ่ายังไม่ได้ไปอีกเลย”คุณพัชกล่าวท้ายสุด  

กองบก. AC NEWS เชื่อเหลือเกินว่า ...หลายสิ่งที่ประกอบรวมกันเป็นผู้บริหารหญิงเก่งที่ชื่อ พัชรา ทวีชัยวัฒนะ คนนี้ กับสิ่งที่ได้สัมผัส และประสบการณ์มากมายกว่าค่อนชีวิต น่าเรียนรู้...น่าศึกษาและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านอย่างแน่นอน ไม่มุมใดก็มุมหนึ่ง 
 

 


LastUpdate 01/09/2558 19:43:47 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
11-12-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 11, 2019, 4:02 pm