ชีวิตคือการวางแผนทุกช่วงเวลา วิชิต พยุหนาวีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง




 

ผมสอนลูกน้องไม่ให้เครียด แต่ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ทำงานอย่างมีความสุข และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ถึงเวลาเลิกงานกลับบ้านเลย ไปมีเวลาส่วนตัว พักผ่อน เพราะคนเราถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลผลิตจากการทำงานก็ได้ไม่เต็มที่

สำหรับคนที่ชื่อ “วิชิต พยุหนาวีชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นคนหนุ่มไฟแรง มือบริหารอันดับต้นๆ ของเมืองไทย โดยเฉพาะการปลุกปั้น บุกเบิกบริษัทที่ต้องการเติบโตให้เติบโตแข็งแกร่ง บริษัทที่มีปัญหาให้ไร้ปัญหา สิ่งเหล่านี้ คนในธุรกิจการเงิน การธนาคาร รู้ดีว่าคนๆ นี้ เคยได้นำพาองค์กรที่เคยขาดทุนเป็นพันๆ ล้านบาทให้ยืนผงาดขึ้นมาได้อย่างสวยงาม รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านการตลาด ผลิตภัณฑ์และโฆษณาให้กับวงการธุรกิจประกันชีวิต จนเป็นที่ฮือฮา และเป็นต้นแบบให้กับหลายๆ องค์กร

หลากหลายแง่มุมที่ผู้ชายคนนี้ จะมาบอกเล่าเรื่องราวชีวิตตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยมีดีกรีการศึกษาระดับปริญญาโทเกียรตินิยมจากประเทศสหรัฐอเมริกา และซีอีโอมือทองที่เจ้าของหลายๆ ธุรกิจต้องการ และหลังจากที่ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านที่ตัวเองต้องการ เขาก็ผันตัวเองเตรียมตัวเป็นเกษตรกรผู้เพียบพร้อมในยามเกษียณ  

ใครจะคิดว่าผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามถีบตัวเองขึ้นมาจากการเป็นลูกคนกลางของครบครัวชาวจีนที่มีลูกมากถึง 11 คน ให้ตัวเองมีอาชีพที่สบาย มีชีวิตที่มั่นคงมั่งคั่ง จะคืนกลับสู่สามัญด้วยการไปทำการเกษตรฟาร์มโคนม ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้  คุณวิชิต บอกว่า เป็นเพราะแผนชีวิตที่เขากำหนดขึ้นมาให้ตัวเองตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.1 มาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้คำจำกัดความที่ว่า “ตารางสอน” 

ซึ่งตารางสอนที่ว่านี้ ก็ได้กำหนดชะตาชีวิตของเขาให้เป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการตั้งแต่เล็กจนโต และตารางสอนเช่นเดียวกัน ที่ทำให้ชีวิตของเขาถึงจุดพลิกผัน จนกลายเป็นผลดีต่อการดำเนินชีวิต และการทำงานในธุรกิจการเงินการธนาคารจนถึงปัจจุบัน
 

 
วิถีชีวิตแห่งการเลี้ยงดูแบบครอบครัวคนจีนแท้ๆ

คุณวิชิต เป็นลูกชายคนกลางของครอบครัว ที่มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 11 คน และเติบโตมาในวิถีชีวิตแห่งการเลี้ยงดูแบบครอบครัวคนจีนแท้ๆ ที่น้องๆ ทุกคน ต้องเคารพพี่ชายคนโตเสมือนพ่อคนที่สอง แถมยังต้องอยู่ในกฎระเบียบที่เข้มงวดของครอบครัวอีกด้วย  พร้อมกับการปลูกฝังอยู่ตลอดเวลา ด้วยคำว่า “ห้ามจน ต้องขยัน อดทน” ส่งผลให้เขาต้องวางกรอบและตั้งกฎให้ตัวเองด้วยการวางแผนชีวิตอย่างเป็นระบบจนติดเป็นนิสัยตั้งแต่เด็กๆ

ทำให้การก้าวเดินของเขาเป็นไปตามทิศทางที่ตัวเองลิขิตไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเขาบอกว่า “ผมคิดว่าปัจจุบันหรืออดีตที่ผ่านมานั้น เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตผมประสบความสำเร็จมาได้ เป็นเพราะการวางแผน ไม่ว่าอะไรก็ตาม ผมจะมีนิสัยชอบวางแผน ตั้งแต่เด็กมาจนถึงปัจจุบันจะวางแผนตลอดว่า จะใช้ชีวิตอย่างไร ตัวเราเองจะเป็นอย่างไร จะไม่ปล่อยให้ชีวิตตัวเองเป็นไปตามยถากรรม ทุกอย่างเราเป็นผู้กำหนด เรารู้ตั้งแต่เราเป็นเด็กนักเรียนว่าเราอยากมีความสุขแบบไหน อยากจะได้อะไร เราเลือกทางเดินของเราเอง ไม่เคยปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม 

ผมมีความรู้สึกว่า เราเกิดมาพร้อมกับความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ “จะต้องวางแผนชีวิต” แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผมวางแผนชีวิตบั้นปลาย และชีวิตหลังเกษียณว่าจะเป็นอย่างไร ผมเป็นแบบนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อแม่เป็นพ่อค้า จึงต้องขยัน ถ้าไม่ขยันไม่ตั้งใจจะลำบาก จากในอดีตพ่อแม่เคยมีฐานะที่ดีมาก แต่พอมาช่วงหนึ่งตกอับอย่างมากถึงขนาดข้าวไม่มีจะกิน !

ตอนนั้นผมยังไม่เกิดพ่อแม่ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านแต่งงานกันแล้วได้ไปทำธุรกิจน้ำดื่มที่อุบลราชธานี ธุรกิจเจริญเติบโตดีมาก แต่แล้วก็มีคู่แข่ง ทำให้ท่านไม่สามารถปรับตัวกับสถานการณ์ในตอนนั้นได้ จนกิจการย่ำแย่ ลำบากมากถึงขั้นเกือบไม่มีอันจะกิน สุดท้ายพวกท่านก็อดทน ต่อสู้ จนฟันฝ่าอุปสรรคผ่านมาได้ และนำพาครอบครัวให้ขึ้นมาอยู่ในระดับพอมีอันจะกิน ผมเกิดตอนที่ครอบครัวมีอันจะกินแล้ว เลยไม่ลำบาก แต่สิ่งที่พ่อแม่พูดอยู่ตลอดเวลาว่า “กลัวมากๆ กับชีวิตที่ไม่มีข้าวจะกิน ต้องไปยืมเงินคน พอไปยืมเงินจะไม่มีใครมองหน้าเราเลย  ท่านจะพูดกรอกหูตลอดเวลาว่า วันที่ไม่มีกิน เราจะไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีใครทั้งสิ้น ฉะนั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุด คือ เราจะต้องมีอันจะกิน”
 

 
ครอบครัวของคุณวิชิตเป็นครอบครัวคนจีน มีพี่น้องทั้งหมด 11 คน เขาเป็นลูกคนที่ 6 เป็นคนกลาง คุณพ่อเป็นคนจีนต่างด้าว ชื่อ “เต๊กง๊วน แซ่เอี๊ย” (เป็นภาษาแต้จิ๋ว) ภาษาจีนกลางก็คือ ตระกูลหยาง ส่วนคุณแม่ชื่อ “เซียงหลัน แซ่เอี๊ย” ลูกๆ ทุกคนก็จะมีชื่อจีนตามคุณพ่อคุณแม่ เช่น คุณชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน คนปัจจุบัน ชื่อ “กุ้ยบู๊ แซ่เอี๊ย” ผมชื่อ “กุ้ยไช้ แซ่เอี๊ย” ไช้ แปลว่าโชคลาภ ส่วนชื่อเล่นของทุกคนก็คือตัวท้ายของชื่อนั่นเอง ส่วนนามสกุลไทย คือ “จิตตกร” ซึ่งเป็นนามสกุลที่ขอยืมคนอื่นมาใช้  ผมใช้นามสกุล จิตตกร มาตั้งแต่เข้าโรงเรียนจนเรียนจบและเข้าทำงานที่บริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ส่วนนามสกุล “พยุหนาวีชัย”  ผมเริ่มใช้ ตอนเข้าทำงานที่เอเอซีพีประกันชีวิต เพราะคิดว่าไหนๆ จะต้องเปลี่ยนมาใช้ “พยุหนาวีชัย” อยู่แล้ว ในเมื่อเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ ก็ขอดีเดย์ที่ใหม่เลย ส่วนในทรานสคริปยังเป็นจิตตกรอยู่ เหมือนเดิม “พยุหนาวีชัย” เป็นนามสกุลที่คุณชาติชาย พี่ชายคนโตเป็นคนตั้งขึ้นมา แล้วให้พี่น้องทุกคนใช้เป็นนามสกุลของตระกูล ซึ่งคุณชาติชายใช้นามสกุล “พยุหนาวีชัย” มากว่า 30 ปีแล้ว

คุณวิชิต เล่าถึงถึงชีวิตครอบครัวว่า ตั้งแต่จำความได้ ผมเห็นคุณพ่อทำธุรกิจเกี่ยวกับการรับซื้อขนเป็ดมาโดยตลอด ตอนที่ท่านหนุ่มๆ นั้น ได้ทำธุรกิจหลากหลายมาก ล้มลุกคุกคลาน แต่สุดท้ายมาจบที่การค้าขนเป็ด รับซื้อขนเป็ดจากทั่วประเทศ แล้วนำไปขายส่งโรงงาน เพื่อไปทำเสื้อขนเป็ด ตอนหลังก็พัฒนามาเป็นหมอน ที่นอนขนเป็ด ซึ่งได้รับความนิยมมาก

คุณพ่อคุณแม่สอนพวกเราพี่น้องอยู่ตลอดเวลาว่า จะต้องขยัน เราจะต้องมีฐานะ ทุกเช้าคุณพ่อคุณแม่จะปลุกพวกเราทุกวัน ไม่ให้นอนตื่นสาย ต่อให้ไม่มีอะไรทำเลย ก็ไม่ยอมให้นอน ต้องตื่น และท่านก็มีกุศโลบายด้วยว่า ตื่นมาก่อน เสร็จแล้วกลางวันอยากจะนอนค่อยกลับไปนอน  ซึ่งการที่ท่านทำอย่างนั้น เพราะไม่อยากให้ขี้เกียจ จึงต้องให้ตื่นขึ้นมาทุกเช้า ต้องขยัน และ Active ตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องกินข้าว “คุณพ่อก็จะสอนตลอดว่า เวลากินจะต้องกินให้อร่อย ถ้ากินไม่อร่อย พ่อจะไม่พอใจและจะโดนต่อว่า”
 

 
พ่อสอนให้ดูคนจากการกินข้าว ถ้าเอาอาหารเข้าปากไม่ Active แสดงว่าการทำงานก็จะไม่ได้เรื่อง

คนจีนเวลาสัมภาษณ์พนักงาน เขาจะสัมภาษณ์บนโต๊ะอาหาร เวลาคุณพ่อจะรับพนักงานเข้ามาทำงานแต่ละครั้ง จะชวนเขากินข้าวด้วย ส่วนผมก็จะรู้สึกว่า ทำไมต้องชวนเขากินข้าวด้วย ไม่รู้จักกันแล้วชวนมากินข้าวด้วยทำไม ซึ่งไม่เข้าใจ แล้วคุณพ่อมาบอกภายหลังว่า “การกินข้าว ถ้าเอาอาหารเข้าปากไม่ Active แสดงว่าการทำงานก็จะไม่ได้เรื่อง” ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก แต่คนจีนเขาคิดแบบนั้น เราก็จะต้อง Active วันหยุดไม่เคยได้หยุดไปเที่ยว เพราะเสาร์อาทิตย์ หยุดเรียนก็จริง แต่จะต้องออกไปทำธุรกิจกับคุณพ่อ จะอ้างว่ามีสอบ มีการบ้าน ไม่ได้เลย จะต้องออกไปช่วยท่านทำงาน ลูกชายทุกคนต้องผ่านการออกไปตระเวนหาซื้อขนเป็ดกับคุณพ่อ

สำหรับผม คุณพ่อเป็นพ่อที่ประเสริฐ เป็นพ่อพระ เป็นพ่อที่ไม่เคยตีลูก เป็นพ่อที่รักลูกมาก และใจดีมาก คุณพ่อเป็นคนที่ผมรักมาก จึงบอกตัวเองว่าจะต้องเป็นคนดี  แต่ในทางตรงกันข้าม คุณแม่จะเป็นคนที่ดุมาก จะต้องเป็นระเบียบ วินัย ต้องยอมรับว่ากลัวคุณพ่อมาก เพราะยิ่งใจดี ไม่พูด ยิ่งกลัว เวลาออกไปทำการค้ากับท่านตั้งแต่ ม.1 ท่านจะไม่ดุ ลูกชายทุกคนเมื่ออายุถึงเกณฑ์ก็จะต้องผ่านกระบวนการนี้หมด โดยเริ่มตั้งแต่คุณชาติชาย (พี่ชายคนโต) คุณชาญชัย คุณประพันธ์ และก็ผม แล้วก็น้องชาย ไล่มาตามลำดับ ส่วนลูกๆ ผู้หญิง เนื่องจากเราเป็นครอบครัวคนจีน เลยให้ผู้หญิงอยู่แต่ในบ้าน ทำงานบ้าน ทำกับข้าว ถูบ้าน ทำความสะอาด แต่พอถึงจุดๆ หนึ่ง คุณพ่อหยุดทำงาน คุณแม่ก็ออกไปทำการค้าแทน พอมาช่วงนี้ ผมก็จะออกไปกับคุณแม่

 
 
ต้องบอกว่า ผมโชคดีมาก ที่พี่น้องติดๆ กันเป็นผู้ชาย และสนิทกันมาก คือคุณชาติชาย เป็นพี่ชายคนโต อายุห่างกัน  ส่วนคุณชาญชัย คุณประพันธ์ และผมนั้นเกิดติดๆ กัน คือ เกิดปี 2507,2508 และ 2509 กลายเป็นว่า คุณชาญชัย กับคุณประพันธ์ รับช่วงไป ส่วนผมก็เรียน เพราะผมเรียนเก่งและชอบการเรียนหนังสือมาก ส่วนพี่ชายสองคนไม่ชอบเรียนหนังสือ เขาเลยชอบที่จะไปทำงาน ในขณะที่ผมก็ชอบที่จะเรียน จึงกลายเป็นผลดีกับผม เวลาที่ผมไม่อยากไป พ่อก็จะไม่ว่า ผมก็จะไปบอกแม่ว่า ไม่ไปมีสอบ ก็จะมีคนที่ชอบไปแทน จริงๆ แล้วเวลาออกไปรับซื้อขนเป็ดในจังหวัดต่างๆ นั้นสนุก เพราะได้เล่น ได้เก็บไข่เป็ดกลับบ้าน แถมยังได้กินอะไรที่อร่อยๆ จริงๆแล้ว ไม่ได้ไปทำงานเลย ไปเล่นเสียมากกว่า ในทางปฏิบัตินั้น เวลาไปซื้อขนเป็ดจริงๆ ก็มีคนงานไปด้วยเหมือนกับว่าให้ไปเรียนรู้งาน ไปดูคุณพ่อทำงาน คุณพ่อจะคิดเลขเก่งมาก คิดเสร็จจ่ายเงิน ให้คนงานขน ส่วนพวกเราก็ไม่ได้ทำอะไร มีแต่วิ่งเล่น ในตอนนั้นไม่เข้าใจว่าให้ไปด้วยทำไม ทำอะไรก็ไม่เป็น ไม่เก่ง ยกของหนักก็ไม่ได้ แต่พอโตขึ้น ก็เข้าใจว่า การที่ท่านให้ไปด้วย เพราะต้องการให้เรียนรู้ธุรกิจ ต้องการให้เราซึมซับการทำการค้ามากกว่า แต่ไม่บอกรายละเอียด พอถึงจุดๆ หนึ่ง ที่ไปกับคุณแม่ เราก็ต้องเป็นคนคิดเงิน คุณแม่จะเป็นคนตีราคา และประเมินราคาขนเป็ดแบบนี้ให้ราคากิโลกรัมละเท่าไหร่ มีทั้งหมดกี่กิโล เราก็จะคิดเงินว่าทั้งหมดต้องจ่ายเท่าไหร่ พร้อมเขียนบิลให้ แม่ก็เป็นคนจ่ายเงิน

ครอบครัวคนจีนเขาต้องการให้ลูกซึมซับการทำการค้ามากกว่าอย่างอื่น คนในครอบครัวผม ไม่มีใครออกนอกลู่นอกทางหรือไปเที่ยวเล่น แม้แต่ดูทีวียังไม่ได้ เพราะคุณแม่เจ้าระเบียบมาก 5 โมงเย็นทานข้าว 2 ทุ่มเข้านอน เพราะตอนเช้าต้องไปโรงเรียน ถ้าอยากจะดูก็ต้องแอบฟังเสียงจากข้างบ้าน เพราะบ้านสมัยก่อนเป็นบ้านไม้สองชั้น อยู่แถวสาทร (ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นมาเป็นตึกแถวและคุณแม่ก็ยังอยู่ที่นั่น) ถ้าจะดูหนังตอนดึกรายการสุดท้ายจะได้ดูเฉพาะคืนวันศุกร์ ส่วนคืนวันจันทร์ถึงพฤหัส ไม่ได้ดู ต้องนอนเร็ว เพราะต้องไปโรงเรียน ชีวิตผมก็จะมีแต่การเรียน กับการทำงาน จะไม่มีแบบอื่นเลย  

พวกเราไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย แค่พอมีพอกินพอใช้เท่านั้น ความที่มีพี่น้องมากถึง 11 คน ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด แต่ถ้าอยากจะได้อะไรก็ซื้อได้  และไม่ได้เป็นเด็กสมัยใหม่ที่จะเรียนโรงเรียนฝรั่ง แต่ก็เรียนโรงเรียนเอกชนจนกระทั่งเข้า ม.1 ก็ไปเข้าโรงเรียนวัดลางบัวที่บางแค ซึ่งหลานคุณพ่อสอนอยู่ ผมเรียนที่นั่น 3 ปี คุณพ่อก็ยังอยากให้เรียนที่เดิม ผมอยากไปเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ คุณพ่อไม่อยากให้เรียนที่นั่น จึงให้ไปเรียนที่โรงเรียนทวีธาภิเศก เป็นโรงเรียนชายล้วน และอยู่ใกล้บ้าน ที่สำคัญเป็นโรงเรียนที่พี่ชายคนโตเรียนอยู่  จึงเป็นการการันตีกลายๆว่า น้องๆ ทุกคนต้องเรียนที่นี่ คนจีนเขาถือว่าลูกชายคนโตคือพ่อคนที่สอง ดังนั้น น้องๆ จะต้องเดินตาม อีกอย่างคุณพ่อก็ไม่อยากให้ผมเดินทางไปเรียนไกลบ้าน  ในที่สุดก็ตามใจท่าน เนื่องจากเป็นคนเรียนเก่ง ผลการเรียนดี เกรด 3 กว่า เฉียดเกรด 4  
 
 
 
จริงๆ แล้ว ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบตั้งแต่ชั้น ม.1 จึงได้เตรียมตัวตั้งแต่ตอนอยู่ ป.6 ผมไปซื้อหนังสือที่สนามหลวงมาอ่านเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามีทั้งอ่านหนังสือและหัดทำข้อสอบด้วยตัวเอง แต่พ่อแม่ผมท่านไม่สนใจเรื่องให้เรียนหนังสือเท่าไหร่ ท่านสนใจให้ทำการค้ามากกว่า จึงไม่ค่อยสนับสนุนให้เรียนหนังสือ ท่านบอกว่าเรียนมากก็ไปเป็นลูกน้องเขา ท่านอยากให้ผมเป็นเจ้าของกิจการ แต่ผมก็ชอบที่จะเรียน พี่น้อง 9 คนเชื่อคุณพ่อ มีผมกับคุณชาติชายเท่านั้น ที่ไม่เชื่อ ทั้งๆ ที่คุณชาติชายเป็นพี่ชายคนโต จะต้องสืบทอดกิจการจากคุณพ่อ แต่คุณชาติชายก็แข็งมากไม่ยอมสืบทอดกิจการ ส่งผลให้ผมกับคุณชาติชายเป็นมือปืนรับจ้าง ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ เป็นเจ้าของกิจการ เป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่คิดได้ว่าตัวเองต้องการเดินแบบไหน

ผมต้องการที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนที่เก่งที่สุด จึงมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจ จึงมีมานะที่จะไปพบกับ ผู้อำนวยการ(ผอ.)โรงเรียนสวนกุหลาบ เพื่อขอเข้าเรียนที่นั่น ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกับท่านเลย ไปนั่งรอท่านที่หน้าห้องพักครู ในช่วงเวลาพักเที่ยงทุกวัน ผมไปนั่งรอท่านได้ 1 อาทิตย์เต็มๆ ผอ.ก็ให้ผมเข้าพบ ผมบอกว่า ผมต้องการเข้าเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบ พร้อมอธิบายความมุ่งมั่นให้ท่านฟังถึงเหตุผลในการอยากเรียนที่นั่น  ผมเจรจากับ ผอ.ประมาณ 20 นาที ท่านก็อธิบายว่า ไม่สามารถทำได้ ต้องปฏิบัติตามกฎ ถ้าอยากเข้าจริงๆ ก็รออีก 1 ปี แล้วค่อยมาสอบใหม่

ตอนนั้น  ผอ.คงจะเห็นความตั้งใจของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเรียนที่สวนกุหลาบ โดยไปนั่งเฝ้าหน้าห้องทุกวัน ทั้งๆ ที่ไม่ให้เข้าพบ และยังฝืนกระแสคุณพ่อคุณแม่อีก ผอ.เลยบอกผมว่าทวีธาภิเศกก็เป็นที่ 1 ของฝั่งธนฯ ต่อให้สวนกุหลาบเป็นที่ 1 ของประเทศก็ตาม ทวีธาภิเศกก็ไม่ได้ด้อยกว่าสวนกุหลาบเลย เรียนที่ทวีธาภิเศกก็ดีแล้ว ถ้าอยากมาเรียนที่สวนกุหลาบจริงๆ ปีหน้าค่อยมาสอบ

จากนั้นผมก็ประเมินสถานการณ์ ผอ.คงไม่ให้เข้าเรียนแน่ๆ เลยถอยทัพ ยอมรับสภาพและกลับมาคิดใหม่ ได้ข้อสรุปให้ตัวเองว่า ต่อให้ไม่ได้เรียนสวนกุหลาบก็ประสบความสำเร็จได้ สามารถสอบเข้าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้  ดังนั้นพอกลับมาจากสวนกุหลาบ จึงไปซื้อหนังสือเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย  เพราะรู้แล้วว่าเมื่อไม่ได้เรียนสวนกุหลาบก็จะสู้เด็กสวนกุหลาบไม่ได้  วิธีเดียวที่จะสู้กับเขาได้ คือต้องติวให้มาก เพื่อสอบเอ็นทรานซ์เข้าธรรมศาสตร์ให้ได้
 

นับตั้งแต่วันนั้น ที่ไหนกวดวิชาดีๆ เก่งๆ ผมไปเรียนหมด อย่าง MAC เป็นสถาบันกวดวิชาที่ดังมาก ผมก็ไปติวที่ MAC ทุกวัน และตอนกลางคืนยังไปเรียนภาษาจีนอีกเพราะชอบเรียน ส่วนเงินที่ใช้เรียนภาษาจีนและติวพิเศษนั้น เป็นเงินเก็บของตัวเองทั้งสิ้น ผมจะไม่ขอใคร เพราะบ้านเรามีพี่น้องเยอะ พ่อแม่ก็ไม่ชอบให้เรียน ผมจึงไม่รบกวน เพราะคิดว่าหากขอเงินท่าน นอกจากจะไม่ได้ไปเรียนแล้ว อาจจะโดนด่าด้วย (หัวเราะ)

ผมเลยเก็บเงินของตัวเองตลอดเวลา เพื่อไปเรียนกวดวิชา  เรียนมากถึงขั้นคุณพ่อคุณแม่ขอร้องว่า อย่าเรียนมากได้ไหม เพราะกว่าผมจะเรียนเสร็จกลับถึงบ้านก็สองทุ่ม ผมออกจากบ้านตี 4-5 กลับถึงบ้าน 2 ทุ่ม เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตั้งแต่ชั้น ม.4 จนถึง ม.6 พอกลับถึงบ้าน อาบน้ำ ทานข้าว ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จ 3 ทุ่มเข้าห้องอ่านหนังสือต่อ

ด้วยความที่ผมเป็นคนวางแผนมาตั้งแต่เด็ก  ผมก็จะยึดตารางสอนเป็นตัวกำหนดชีวิตตัวเอง ในแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง เวลาไหนทำอะไร มีกำหนดไว้หมด ชีวิตผมจะมีกรอบกำหนดไว้เลย การจัดตารางสอนกำหนดชีวิตตัวเองนี้ ผมได้ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ชั้น ม.1 จนเรียนจบปริญญาโท จะเห็นว่าชีวิตผมเต็มไปด้วยการวางแผนมาก ทั้งๆ ที่ไม่มีใครสอน เป็นไปด้วยตัวเอง ทำให้ไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเลย แต่ก็เป็นเด็กร่าเริง และทำกิจกรรมตามที่กำหนดไว้บ้าง สังคมกับคนภายนอกจึงไม่ค่อยมี จะมีก็แต่กับคนในครอบครัว พี่ๆ น้องๆ ผมจะไม่ไปเล่นนอกบ้าน จะเล่นแต่ในบ้าน สังคมผมจะแคบ กระทั่งเรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโท สังคมผมแคบมาก  
 

ผมเป็นเด็กเรียนโลกส่วนตัวสูงจะแตกต่างจากคุณชาติชายโดยสิ้นเชิง คุณชาติชายจะเป็นเด็กกิจกรรม เป็นประธานนักศึกษา ต้องออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านตลอด แต่ผมจะอ่านหนังสือ ผมเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก เรียนปริญญาตรีทุกวิชา ถ้าไม่เต็มก็จะต่ำกว่าคะแนนเต็ม 1 คะแนน เพื่อนบอกให้ติวก็ไม่ติวเพราะไม่อยู่ในตารางสอน (เขาหัวเราะ) จึงไม่มีคิวให้ใคร อย่างการทำบัญชี Managerial Accounting ที่ ABAC ยากมาก แต่ผมสามารถทำคะแนนได้เต็ม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผมจะเรียนเก่ง และมีการวางแผนชีวิตให้กับตัวเอง แถมยังมีตารางสอนเป็นตัวกำหนดชีวิต ผมก็ยังมีจุดพลิกผันเพียงเพราะการอยู่ในโลกของตัวเอง โลกของการเรียน ทำให้ไม่ได้เปิดกว้างมองโลกภายนอกมากนัก ตอนนั้นเป็นช่วงที่อยู่ ม.6  มีอาจารย์แนะแนวฝึกหัดมาบอกว่า  ผมเป็นลูกคนต่างด้าวจะสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลไม่ได้  ผมไม่รู้ว่าเขาเอาความคิดนี้มาจากไหน แต่ผมก็เชื่อโดยไม่มีคำถามใดๆ ทั้งๆ ที่คุณชาติชายก็เอ็นทรานซ์เข้าคณะพาณิชย์ศาสตร์การบัญชีธรรมศาสตร์ได้ ผมไม่มีคำถามในจุดนี้เลย ผมมองว่าเป็นเพราะผมอยู่แต่ในโลกของตัวเองมากเกินไป ไม่ศึกษาโลกภายนอก อยู่แต่ในกรอบของตัวเอง จึงทำให้ไม่มีความรู้รอบด้านและเชื่อในสิ่งที่เขาบอก  

จุดนี้เอง จึงทำให้ชีวิตของคุณวิชิตหักเหมากที่สุด เนื่องจากเขาได้ทิ้งการอ่านหนังสือ และการติวในวิชาต่างๆ เพราะคิดว่าในเมื่อไม่สามารถเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอ่านหนังสือหนัก เพราะรู้ตัวเองดีว่าแม้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลได้ ก็ไม่มีสิทธิ์ได้เรียน เพราะคุณพ่อถือใบต่างด้าว ก็เลยเบนเข็มไปที่มหาวิยทยาลัยเอกชน เนื่องจากอาจารย์แนะแนวฝึกหัด บอกว่าต้องเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยเอกชนเท่านั้น และมหาวิทยาลัยเอกชนที่ดีที่สุดก็คือ ABAC
 

 
เมื่อเราทำเพี่อคนอื่น ชีวิตเราจะไม่ได้ดีเลย

จากวันนั้น คุณวิชิต จึงมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองไปทำในสิ่งที่ชอบ ไปเรียนภาษาจีน ซึ่งเรียนมาตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4  และเรียนต่อเนื่องมาจนเข้ามหาวิทยาลัย เรียนจนถึงขั้นสูงสุดที่คนไทยเรียนได้ ถึงขั้นสามารถแต่งกลอนเป็นภาษาจีนได้  ช่วงนั้นพอคิดว่าตัวเองต้องเรียนต่อที่ ABAC ก็เลิกติว เพราะมั่นใจว่าสอบเข้าได้ เนื่องจากข้อสอบ ABAC เป็นภาษาอังกฤษง่ายมาก เพราะเป็นวิชาที่ชอบและถนัด พอเลิกจากโรงเรียนก็ไปเรียนภาษาจีน พร้อมกับเปลี่ยนเป้าหมายไปทางการค้า เพราะพี่ชายเรียนการบัญชี และในใจลึกๆ ก็อยากเรียนบัญชีเหมือนพี่  และยิ่งอาจารย์แนะแนวฝึกหัดบอกว่า BBA ของ ABAC สุดยอดกว่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ สุดยอดกว่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์ ยิ่งรู้สึกตอบโจทย์  

ในที่สุดจึงเลือกเรียน BBA ที่ ABAC เพราะเป็นภาษาอังกฤษและได้ตามรอยพี่ชาย และเมื่อสอบเข้าได้จะต้องเข้าไปเรียนก่อน 1 เดือน เพื่อเทียบชั้นว่าจะเรียนภาษาอังกฤษระดับไหน ในขณะนั้นเพื่อนๆ ก็ชวนไปสอบเอ็นทรานซ์ ผมก็ไป ทั้งๆ ที่คิดว่าถึงสอบได้ ก็ไม่ได้เรียน เพราะเป็นลูกคนต่างด้าว แต่สุดท้ายก็ได้เรียน ผมสอบติดคณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์ เป็นหนึ่งเดียวในกลุ่มเพื่อนสิบกว่าคน

แต่พอได้ไปเรียนที่จุฬาฯ จริงๆ กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ทั้งๆ ที่เป็นมหาวิทยาลัยรัฐอันดับหนึ่ง ที่ใครก็อยากเข้าเรียน แถมยังเป็นหน้าเป็นตาให้กับวงศ์ตระกูล แต่สิ่งที่เรียนไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ก็ทำให้ไม่สนุก เบื่อ เกิดความทุกข์ใจทุกวันที่ออกจากบ้านเดินทางไปเรียน ซึ่งไปเรียนที่จุฬา 1 เดือนก็ทนไม่ไหว เลยตัดสินใจไปบอกพ่อ พร้อมกับถามท่านว่า พ่อจะเสียใจไหม ถ้าผมจะไม่เรียนจุฬาฯ เพราะไม่มีความสุข คุณพ่อน่ารักมากท่านบอกว่า เอาที่เราชอบ ไม่ต้องสนใจคนอื่น พอได้คำตอบแบบนี้เหมือนยกภูเขาออกจากอก นี่เป็นอีกหนึ่งบทเรียนของชีวิต เพราะเมื่อเราทำเพี่อคนอื่น ชีวิตเราจะไม่ได้ดีเลย แม้สิ่งนั้นเราจะเก็บเกี่ยวมาตลอดชีวิตก็ตาม
 
จากนั้น ผมก็กลับไปเรียน ABAC เรียนช้ากว่าเพื่อนที่เอ็นทรานซ์เข้าพร้อมกัน เพราะเขาเรียนไปไกลกว่าเรามาก ผมไม่อยากเรียนช้ากว่าเพื่อนคนอื่น จึงลงเรียนวิชามากกว่าคนอื่น เขาลงเรียนกัน 6 วิชา ผมลงเรียน 7-8 วิชา ซัมเมอร์เขาเรียน 1 วิชา ผมเรียน 3 วิชา ทำให้ผมเรียนจบ ABAC ภายใน 3 ปี และได้เกียรตินิยม ผมเรียนอย่างรวดเร็วทำให้ไม่มีเพื่อน เพราะผมไปเรียนข้ามชั้น ไปเรียนกับรุ่นพี่ปี 3 ปี 4 จึงไม่ค่อยมีเพื่อน ชีวิตมีแต่การเรียน

 
 
บอกตัวเองว่าไปเรียนต่อต่างประเทศ จะไม่ใช้เงินที่บ้านแม้แต่บาทเดียว

พอเรียนจบปริญญาตรี ผมอยากเรียนต่อปริญญาโท เพราะอยากได้เงินเดือน 10,400 บาท เหมือนคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ตอนนั้นคุณดนัยที่ไปเรียนด้วยกัน ผมรู้ว่าเขามีเงินเดือนมากกว่าพี่ชาย ซึ่งตอนนั้นพี่ชายมีเงินเดือน 3,750 บาท เมื่อรู้อย่างนั้น จึงบอกตัวเองว่า เราไม่เอาเงินเดือน 3,750 บาทแล้ว จะเอาเงินเดือน 10,400 บาท จึงตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ  แม้จะรู้ว่าพ่ออาจจะไม่ให้ไป เหมือนตอนที่พี่ชายจะไปเรียนต่อต่างประเทศ คุณพ่อห้ามเด็ดขาดถึงขั้นตัดพ่อตัดลูก...

ในที่สุดก็บอกตัวเองว่าจะไม่ใช้เงินที่บ้านแม้แต่บาทเดียว จะเรียนไปทำงานไป และจะกลับมาให้เร็วที่สุด และจะใช้เงินให้น้อยที่สุด  ตอนนั้นเข้าใจว่าที่คุณพ่อไม่ให้พี่ชายไปเรียนต่อต่างประเทศเพราะไม่อยากเสียเงิน และมีพี่น้องตั้ง 11 คน ถ้าไปเรียนเมืองนอก ทุกคนจะมองว่าเป็นภาระของครอบครัว จริงๆ ไม่ใช่ การที่พ่อไม่ให้ลูกไปเรียนต่างประเทศนั้น เพราะกลัวลูกจะลำบาก เหมือนตอนที่ตัวเองไปเรียนที่เมืองจีน

คุณวิชิต เล่าถึงการเรียนเพิ่มเติมว่า เนื่องจากเห็นพี่ชายคนโตเป็นพ่อคนที่สอง รวมทั้งได้เห็นความสำเร็จของพี่ชาย  จึงเจริญรอยตาม หลังจากที่พี่ชายเรียนจบได้งานทำเป็นพนักงานฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ และมีเงินเดือน 3,750 บาท ทำให้สิ่งเหล่านั้นฝังอยู่ในหัวตลอดมาว่า จะต้องทำงานธนาคารเหมือนเขา เพราะยึดพี่ชายเป็นต้นแบบ  พอจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ถามเขาว่าควรจะเรียนอะไรดี พี่ชายก็แนะนำให้เรียนพาณิชยศาสตร์การบัญชี จะได้ทำการค้าได้ และพอถึงตอนเลือกเมเจอร์ พี่ชายก็บอกให้เรียนมาร์เก็ตติ้ง

ผมกลับมาคิดที่ ABAC หากเรียนมาร์เก็ตติ้ง เป็นอะไรที่ต้องท่องมากๆ ถ้าใครเรียน ABAC จะรู้ว่าทุกอย่างต้องท่องหมด ผมเป็นคนไม่ชอบท่อง ชอบเรียนแบบวิเคราะห์มากกว่า จึงเป็นครั้งแรกที่ผมไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่พี่ชายคนโตแนะนำ ทั้งๆ ที่คำแนะนำของพี่ชายคนโตหรือพ่อคนที่สองถือเป็นประกาศิตก็ตาม ผมไม่ชอบท่องแต่ชอบการทำความเข้าใจ จึงบอกพี่ชายว่าจะเรียนบัญชี ไม่เรียนการตลาด  เพราะถ้าทำธุรกิจ ไม่รู้บัญชี จะควบคุมธุรกิจไม่ได้เลย บัญชีเปรียบเสมือนหลังบ้าน ควบคุมเงินและไม่ต้องท่อง พี่ชายบอกว่าเรียนไปเถอะบัญชี วันๆ คงได้แต่นั่งอยู่โต๊ะ ผมก็เรียนจนจบบัญชี และได้เกียรตินิยม จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านการเงิน ที่ Woodberry University และเป็นการ Co-Program กับ UCLA ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
 

 
พอไปเรียนปริญญาโทไม่อยากเป็นเหมือนที่พี่ชายสบประมาทไว้ว่าต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำบัญชี เลยเลี่ยงไปเรียนทางการจัดการและการเงิน ซึ่งก็แปลก ตอนที่ผมไปเรียนเมืองนอก ผมคิดว่าจะต้องทะเลาะกับคุณพ่ออย่างแตกหัก ปรากฏว่าไม่ อาจจะเป็นไปได้ว่าผมเป็นลูกชายที่คุณพ่อรักมาก เขายอมให้ผมไปเรียน พอผมไปแล้ว มารู้ว่าคุณพ่อร้องไห้เป็นเดือน ถ้าพูดถึงผม พ่อจะร้องไห้ตลอด คุณพ่อกลัวว่าผมจะไปลำบาก เหมือนสมัยที่ท่านไปเรียนที่เมืองจีน ในที่สุดคุณพ่อก็ทำใจได้ เพราะพี่น้องทุกคนช่วยพูดว่าแป๊บเดียวก็จะกลับมา ซึ่งจุดนี้ก็เป็นแรงผลักดันให้ผมเหมือนกันว่าคุณพ่อเสียใจมากที่ผมไปเรียนต่างประเทศ  ผมจึงตั้งใจเรียน ใช้เวลาแค่ปีกว่าผมก็จบปริญญาโทด้วยเกียรตินิยมและกลับมาเมืองไทยก็เริ่มหางานทำ

ในการหางานผมยอมรับว่าหยิ่งมาก ด้วยความที่คิดว่าจบปริญญาโทเกียรตินิยมจาก UCLA ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ผมเป็นคนเลือกเขา ไม่ใช่ให้เขาเลือกผม เมื่อสัมภาษณ์งานทุกงาน เขา Offer ให้หมด แต่ก็ไม่ทำ เพราะคิดว่าต้องได้งานดีกว่านี้ จึงปฏิเสธตลอด จนเริ่มเดือดร้อนเพราะที่บ้านคิดว่าจบปริญญาโทมาจะได้งานทำเลย ผมกลับตรงข้าม ในที่สุด 3 เดือนผ่านไป จึงตัดสินใจทำงานกับบริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส

ที่อเมริกัน เอ็กซ์เพรส  นับเป็นมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งของผม เพราะได้สอนผมอย่างมาก เนื่องจากผมได้ถูกให้รับผิดชอบในส่วนธุรกิจร้านค้า ของบัตรเครดิตอเมริกัน เอ็กซ์เพรส พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นเซลล์นั่นเอง ซึ่งความจริงแล้ว ผมไม่ชอบการเป็นเซลล์  แต่เมื่อเป็นงานผมก็ต้องทำ ในตอนนั้นผมต้องเดินเคาะประตูตามร้านต่างๆ ที่ไหนมีร้านอาหารเปิดใหม่ ผมต้องไปคุยกับเจ้าของร้าน เพื่อให้เขารับบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส และเป็นความลำบากอีก เพราะบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ชาร์ตร้านค้าแพงสุด 5.2% ขณะที่วีซ่าการ์ด ชาร์ตเพียง 3% แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนมีทิฐิ ทำอะไรแล้วต้องประสบความสำเร็จ และบริษัทตั้งเป้าให้เปิดร้านค้า  20 ร้านค้าต่อเดือน ทำให้ผมมุ่งมานะและสามารถเปิดได้ 30 ร้านค้าต่อเดือน เพราะคนอื่นเข้างาน 8 โมงเช้า แต่ผมเข้างาน 6 โมงเช้า และทำงานถึง 2-3 ทุ่ม
 

 
จุดผกผันของชีวิตเข้ามาสู่ธุรกิจการเงินการธนาคาร

และสิ่งที่เป็นจุดผกผันของชีวิต ที่ทำให้ผมได้ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจการเงินการธนาคารจนถึงทุกวันนี้ ก็คือ ผมเริ่มคิดโปรโมชั่นต่างๆ ให้โรงแรมและรีสอร์ท ซึ่งโรงแรม และรีสอร์ทที่เปิดใหม่จะเชิญผมไปดู  เพื่อที่จะทำโปรโมชั่นส่งให้ลูกค้าบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส  ช่วงนั้นบัตรอเมริกัน เอ็กซเพรส โด่งดังมาก เพราะมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  เป็นพรีเซ็นเตอร์ ใครที่เข้า อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ได้ ถือว่าเก่ง และคนที่ทำงานในอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ต้องจบปริญญาโทในต่างประเทศและต้องเป็นมหาวิทยาลัยดังๆ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงยอมเป็นเซลล์ที่นี่ เพราะอยากทำงานในบริษัทที่โด่งดังและมีแต่คนเก่งๆ ในที่ทำงาน ทำให้ผมมุ่งมั่น

“ จากการมุ่งมั่นตั้งแต่วันแรกที่ไปทำงานนี้เอง จึงส่งผลให้ผมทำงานได้แค่ 4 เดือนก็แซงเพื่อนขึ้นมาเป็น Marketing Executive Promotion Advertising แล้ว นับเป็นจุดผกผันของชีวิตที่ทำให้ผมเริ่มเรียนรู้การไปดูโรงแรมต่างๆ ว่าโรงแรมดีอย่างไร ตกแต่งแบบไหน  รีสอร์ทนี้ตกแต่งอย่างนี้ จนเริ่มกลายมาเป็นที่มาของชีวิตผมในทุกวันนี้ 

ปัจจุบัน ผมมีบ้าน มีคอนโดมิเนียม มีโรงแรม M2 de Bangkok แยกสุทธิสาร ถนนวิภาวดีรังสิต ก็เพราะงานที่เป็น Marketing Executive ที่อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ซึ่งผมก็ชอบ และเริ่มวิเคราะห์ว่า บ้านตกแต่งแบบนี้ โรงแรมตกแต่งแบบนี้ ห้องพักตกแต่งแบบนี้ ผมเริ่มชอบ และซึมซับกับการตกแต่ง พอทำงานที่อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ก็เริ่มอยากตกแต่งบ้าน ทำให้งานอดิเรกในช่วงนั้น เป็นการเดินสวนจตุจักร เพื่อซื้อของมาตกแต่งบ้านและคอนโดฯ เมื่อเริ่มสนุก เงินโบนัสออก ก็ไปซื้อคอนโดฯเพิ่ม หรือไปซื้อบ้าน เพื่อมาตกแต่งและให้เช่า
 

 
“ผมเป็นคนวางแผนมาตลอด จึงรู้ดีว่า การมีสินทรัพย์ คือ สิ่งที่ดีที่สุดในอนาคต และผมก็คิดว่าการลงทุนที่ดีที่สุด ก็คือการซื้อทรัพย์สินไว้ เพราะทรัพย์สินจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเรา และสามารถทำรายได้ให้เราเป็นรายเดือน คือ ปล่อยเช่า ผมจึงเริ่มทำธุรกิจนี้เรื่อยมา คอนโดฯที่ตกแต่งครั้งแรกอยู่ที่สุขุมวิท ผมซื้อตอนนั้นประมาณ 4.2 ล้านบาท ตกแต่งอีก 1 ล้าน ให้เช่าเดือนละ 85,000 บาท นับว่าคุ้มค่ามาก ฉะนั้นพอมีเงินก็ไปซื้อคอนโดฯมาตกแต่งให้เช่าอีก ”

คุณวิชิต เล่าถึงวิธีการลงทุนในคอนโดฯ ว่า “ด้วยความที่ผมเป็นคนช่างเรียนรู้ ก็จะลงทุนด้วยการประมูล ซึ่งช่วงนั้นเศรษฐกิจแย่มาก ผมคิดว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาทองของผมๆจึงไปประมูล ดังนั้นเวลากลางคืนผมจะนั่งดูอินเตอร์เน็ต เพื่อดูว่ามีสินทรัพย์ที่ไหนให้ประมูลบ้าง อย่างคอนโดฯที่อยู่หลังโฟร์ซีซั่น ขายตอนเปิดตลาดที่ 9-10 ล้านบาท แต่พอเศรษฐกิจตกต่ำ ก็หล่นลงมาให้ประมูลที่ 2.9 ล้านบาท ผมจึงซื้อมาทีเดียว 6 ห้อง และอีกที่ราคาเดิม 10 ล้านบาท แต่เมื่อเศรษฐกิจแย่ ราคาก็ตก ผมไปประมูลมาได้ 2.5 ล้านบาท และมีแบ่งขายไปให้เพื่อนๆ บ้าง ซึ่งการลงทุนซื้อคอนโดฯและตกแต่งคอนโดฯนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ชอบมากๆ ถือเป็นจิตวิญญาณเลย 

อย่างที่ดินบางแปลง ผมซื้อมา 10 ล้านบาท ผมก็ขายไป 20 ล้านบาท 30 ล้านบาท ผมก็เริ่มสร้างตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ จากสิ่งเหล่านี้ เพราะลำพังเงินเดือนคงไม่สามารถจะทำให้ผมได้ และผมก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่อยากมีเวลาว่าง ถ้าจะเกษียณอายุก็อยากจะ Maintain ความเป็นอยู่ที่ดี แต่ถ้าเราเกษียณอายุ รายได้ไม่มี เราจะอยู่ยังไง ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะวางแผนยังไงให้ผมสบาย ผมคิดว่าถ้าลงทุนซื้อสินทรัพย์พวกนี้ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาและในแต่ละเดือนก็มีรายได้ให้ผม โดยผมเอารายได้เหล่านี้ไปจ่ายดอกเบี้ยธนาคารย่อมจะดี และพอเกษียณปุ๊บสินทรัพย์ทุกตัวจะเป็นของผมหมด และสินทรัพย์ตรงนั้น ก็สามารถที่จะสร้างรายได้ พอถึงวันที่ผมเกษียณอายุ ผมจะสบายมาก และสามารถ Maintain คุณภาพชีวิตได้เหมือนเดิม ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องทำงานแล้ว”

 
ตอนแรกผมตั้งเป้าว่าจะเกษียณอายุตอน 55 ปี เพราะคำนวณแล้วว่าหนี้สินจะจบตอนอายุ 55 ปี ซึ่งพอจบ ผมก็จะมีรายได้จากค่าเช่าพวกนี้เลี้ยงชีวิต ผมมีคอนโดฯอยู่ 10 ห้อง ผมก็จะมีรายได้จากตรงนี้ไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ผมวางแผนไว้ให้ชีวิตมีความสุขตลอดไป หลายคนไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ผมคิดว่าพออายุ 55 ปี ผมอยากใช้ชีวิตในสิ่งที่ผมอยากทำและอยากเป็น จึงวางแผนแบบนั้น หลายคนก็มาบอกว่าเกษียณอายุ 55 ปีเร็วไป ตอนนี้ผมก็เปลี่ยนแผนแล้ว เพราะผมเป็นคนไฮเปอร์มาก ถ้าหากเกษียณเร็ว จะไม่มีคุณค่า ตอนนี้เลยตั้งเป้าใหม่ว่าจะเกษียณที่อายุ 60 ปี เพราะรู้ว่าชีวิตผมคงน่าเบื่อและเซ็งมากๆ หากเกษียณเร็ว เพราะตอนนี้เพิ่ง 51 ปี แต่ผมก็ยังหนุ่มอยู่  จึงกำหนดการเกษียณอายุใหม่ที่ 60 ปี พร้อมปรับแผนชีวิตไปที่อายุ 60 ปีด้วย

ในที่สุดก็บอกตัวเองว่าถ้าถึงวันเกษียณ ผมก็จะมีรายได้ค่าเช่าคอนโดฯในแต่ละห้อง  มีโรงแรมที่จะมีรายได้เลี้ยงผมตลอดชีวิต ถ้าวันไหนจะใช้เงิน ผมก็สามารถขายสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งได้ นั่นหมายถึงเมื่อเกษียณแล้ว เพราะเคยถามตัวเองว่า ต้องการรายได้เดือนละเท่าไหร่ ถึงจะ Maintain Quality หรือเกษียณอย่างมีความสุข ซึ่งผมก็กำหนดไว้ให้ตัวเองแล้วว่า

เกษียณตอนอายุ 60 ปี ผมจะต้องมีรายได้เดือนละ 200,000 บาท เพราะผมต้องการมีแม่บ้าน 1 คนมาดูแลผม เพราะผมทำงานบ้านไม่เป็น และต้องการคนสวนอีก 1 คน รวมเป็น 20,000 บาท นอกนั้นก็มีค่าน้ำ ค่าไฟ และอื่นๆ อีก 20,000 บาท และกินอีก 60,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาท ส่วนอีก 100,000 บาทนั้น ก็อยากเก็บเผื่อไว้กรณีเจ็บไข้ หรืออะไรต่างๆ เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้มีรายได้หลังเกษียณ 200,000 บาทต่อเดือน ผมจะต้องทำอย่างไรบ้าง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา
 

ทิ้งชีวิตคนเมือง เป็นชีวิตชาวไร่ เพราะผมมองว่าแก่นแท้ คือ ความสงบในชีวิต
 
คุณวิชิต เล่าถึงการวางแผนก่อนเกษียณอายุว่า ตอนนี้ ผมทิ้งชีวิตคนเมือง ไปเป็นชีวิตชาวไร่ เพราะผมมองว่าแก่นแท้ คือ ความสงบในชีวิต คือผมเดินทางมาถึงจุดที่ว่า เงินทองไม่ใช่เรื่องที่สำคัญ แต่ความสงบของชีวิต มันเป็นความสุขที่สุดของชีวิต คือตอนนี้ผมไปอยู่กับชีวิตธรรมชาติชีวิตชนบท  อย่างโรงแรม M2 ผมก็ไม่เคยมาดู มาใส่ใจเลย เพราะผมให้กับความสุขส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว ซึ่งเราก็สามารถกลับมาทำงานได้อย่างมีคุณภาพ เย็นวันศุกร์ไปอยู่ไร่ จ.สระบุรี ทำฟาร์มโคนม เย็นวันอาทิตย์ กลับมาทำงานจะทำอะไรก็โฟกัสกับสิ่งนั้น

เวลาอยู่ที่ทำงานก็โฟกัสกับงาน เวลาอยู่ไร่ก็ทำงานกับไร่ ซึ่งก็ได้สัมผัสกับความสงบจากการที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้เลี้ยงวัว ได้รีดนมวัว มีความสุข โดยปัจจุบันที่ไร่มีโคนมทั้งหมด 103 ตัว คือเวลาอยู่ไร่ ตื่นเช้ามาตี 4 ไปรีดนมวัว คือ ผมสามารถรีดนมวัวได้  เพราะได้ไปเข้าคอร์สขององค์กรส่งเสริมโคนมแห่งประเทศไทย ไปเรียน 10 วัน นับตั้งแต่การเลี้ยงดูวัว การให้อาหารวัว การผสมเทียมวัว และการคัดสายพันธุ์วัว รวมถึงการรีดนมวัวด้วย  ผมคิดว่า ความสงบคือ การมีความสุขที่สุด เพราะเราได้อยู่กับความสงบ ได้อยู่กับตัวเราเอง อยู่กับธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องแอร์ คือพออยู่ที่นี่แล้วรู้สึกมีความสุข ไม่ได้อยู่ในความฟุ้งเฟ้อ หรูหรา ที่นี่ คือท้ายที่สุดของผมแล้ว จึงวางแผนว่า เมื่อเกษียณจะไปใช้ชีวิตที่ฟาร์ม ส่วนบ้านที่กรุงเทพฯ ก็จะสร้างรายได้ให้ผม ดังนั้น ผมก็สามารถไปใช้ชีวิตในจุดที่วางแผนไว้ได้ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่คิดเรื่องนี้ แต่สำหรับผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะวางแผนชีวิตตัวเราอย่างไร

หลังจากที่ได้ลาออกจากเอเอซีพีมาทำงานที่ ธนาคาร HSBC ผมก็เปลี่ยนการใช้ชีวิตใหม่ ทำอย่างไรที่จะ Balance ชีวิต ด้วย ไม่ใช่ทำงานหาเงินอย่างเดียว แต่ต้อง Work Life Balance ด้วย โดยชีวิตการทำงานกับการใช้ชีวิตส่วนตัวต้องแยกกันชัดเจน เวลาทำงานคือเวลาทำงาน เวลาส่วนตัวคือเวลาส่วนตัว ทุกเรื่องไม่ต้องไปเครียดกับมันมาก เหมือนอย่างตอนที่ผมมาทำงานที่ HSBC ผมดูแลทางด้าน Personal Banking หน่วยงานที่ผมดูแลขาดทุนปีละ 1,000 ล้านบาท แต่ผมสามารถเปลี่ยนจากขาดทุนให้มีกำไรได้ 700 - 800 ล้านบาท ภายในระยะเวลาแค่ 2-3 ปี ก่อนที่จะขาย HSBC ให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาในที่สุด

 
หลังจากนั้นผมก็มาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด (เป็นบริษัทในเครือของซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลก และได้ก่อตั้งขึ้นมานานกว่า 400 ปี) เริ่มเข้ามาบริหารงานที่นี่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2557 จนถึงปัจจุบัน และสามารถทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จากเดิมกำไรปีละ 100 ล้านบาท มากำไรปีละ 300 ล้านบาท และจ่ายโบนัสให้กับพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 10 เดือน จากเดิม 3 เดือน

“2 ปีกว่าที่ผมเข้ามารับหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง องค์กรเปลี่ยนไปมากในทางที่ดี จากการร่วมแรงร่วมใจของพนักงาน เมื่อพนักงานมีความกระตือรือร้น ผมก็อยากจะ Reward เขาให้มากที่สุด อยากจะให้โบนัสเขามากๆ เขาช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จได้มากขนาดนี้ กำไรปีละ 300 ล้านบาท เราก็อยากจะตอบแทน เพราะถ้าคนแฮปปี้ ก็จะทำงานให้มากขึ้น ผมเชื่อว่าพนักงานจะทำผลงานได้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงเชื่อว่าเราจะสามารถทำกำไรได้เป็นพันๆล้านบาทอย่างไม่ยากเลย จากปัจจุบันกำไรปีละ 300 ล้านบาท จากผลิตภัณฑ์สินเชื่อรถมอเตอร์ไซด์เพียงตัวเดียว ซึ่งต่อไปเราจะมีผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆอีก”

การทำงานของผม แม้จะดูเครียด แต่ผมไม่เครียด และผมก็สอนลูกน้องแบบนี้เหมือนกัน ไม่ให้เครียด แต่ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ทำงานอย่างมีความสุข และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ถึงเวลาเลิกงานกลับบ้านเลย ไปมีเวลาส่วนตัว พักผ่อน เพราะคนเราถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลผลิตจากการทำงานก็ได้ไม่เต็มที่ ปัจจุบันผมทำงานอย่างมีความสุข ผมมีความสุขทุกวันที่ได้ตื่นขึ้นมา ทำให้ชีวิตมีคุณภาพและโฟกัสไปแต่ในเรื่องที่ดี

คุณวิชิต พูดถึงงานในบทบาทหน้าที่และการบริหารงานใน ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารว่า  สำหรับบริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง เป็นบริษัทปล่อยสินเชื่อรายย่อยรถมอเตอร์ไซค์ ที่มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 3 ของบริษัทปล่อยสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด จึงมีความต้องการที่จะทำให้บริษัทนี้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง และก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์)  โดยระยะแรก 3 ปีหลังจากนี้ จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซด์
 

“ผมเอาประสบการณ์ จากที่เคยอยู่สาย Retail Banking  ได้เห็นจุดดีและจุดด้อยต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับที่นี่ โดยวัดผลสำเร็จจากการสร้างผลกำไรให้องค์กร จากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการกับเรามากขึ้น มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายและตอบโจทย์ ฉะนั้นต่อไป ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จะไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งเร็วๆ นี้ไม่เกินเดือนมิถุนายน 2559 บริษัทเตรียมจะเปิดตัวอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ และปีหน้าอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ จึงเท่ากับว่าตั้งแต่วันนี้จนถึงปีหน้า ซัมมิท แคปปิตอลฯ จะมีผลิตภัณฑ์หลัก 3 ผลิตภัณฑ์จับกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน และเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำกำไรให้กับองค์กรได้เป็นอย่างดี เนื่องจากยังไม่มีคู่แข่งมากนัก       

เหตุที่ต้องมีลูกค้า 3 กลุ่ม เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่มจะมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน จึงต้องจับลูกค้าทั้ง 3 กลุ่ม เพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะในสภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ ผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งอาจจะได้รับผลกระทบ แต่อีกตัวอาจจะไม่ได้รับผลกระทบ  เราจึงต้องมีผลิตภัณฑ์อีกตัวที่ไม่ได้รับผลกระทบ มา  Balance ความเสี่ยง นั่นคือหัวใจของการทำธุรกิจ

เพราะต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ชะลอตัวเช่นปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าผู้ซื้อรถมอเตอร์ไซค์จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก จากการถูกลดเวลาทำงาน ลดโอที ลดเบี้ยขยัน ดังนั้นหากเราทำธุรกิจเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์เพียงอย่างเดียว บริษัทจะได้รับผลกระทบทันที เพราะลูกค้าใหม่ที่ซื้อรถมอเตอร์ไซค์จะลดน้อยลง ลูกค้าเก่าก็จะไม่มีเงินมาผ่อนงวดรถ จึงจำเป็นต้องมีผลิตภัณฑ์ตัวอื่นที่ไม่อ่อนไหวกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เอาลูกค้ากลุ่มอื่นที่มีระดับความอ่อนไหวต่ำมา Balance พอร์ท นี่คือที่มาที่ไปว่า ทำไมต่อไป ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซี่ง จะต้องมี 3 ผลิตภัณฑ์ออกมานำเสนอลูกค้ากลุ่มรายได้ที่แตกต่างกัน   

สำหรับความพร้อมของพนักงาน ซัมมิท แคปปิตอล ในการปรับตัวต่อการเพิ่มผลิตภัณฑ์ และการขยายกลุ่มลูกค้านั้น ยอมรับว่าคิดหนัก เพราะที่ผ่านมา พนักงานเคยให้บริการแต่พ่อค้า แม่ค้าตลาดสด วินแท็กซี่มอเตอร์ไซค์ แม่บ้าน เกษตรกร พนักงานอาจจะใช้คำพูดชาวบ้านมาก แต่พอเราจะไปจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ เราต้องคิดกลยุทธ์เลยว่า เราจะทำอย่างไรที่ไม่ให้พฤติกรรมที่ผ่านมาติดไปใช้กับกลุ่มลูกค้าใน Segment ที่ต่างกัน ดังนั้นผมจึงมีแผนที่จะอัพ Skill พนักงาน เพื่อไปให้บริการกับกลุ่มลูกค้าที่ High End มากขึ้น อย่างเช่นปัจจุบันกลุ่มลูกค้าเราได้ข้ามไปที่กลุ่ม Big Bike แล้ว นอกจากนี้ ในอนาคตไม่ไกลผมมีแผนจะจัดทำหลักสูตรเพื่ออบรมติวเข้มพนักงานในแต่ละระดับ เสมือนเป็นมหาวิทยาลัยซัมมิท แคปปิตอล ในการเสริมสร้างพัฒนาองค์ความรู้ให้กับพนักงาน ซึ่งบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นไฟเขียวแล้ว  
 

 
การให้พนักงานรับรู้ถึงเป้าหมายในการเติบโตขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญมาก

“การที่ผมในฐานะเป็นผู้นำองค์กร การประกาศวิสัยทัศน์ให้พนักงานรับรู้ถึงเป้าหมายในการเติบโตขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญมาก ฉะนั้นผมจึงต้องประกาศว่า ผมจะต้องทำให้ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสินเชื่อรายย่อยในส่วนของนอนแบงก์ให้ได้ นั่นเป็น Long term Vision  เพื่อให้พนักงานเห็นภาพที่ไกล ในขณะเดียวกันพนักงานก็ต้องเห็นภาพในระยะใกล้ด้วยที่ภายใน 3 ปี เราจะเป็นผู้นำสินเชื่อรถมอเตอร์ไซด์ ฉะนั้นพนักงานก็จะรู้ว่า เกมส์เราไม่ได้จบเท่านี้ เป้าหมายไม่ได้แค่นี้ ต้องการให้ไปไกลกว่านั้น เมื่อได้เป็นผู้นำด้านเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์แล้ว จะต้องไปในจุดที่อยากไป สู่เป้าหมายสูงสุดการเป็นผู้นำสินเชื่อรายย่อย ฉะนั้นเมี่อทุกคนเห็นภาพที่ชัดเจนตรงกัน เราก็จะก้าวไปด้วยกัน”             
 
คุณวิชิตได้เผยถึง Roadmap ให้เราได้ทราบในช่วงท้ายว่า “ผมวางไว้แล้วว่าจะเดินไปแบบไหน และเตรียมที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในช่วงปลายปีนี้  ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่เราทำเฉพาะเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ จึงไม่จำเป็นต้องโฆษณา  แต่เมื่อเราจะข้ามไปทำธุรกิจอื่นๆ การโฆษณาจึงมีความสำคัญมาก และที่สำคัญพนักงานก็จะต้องมองไปในทางเดียวกับเราด้วย เท่ากับว่าผมจะต้องอาศัยศิลปะในการบริหารหรือการใช้ภาวะผู้นำจึงจะสามารถบริหารงานได้อย่างราบรื่นและประสบผลสำเร็จได้” การบริหารที่จะได้ทั้งคนและงานนั้น จำต้องใช้หลายวิธี ทั้ง “ศาสตร์ และศิลป์”     
 
และนี่คือทั้งหมดทั้งมวล ของ CEO Local คนแรก หนึ่งเดียวของกลุ่มซูมิโตโม นาม “ วิชิต พยุหนาวีชัย ”ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด
 

LastUpdate 15/06/2559 00:55:56 โดย :

กลับหน้าข่าวเด่น
15-09-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555