'ผู้กองมาร์ค' ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ นักอนุรักษ์อย่างเต็มร้อย


สัมภาษณ์ โดย: สุกฤษฏิ์ บูรณสรรค์


 
ภายใต้ความเปลี่ยนผ่านของโลก จากยุคสมัยอดีตกาล สู่ห้วงเวลาปัจจุบัน แม้จะเต็มไปด้วยความเจริญก้าวหน้าและสั่งสมวิทยาการที่ผลักให้มนุษยชาติมาได้ไกลจากบรรพบุรุษด้วยระยะเวลาที่น้อยกว่าอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ก็ต้องแลกมากับการผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และการทำร้ายสิ่งแวดล้อมที่มากและเร็วกว่าเดิมทบเท่าพันทวี จนกลายเป็นปัญหาหลักใหญ่ที่องค์กรระดับสากลให้ความสำคัญมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปลายยุคทศวรรษที่ 80 จนถึงปัจจุบันที่ข้ามมาสู่ศตวรรษที่ 21 

หากแต่ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว การมองภาพกว้างและใหญ่อย่างสิ่งแวดล้อม กลายเป็นเรื่องที่ดูยุ่งยาก วุ่นวาย และไกลตัว ในสังคมที่ทุกคนต่างคนต่างอยู่ ที่ๆ ปัญหาปากท้องและความต้องการความปรารถนาต่างเป็นเรื่องสำคัญในระดับรายวินาที 

แต่ไม่ใช่ ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ หรือ ‘ผู้กองมาร์ค’ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผู้ได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของงานด้านสิ่งแวดล้อม และเข้าหา นำเสนอในรูปแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจ ด้วยจิตสำนึกแห่งนักอนุรักษ์อย่างเต็มร้อย และ AC News ก็ได้มีโอกาสพูดคุยกันภายใต้บรรยากาศสบายๆ ในหัวข้อที่สำคัญระดับสากล โดยไม่ต้องกางตำรา หรือเอา Text เล่มหนามาเป็น References แต่ประการใด 
 


 
ได้ดีวันนี้เพราะมีครู 
 
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน การมีตัวอย่างที่ดีให้เดินตาม หรือ Role Model ที่ส่งเสริมทางบวก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กวัยรุ่นที่กำลังค้นหาคำตอบและความหมายของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว และสำหรับผู้กองมาร์ค ที่ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ก็ได้พบกับ ‘เข็มทิศชีวิต’ ชิ้นสำคัญที่มาในชื่อ….สิ่งแวดล้อม 

“ตอนนั้นผมไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาช่วงเกรด 8 (มัธยมศึกษาปีที่สอง) ซึ่งในช่วงเกรด 9 นั้น ผมได้มีโอกาสเรียนกับคุณครูวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง” ผู้กองมาร์คกล่าวระลึกถึงอดีต “เป็นครูที่แปลกมาก เพราะไว้ผมยาว ใส่เสื้อยืดสบายๆ แต่มีความกระตือรือล้นและความรักในสิ่งแวดล้อมที่ส่งผ่านต่อมายังพวกเราที่อยู่ในชั้นเรียน” 

และด้วยการสนับสนุนจากคุณครูผู้ไม่ธรรมดาท่านนี้เอง ที่ทำให้ผู้กองมาร์คในเวลานั้น ได้มีโอกาสลงภาคสนามทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรก 

 
 
“ตอนนั้นคุณครูสั่งงานโปรเจ็กต์ให้คิดว่าจะทำเกี่ยวกับประเด็นอะไรไปนำเสนอ ซึ่งผมกับเพื่อนๆ ก็ตัดสินใจทำเรื่องเกี่ยวกับการทิ้งน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือนและโรงงานลงแหล่งน้ำขนาดย่อยในเขตแคลิฟอร์เนีย” ผู้กองมาร์คกล่าวด้วยความตื่นเต้น “เราลงพื้นที่ สำรวจ เก็บข้อมูล ค้นคว้าเพิ่มเติมจากห้องสมุด ก่อนจะสรุปผลออกมาเป็นรายงานที่สะท้อนให้เห็นภาพของปัญหาสิ่งแวดล้อมในเวลานั้น” 

แม้จะเป็นงานโปรเจ็กต์ระดับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นหรือ Secondary School แต่ก็สะท้อนแนวคิดของการบูรณาการทางด้านการศึกษาของประเทศในระดับสากลได้เป็นอย่างดี ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิด วิเคราะห์ แยกแยะ และลองปฏิบัติจริง ผ่านผู้สอนที่มีความรู้และประสบการณ์ รวมถึงความใฝ่ใจอย่างมุ่งมั่นจนสัมผัสได้ 

และจากผลงานชิ้นดังกล่าวนี้เอง ที่เป็นใบเบิกทางชีวิตของผู้กองมาร์คกับงานด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อโปรเจ็กต์ชิ้นนั้น ได้รับรางวัลและประกาศเกียรติคุณจากทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดี บิล คลินตัน ในเวลาดังกล่าว 

“ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิตนะครับ เพราะเราเองก็ยังเด็กอยู่ แต่โปรเจ็กต์ที่เรากับเพื่อนๆ ได้ร่วมกันทำ ได้รับความสนใจจากภาครัฐ ที่จะนำไปพิจารณาเป็นทางแก้ไขอย่างจริงจัง” ผู้กองมาร์คกล่าว 

และจากวันนั้นเอง ที่แผนผังเส้นทางชีวิตของผู้กองมาร์ค ได้ถูกโชคชะตานำพาให้มาผูกโยงกับงานด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะกลายเป็นการงาน และตัวตนของเขาในเวลานับจากนั้นอีกยี่สิบกว่าปีให้หลังที่จะตามมา 
 


 
 
จากรั้วมหาวิทยาลัย สู่โลกแห่งการทำงานด้านยานยนต์ 
 
แน่นอนว่าสำหรับคนที่ใจมุ่งมั่นทางด้านสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจจะคาดเดาว่าผู้กองมาร์คน่าจะเลือกเรียนในสายที่เกี่ยวข้อง ตอบสนองต่อความปรารถนาที่มีอยู่ในใจ หากแต่เส้นทางชีวิตของคนๆ หนึ่งไม่จำเป็นต้องเดินไล่ไต่เป็นเส้นตรงเสมอไป เมื่อผู้กองมาร์คตัดสินใจเรียนต่อปริญญาตรี และปริญญาโททางด้านบริหาร ด้วยเหตุผลทางด้านหน้าที่การงาน

แต่ก็ไม่ห่างหายจากงานด้านสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด 

“อาจจะเพราะเราได้ทุน Scholarship จากทำเนียบขาวด้วยน่ะครับ ทำให้ต้องรักษาผลการเรียนให้ดีในระดับหนึ่ง” ผู้กองมาร์คกล่าว “แต่ผมก็ยังคงความเป็นเด็กกิจกรรมนะ มีเวลาก็จะรวมตัวกับเพื่อนๆ ไปทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอๆ” 

หลังสำเร็จการศึกษา ผู้กองมาร์คก็เริ่มเข้าสู่ชีวิตการทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งดูจะแตกต่างจากหนทางและแรงบันดาลใจเริ่มต้นอยู่ไม่น้อย แต่ภายใต้โลกที่เริ่มต้นด้วยน้ำมัน กลับมีความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมที่น่าตกใจ

“ผมจบทางด้านบริหาร มีความสนใจทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่ได้ไปทางนั้นโดยตรงครับ คือทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านงานกับบริษัทอย่างโตโยต้า บีเอ็มดับเบิลยู จนมาถึงเปิดบริษัทขนาดกลางของตัวเอง ทำมาเรื่อยๆ ได้ประมาณ 8 ปี ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น น่าจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความคิดทางด้านสิ่งแวดล้อมในระดับล้ำหน้าอยู่มาก อย่างบีเอ็มฯ นั้น คิดเกินกว่าระบบไฮบริดคาร์ แต่ข้ามขั้นไปถึงระดับรถที่ใช้ไฮโดรเจน เติมแค่น้ำเปล่าก็วิ่งได้ แต่ยังอยู่ในระยะทดลองหาจุดที่สมดุลเรื่องความปลอดภัย” ผู้กองมาร์คกล่าวถึงช่วงเวลาดังกล่าวด้วยความรู้สึกประทับใจ 

วิทยาศาสตร์กับสิ่งแวดล้อมมักจะเดินควบคู่กันไปเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการบ่อนทำลาย หรือการสรรสร้างให้เกิดสิ่งที่ดีกับโลกใบนี้ของเรา และการเข้าทำงานด้านบริหารและก่อตั้งกิจการของตนเองในวัยหนุ่มของผู้กองมาร์คนี้เอง ที่ช่วยย้ำหัวหมุด เตรียมความพร้อมให้กับภารกิจที่ใหญ่กว่าด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังใกล้เข้ามา 
 


 
 
ทางที่ต้องเลือก…
 
“พอเรามาถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็จะเริ่มตั้งคำถามว่า ชีวิตของเรานั้นต้องการอะไร เราจะใช้ชีวิตแบบนี้เป็นปกติไปเรื่อยๆ หรือเราจะเริ่มกลับมาสานฝันในสิ่งที่เรารัก” 

ผู้กองมาร์คกล่าวถึงช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจครั้งสำคัญ เพราะแม้จะประสบความสำเร็จทางด้านหน้าที่การงาน ตั้งบริษัทของตนเอง และชีวิตกำลังดำเนินไปในทางบวก เสียงเรียกจากแรงบันดาลใจและความใฝ่ใจที่ถูกฝังเอาไว้ตั้งแต่วัยเยาว์ก็เริ่มตื่นขึ้นมา เช่นเดียวกับผู้ที่มีความมุ่งมั่นหลายต่อหลายคน 

และสำหรับผู้กองมาร์คนั้น มันเป็นการตัดสินใจที่ไม่ยากเลย…

“สำหรับผม มันคืองานด้านสิ่งแวดล้อม คำตอบนั้นง่ายมาก ว่าผมขอไปสานต่อความฝันของตัวเองดีกว่า เงินเก็บได้ระดับหนึ่ง พออยู่ได้ ก็เลยตัดสินใจกลับมาเมืองไทย”

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ในฐานะที่มีประสบการณ์ด้านการบริหาร ผู้กองมาร์คเริ่มตั้งคำถามชุดถัดไป ว่างานด้านใดที่จะตอบสนองต่อความฝันของเขาที่มีต่องานด้านสิ่งแวดล้อม และมาจบลงที่ งานด้านผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หรือตำรวจ 

“ได้ข้อสรุปว่าเป็นตำรวจ เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย น่าจะเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุด ก็เลยตัดสินใจไปสมัครสอบตำรวจ ซึ่งระหว่างรอผลสอบ ผมบินกลับไปสหรัฐฯ เพื่อจัดการธุระและเตรียมเรียนต่อปริญญาเอกไปพลางๆ เพราะคิดว่าถ้าสอบไม่ติด ก็จะเรียนต่อจนจบที่นี่เลย เผอิญว่าผลสอบออกมา ผมสอบติด ที่เรียนอยู่เลยค้างไว้ คือทำถึงช่วงวิทยานิพนธ์แล้ว แต่เราเลือกที่จะกลับมาเป็นตำรวจ เลยได้เป็น Diploma หรือประกาศนียบัตรแทน” 

ทางเลือกเพียงสั้นๆ แต่เปลี่ยนผันชีวิตอย่างใหญ่หลวง ถ้าผู้กองมาร์คตัดสินใจที่จะเรียนต่อ โลกก็จะรู้จักเขาในฐานะด็อกเตอร์ทางด้านบริหารอีกคนหนึ่ง แต่เมื่อเลือกที่จะกลับมารับราชการตำรวจ ก็ทำให้เป็นผู้กองมาร์ค ที่จะสานต่องานด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างไกลกว่าที่เขาจะเคยคาดเดาเอาไว้ 
 


 
 
จุดเริ่มต้นของตำรวจสิ่งแวดล้อม และความเคลื่อนไหวของการก่อตั้งความร่วมมือระดับสากล 
 
เมื่อกลับมารับราชการตำรวจในช่วงแรก ด้วยโปรไฟล์และความสามารถที่มีในฐานะนักบริหารและความเชี่ยวชาญด้านภาษา ผู้กองมาร์คจึงได้รับการส่งมอบให้ไปรับหน้าที่กองการต่างประเทศ เพื่อดูแลในคดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจ แต่นั่นเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ 

“ใจผมยึดมั่นในงานสิ่งแวดล้อมน่ะครับ” ผู้กองหนุ่มกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ สบายอารมณ์ “ก็เลยทำเรื่องขอย้ายไปทำงานเกี่ยวกับด้านดังกล่าว ก็เลยได้เป็นตำรวจสากลสิ่งแวดล้อม” 

และการได้ดำรงตำแหน่งตำรวจสากลสิ่งแวดล้อมครั้งนั้นเอง ที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของคำว่า ‘สิ่งแวดล้อม’ ให้ผู้กองมาร์คยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่เคยมีมา แต่มีขอบเขตที่กว้างและครอบคลุม รวมถึงเป็นประเด็นสำคัญในวาระระดับชาติและระดับสากลสมชื่อกับตำแหน่งและความรับผิดชอบที่พ่วงมาด้วย 
 
“ต้องเรียนให้ทราบครับว่า ตำรวจสากลนั้นแบ่งออกเป็นแปดกองกำกับ ซึ่งฝ่ายปฏิบัติการนั้นจะมีสามส่วนคือ ภูมิภาคอาเซียน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทวีปอเมริกา ผมนั้นอยู่ในส่วนแรก และได้ทำการเสนอไปว่า เราควรจะมีหน่วยงานเฉพาะทาง จากนั้นก็เลยประสานกลับไปกับ Interpol หรือตำรวจสากลที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทางนั้นก็ให้ความสนใจกับแนวคิดนี้ค่อนข้างมากและจริงจัง โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน ที่เป็นดั่งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ตรงจุดนี้ต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งแวดล้อม ไม่ได้จำกัดเฉพาะงานด้านมลพิษแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะรวบเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพันธุ์พืชด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ดีที่ทาง Interpol ได้มาตั้งศูนย์ประสานงานเกี่ยวกับสัตว์ป่า ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการก่อกำเนิดโครงการสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยผมทำหน้าที่ประสานงาน เรียกว่าครอบคลุมทั้งภูมิภาคและในระดับสากล” ผู้กองมาร์คกล่าว 
 

 
 
กระนั้น แม้จะลุยงานอย่างจริงจังในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่บทลงโทษในตัวกฎหมายที่อ่อนแรงไม่มีประสิทธิภาพ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งใน Concern ที่อยู่ในใจผู้กองมาร์คในช่วงเวลาที่รับหน้าที่ดังกล่าว 

“เราเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่หลายครั้งเลย ที่กฎหมายที่มีอยู่ในมือนั้น อ่อนเกินไป สูงสุดที่มีในยุคนั้นคือจำคุกไม่เกินสี่ปี ปรับไม่เกินสี่หมื่น หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งน้อยมาก เพราะไม่ว่าคุณจะแค่ลักลอบขนสัตว์สงวนเพียงตัวเดียว หรือค้าเสือเป็นพันๆ ตัว บทลงโทษก็เท่ากัน ซึ่งผมคิดว่ามันไม่น่าใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ถ้ากฎหมายมันไม่เอื้ออำนวย มันก็ไร้ผล ไม่เกิดประสิทธิภาพ” ผู้กองมาร์คกล่าวอย่างจริงจัง 

“พอเห็นในจุดนี้ ผมซึ่งได้ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการและที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อมที่รัฐสภาควบ ก็พยายามที่จะผลักดันให้กฎหมายนั้นมากขึ้น แต่ทั้งนี้ อาจจะเป็นเรื่องกระบวนการที่มีขั้นตอน ที่ทำให้หลายอย่างไม่สัมฤทธิ์ผลในทันใด ทำให้ความมุ่งหมายที่จะพัฒนาทางด้านกฎหมายของผมนั้นมีมากขึ้น ทีนี้ มีผู้ใหญ่ในรัฐสภาแนะนำว่า ถ้าคุณอยากจะทำงานด้านกฎหมาย ทำไมไม่ไปในจุดที่สามารถแก้กฎหมายได้จริงๆ เสียเลยล่ะ และนั่นคือจุดที่เปลี่ยนผันชีวิตครั้งใหญ่ของผมอีกครั้งนับตั้งแต่ตัดสินใจกลับมาจากอเมริกา”

ดูจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสม เมื่อดูจากประวัติการทำงาน การคลุกคลีกับชุมชน การลงพื้นที่อย่างจริงจัง การทำงานด้านการเมืองน่าจะเกิดประสิทธิภาพสำหรับงานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ไม่น้อย โชคไม่ดีนัก ที่ความผันผวนทางการเมืองทำให้ไอเดียนี้ของผู้กองมาร์คต้องพับลงอย่างกะทันหัน 

"ช่วงนั้นยังไม่ได้มีการเลือกตั้ง ทางผู้ใหญ่ก็เสนอให้ผมไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งดำรงตำแหน่งจนถึงช่วงยุคสภาปี 2557  ก็มีหลายอย่างที่อยากจะทำ ถ้าได้รับเลือกมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ผมจึงได้ตัดสินใจลงสมัคร .. เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ เพราะผมเองก็เป็นคนพื้นเพที่นี่  อยากจะรับใช้คนกรุงเทพฯและพี่น้องในเขตที่เติบโตมา" ผู้กองมาร์คกล่าวอย่างมุ่งมั่น  และผลออกมาว่า ผู้กองมาร์คชนะการเลือกตั้งในครั้งนั้น  แต่เกิดการผันผวนทางการเมืองขึ้นมาซะก่อน จึงทำให้เส้นทางทางการเมืองหยุดชะงักไป" 

แต่หนทางหนึ่งที่ปิดลง ใช่ว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง หากแต่เป็นการเบี่ยงเพื่อไปสู่โอกาสใหม่ๆ และสำหรับผู้กองมาร์ค ผู้มีความรู้ ความสามารถเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันนั้น การออกจากงานราชการตำรวจ และการไม่ได้เข้าสู่วงจรการเมือง ก็เปิดโอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า ที่ทำให้เขาได้อยู่กับงานด้านสิ่งแวดล้อมระดับ ‘เข้มข้น จริงจัง’ มากกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา 


ผู้กองหนุ่ม ประธานสิ่งแวดล้อมโลก 
 
ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูสุขุม อารมณ์ดี และออกจะสบายๆ ของผู้กองมาร์ค ถ้าพบเห็นโดยทั่วไป ผู้คนคงจะคิดว่าเขาเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนสักแห่ง แต่ถ้าบอกว่า เขาคือ ‘ประธานสิ่งแวดล้อมโลก’ ที่กำกับดูแลงานด้านสิ่งแวดล้อมและงานด้านอนุรักษ์ระดับสากล ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศทั่วโลก คงจะทำให้หลายคนต้องทึ่ง แต่นั่นคือความจริง แม้ในขณะปัจจุบัน 

“พอออกมาจากทางนั้น (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ทางองค์กรอาเซียนก็เล็งเห็นว่า ผมทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาตลอด และมีความสัมพันธ์อันดีสมัยที่ยังอยู่กับ Interpol ก็ได้รับเชิญให้ไปเป็นผู้อำนวยการ ASEAN WEN (Asian Wildlife Enforcement Network) คอยดูแลกำกับเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ป่าพันธุ์พืช ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 2014 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาสามปี” 

และในขณะที่รับตำแหน่งผู้อำนวยการ ASEAN WEN นี้เอง ที่องค์กรสิ่งแวดล้อมโลก ได้วาระเลือกตั้งประธานคนใหม่ และผู้กองมาร์คก็เป็นหนึ่งที่ได้รับเลือกให้ลงสมัครในเวลานั้น 

“ช่วงปี 2015 มีการเลือกตั้งประธานสิ่งแวดล้อมโลก โดยมีหลายองค์กรและหน่วยงานลงสมัคร ไม่ว่าจะองค์การสหประชาชาติ (UN) ตำรวจสากล (Interpol) องค์กรศุลกากรโลก จนถึง CITES และ World Bank รวมผู้สมัคร 62 ท่านจากสมาชิก 200 ประเทศ ผมก็เลยลงสมัคร และได้รับเลือกในปีนั้น” 
 

 

บทบาทเชิงรุกของประธานสิ่งแวดล้อมโลกคนใหม่ ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป 
 
งานระดับสากล ความรับผิดชอบที่มากขึ้น นี่คือบทบาทสำคัญของประธานสิ่งแวดล้อมคนใหม่อย่างผู้กองมาร์ค ที่แม้ในขณะที่พูดคุยกันนั้น เขาก็ยังอยู่ในวาระที่ใกล้จะครบกำหนดในเวลาอีกไม่นาน 

กระนั้น โลกแห่งการกระทำผิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมก็ไม่เคยรอหรือหยุดนิ่ง และสิ่งแรกที่ผู้กองมาร์คได้ทำในฐานะประธานสิ่งแวดล้อมโลกคนใหม่ คือการปรับแนวคิดปฏิบัติงานในเชิงรุกที่มากขึ้น ทันสมัยมากขึ้น 

“เนื่องด้วยผมมาจากสาย Enforcement หรือสายบังคับใช้กฎหมาย ก็เลยจัดปฏิบัติการ Cobra ขึ้นมา ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ 62 ประเทศทั่วโลกร่วมมือ แลกเปลี่ยนข่าวสาร ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ สร้างระบบที่ดัดแปลงจากองค์กรศุลกากรโลก ที่ช่วยให้เกิดการรายงานการกระทำผิดทางด้านสิ่งแวดล้อมได้แบบ Real-Time ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ทั่วโลกจากหลายๆ หน่วยงานที่ประสานกัน ให้เกิดการดูแลและจับกุมผู้กระทำผิดได้ในทันที โดยงานใหญ่ของปฏิบัติการ Cobra คือปี 2015 ที่เราสามารถจับกุมการลักลอบค้างาช้างสองครั้ง ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครั้งแรกที่ 3.1 ตัน และ 4.1 ตันในครั้งที่สอง รวมถึงการจับกุมการค้าพันธุ์ไม้หายาก และสัตว์ป่าชนิดต่างๆ กว่า 400 ชนิด ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่เห็นได้ชัด” ผู้กองมาร์คกล่าว 
 

 
 
แต่แน่นอนว่า ผู้กระทำผิด ย่อมต้องหาทางหลบหลีกช่องทางการตรวจจับของผู้พิทักษ์กฎหมาย และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้กองมาร์คต้องการให้หน่วยงานสลับแนวคิดให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น 

“ต้องยอมรับครับว่า รูปแบบการซื้อขายสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้สงวนนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างเมื่อก่อน เวลาอยากได้สัตว์หายากก็ต้องไปจตุจักรในวันหยุด แต่สมัยนี้ พออินเตอร์เนทและโซเชียลมีเดียเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต รูปแบบการกระทำผิดก็ย้ายขึ้นไปอยู่บนโลกไซเบอร์ที่ยากแก่การติดตาม” ผู้กองมาร์คอธิบาย 

“แน่นอนว่าถ้าผู้กระทำผิดพัฒนา ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ต้องตามให้ทัน ซึ่งเราก็มีการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทั่วโลก ผมเองก็ต้องบินไปตามประเทศต่างๆ กว่า 70 ประเทศ เพื่อไปสอนเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะโปรแกรมล่าสุดที่ชื่อ Wildscan ที่เป็นโปรแกรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้าผู้ใช้ไม่รู้ว่านี่เป็นสัตว์สงวนหรือไม่ สามารถถ่ายรูปและส่งข้อมูลผ่านโปรแกรมให้กับทางศูนย์ ซึ่งจะตอบสนองด้วยข้อมูลที่ชัดเจน ว่าเป็นสัตว์หรือพันธุ์พืชคุ้มครองหรือไม่ ถ้าคุ้มครอง คุ้มครองประเภทใด รวมถึงบอกพิกัดที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายขึ้น รวมถึงสร้างความปลอดภัยให้กับผู้แจ้งเบาะแส เพราะไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนให้เกิดความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพชีวิตของผู้แจ้งเหตุ” 

นอกเหนือจากผู้บังคับใช้กฎหมายแล้ว ผู้กองมาร์คยังต้องขยายความร่วมมือไปยังสายการบินต่างๆ รวมถึงสนามบินทั่วโลก ให้ความรู้ความเข้าใจ เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่การลักลอบขนสัตว์สงวนผ่านการเดินทางทางอากาศนั้น ก็ยังเป็นสิ่งที่พบเห็นจนเป็นเรื่องปกติ 

“ที่เคยเจอก็มีนอแรดร้อยกว่ากิโลกรัมแบ่งเป็นสิบกระเป๋า จนถึงไข่นกสามร้อยฟองที่ผูกติดไว้ด้านในเสื้อของผู้ลักลอบที่ตัวใหญ่ เคสหลังนี่เป็นกรณีศึกษาที่เหลือเชื่อมาก ว่าสามารถเกิดขึ้นได้” ผู้กองมาร์คกล่าว “และด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง ที่นอกเหนือจากทางเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายแล้ว เรายังต้องให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่สายการบินต่างๆ และเจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่สนามบิน เพื่อคอยเป็นหูเป็นตาให้กับการกระทำผิดการค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชสงวน ว่าถ้าพบเห็นสิ่งผิดปกติ ให้รายงานผ่านทางออนไลน์ได้ในทันที” 
 

 
 
Thailand 4.0 กับงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งอนาคต 
 
เชื่อว่าวลี ‘Thailand 4.0’ น่าจะเป็นสิ่งที่เราคุ้นชินไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดใดๆ อีกต่อไป ภายใต้ความพยายามของภาครัฐที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยได้ก้าวไปสู่ความทันสมัยแบบดิจิตอล ซึ่งงานด้านสิ่งแวดล้อม ก็เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่จะได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนตามที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้า 

แต่กระนั้น ประเทศไทย พร้อมแค่ไหนกับการก้าวไปยังเลข 4.0? 

“ต้องเรียนแบบนี้นะครับว่า หน่วยงานราชการนั้น มีคนที่เก่งอยู่จำนวนมาก แต่หลายๆ ท่านที่ได้ลงสัมผัสพื้นที่นั้น จะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ซึ่งอาจจะมีอุปสรรคในการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีบ้าง เพราะว่าการใช้โปรแกรม Wildscan ในช่วงแรกนั้น อาจจะใช้ไม่ได้ง่ายเท่าใดนัก เราก็เลยทำการพัฒนาโปรแกรมเวอร์ชันใหม่ ให้ง่ายในระดับที่ถ้าคุณสามารถเล่นโปรแกรม Social Media ได้ คุณก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้ และเราก็มีโปรแกรมอีกตัวหนึ่งที่ชื่อ FIST ที่พัฒนาร่วมกับกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยจะเป็นโปรแกรมระดับสูง สำหรับเจ้าที่ปฏิบัติงาน ที่จะยกระดับการรายงานข้อมูลและการเชื่อมโยงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง” เป็นอีกครั้งที่ผู้กองหนุ่มอธิบายให้เรารับทราบ ทั้งยังเสริมด้วยว่า ในการทำงานใดๆ การประสานกับหน่วยงานภาครัฐนั้นเป็นสิ่งที่เป็นปกติ และหน้าที่ของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากไปจากเดิมแต่อย่างใด 

“ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือองค์กรระหว่างประเทศ การประสานงานกับข้าราชการเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในทุกวันนี้ เราก็ทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมศุลกากร สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงต่างประเทศ” ผู้กองมาร์คกล่าว 

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้ข้อกฎหมายก็ยังคงเป็น Concern สำคัญที่ผู้กองมาร์คได้มองไว้ว่า แม้จะดีขึ้นจากช่วงเวลาเริ่มต้นการทำงาน แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอยู่อีกไม่น้อย 

“ปี 2559 เรามีการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้รัดกุมขึ้น  เป็นจำคุกไม่เกิน 7 ปี ส่วนปรับขึ้นกับฐานการจับ ซึ่งเป็นการตอบสนองจากสิ่งที่เราเสนอไปนาน แต่ทางเราก็ได้เข้าร่วมร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พรบ. งาช้าง แต่ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ต้อง Concern คือเรื่องการบังคับใช้ ต้องให้แน่ใจว่าทางเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติตามกฎที่ได้มีขึ้นไว้อย่างเข้มงวด กระนั้น การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ต้องใช้เวลา เพราะแม้เราจะปรับปรุงทางด้านกฎหมาย แต่ที่ผ่านมา ก็มีแต่โทษปรับ แต่ยังไม่มีโทษจำคุกให้เห็นเลย ซึ่งถ้าสามารถขยับขึ้นไป ก็จะเป็นการปรามผู้กระทำผิดได้ดียิ่งขึ้น” ผู้กองมาร์คทิ้งท้ายคำถามของ AC News ในประเด็นดังวกล่าว 
 


คนรุ่นใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 
 
มาถึงจุดนี้ หลังการพูดคุยกว่าชั่วโมงที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแสนสบาย ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคนกับผู้กองหนุ่ม คำถามสำคัญที่สุดก็ผุดขึ้นมา และเราอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยถามออกไป 

ว่าคนรุ่นถัดไป กับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นอย่างไรในมุมมองของผู้กองมาร์ค 

ผู้กองหนุ่มนิ่ง ยิ้มอย่างสบายอารมณ์ และให้คำตอบด้วยความเชื่อมั่น 

“ล่าสุดผมไปทำกิจกรรมกับนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ Bangkok International School เกี่ยวกับการรณรงค์ไม่กินหูฉลาม และพาน้องๆ ไปลงพื้นที่แถบเยาวราชเพื่อให้ข้อมูลกับผู้คนในพื้นที่ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีทีเดียว” ผู้กองมาร์คกล่าว 

“จากกรณีดังกล่าว ทำให้ผมมองว่า สิ่งแวดล้อมนั้น เกี่ยวข้องกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ และทุกประเทศทั่วโลก ทั้งอากาศที่หายใจ น้ำที่ใช้ดื่มกิน ทุกสิ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นอยู่ด้วยกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งด้วยประเด็นที่กล่าวไป เป็นจุดสำคัญเลยที่เราต้องปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนัก เพราะการที่เราปลูกฝังไปเรื่อยๆ เด็กๆ ได้รู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านี้ แนวคิดก็จะเปลี่ยนไป อยากมีส่วนร่วมและมีความ Active มากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของเด็กรุ่นใหม่อยู่แล้ว”

ทั้งนี้ คุณมาร์คยังได้เสริมอีกว่า การมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องไปลงพื้นที่ ลุยป่าลุยเขา ขอเพียงช่วยกระจายแนวคิดและสิ่งที่เกิดขึ้น ผ่านช่องทางต่างๆ ก็ถือว่าได้ช่วยด้านสิ่งแวดล้อมในทางหนึ่งแล้ว 

“การทำ CSR ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็มีส่วนช่วยในการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมครับ หรืออย่างแคมเปญล่าสุดของหน่วยงานเรา ที่รณรงค์เรื่องการฆ่าช้างเอางา ด้วยการทำคลิปวิดีโอ ให้คนร่วมกันแชร์แล้วแฮชแทก ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะจะทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ มีส่วนร่วมได้ และอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด” 
 

 

ทางที่ทอดยาวออกไป ของผู้กองหนุ่มนักอนุรักษ์ 
 
จากวันที่ได้พบกับอาจารย์หนุ่มผมยาวผู้มีแรงผลักดันอย่างแรงกล้า สู่วัยสามสิบกว่าๆ ผู้กองมาร์ค ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ ได้เดินในเส้นทางอันยาวไกลและไปถึงจุดสูงสุดสำหรับความรับผิดชอบในสายงานด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับคนทั่วไป นี่อาจจะถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่น้อยคนนักที่จะทำได้ เป็นจุด ‘สูงสุด’ ที่แท้จริง แต่ผู้กองหนุ่มของเรากลับส่ายหน้าและยิ้มให้กับการเรียกขานดังกล่าว 

“สำหรับผม งานสิ่งแวดล้อม มันไม่มีที่สิ้นสุดหรอกครับ เพราะสิ่งแวดล้อม อยู่คู่กับมนุษย์โดยตลอด รวมถึงผู้กระทำผิด ก็มีรูปแบบใหม่ๆ ในการหลบเลี่ยงกฎหมายอยู่ตลอดเวลา ผมเองก็อยากจะทำงานด้านนี้ต่อไปจนกว่าตัวเองจะทำไม่ไหว แต่ในขณะเดียวกัน ผมเองก็อยากจะสร้างคนรุ่นใหม่ ที่ขึ้นมาสานต่องานเหล่านี้ เพราะผมเชื่อว่า วันนี้ ผมอาจจะยังทันสมัย แต่ในอีกสิบหรืออีกยี่สิบปีข้างหน้า ที่ก้าวตามทัน และต้องขึ้นมาแทนที่เรา ผมถึงนิยมการฝึกอบรมและการบรรยาย เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ ต่อยอด และสานต่อสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมา โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นคนไทย หรือคนชาติใดก็ตาม” ผู้กองมาร์คตอบคำถามด้วยความถ่อมตน แต่มีความกระตือรือร้นอยู่ในที 

“แต่ถ้าถามว่าในระยะสั้น ตำแหน่งที่ผมดำรงอยู่ก็ใกล้ครบวาระแล้ว ซึ่งถ้าต้องลงจากตำแหน่ง ก็คงต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมโลก แต่ทั้งนี้ ผมก็จะยังคงทำงานด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป แม้จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง ก็อาจจะไปร่วมมือกับ NGO ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสืบสานงานด้านดังกล่าว” ผู้กองหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย 

เราไม่อาจจะคาดเดาได้ ว่าเวลาถัดจากนี้อีกสิบ หรืออีกยี่สิบปีข้างหน้า จะเกิดสิ่งใดกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก ที่ๆ ปรากฎการณ์เรือนกระจก โลกร้อน มลภาวะ และการลดลงอย่างรวดเร็วของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เหล่านี้ กำลังดำเนินไป แม้ในขณะที่เราพูดคุยกับผู้กองหนุ่ม และเชื่อว่าจะยังดำเนินต่อไป แม้ในขณะที่ผู้อ่านทุกท่านกำลังรับชมบทความนี้บนหน้าเพจ AC News 

อาจจะจริงอย่างที่ผู้กองมาร์คได้ว่าไว้ งานด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่มีวันสิ้นสุด….

แต่สำหรับเขา มันอาจจะเป็นชีวิตที่มีความสุข เปี่ยมล้น และเติมเต็ม ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ไหน หรือบทบาทใด นั่นเพราะมันยังคงทำให้พวกเราเชื่อมั่นว่า วันใดวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า ผลจากความพยายามในงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ลงแรงไปนั้น จะส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีไปยังคนรุ่นถัดไป 

เช่นเดียวกับที่ครูผมยาวได้เคยให้ไว้ กับเด็กชายวัฒนรักษ์ ณ เกรดแปด ประเทศสหรัฐอเมริกา จนมาสู่ผู้กองมาร์คนักสิ่งแวดล้อมคนเก่งในวันนี้นั่นเอง
 
ขอขอบคุณสถานที่ :  ร้าน  Zodiac Cafe & Home Decoration  ถ.ราชพฤกษ์

โทร : 087 126 9246 


LastUpdate 29/11/2560 20:23:47 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
22-01-2018
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555