เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
สัญญาณปรับโครงสร้างราคาพลังงาน


ในที่สุดคณะกรรมการนโยบายพลังงาน  หรือ กบง.   ที่มีนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เป็นประธาน ได้มีมติให้ปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้ม(LPG) ภาคขนส่ง   อีกกิโลกรัมละ 25 สตางค์  หรือเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 21.38 บาท  หลังจากที่เคย มีมติ ให้คงราคา LPG และ NGV ภาคขนส่งออกไปอีก  3 เดือน นับตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม    

เนื่องจากในเดือนสิงหาคมราคา LPG ในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ที่  775 เหรียญสหรัฐต่อตัน  จากเดือนก่อนที่มีราคา 593 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน    จากความต้องการใช้แอลพีจีในตลาดโลกมีเพิ่มสูงขึ้นมาก   ประกอบกับการนำเข้าแอลพีจีของไทยในเดือน สิงหาคม สูงถึง 176,000 ตัน สูงกว่าเดือนก่อนที่มีการนำเข้ามาเพียง 111,000 ตันเท่านั้น    ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องมีภาระชดเชยเพิ่มขึ้น
        
ส่วนราคา LPG ภาคอุตสาหกรรม  ยังคงตรึงราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 29.56 บาท และ LPG ภาคครัวเรือนก็ยังตรึงราคาไว้เท่าเดิมที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม จนถึงสิ้นปี    ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ตรึงราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 10.50 บาทเช่นเดิม ไปจนกว่าจะมีข้อสรุปร่วมกันของต้นทุนราคา  โดยเฉพาะผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยพลังงาน  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
 

ซึ่งก่อนการปรับราคาพลังงงานครั้งนี้  มีรายงานว่า   น.ส. ยิ่งลักษณ์   ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์  ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี   พร้อมด้วยนายอารักษ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าหารือ  เพื่อหาข้อยุติร่วมกันถึงการปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่งและเอ็นจีวีที่ครบกำหนดตรึงราคามา 3 เดือน ในวันที่ 16 ส.ค. ว่าจะมีการปรับขึ้นหรือไม่อย่างไร    ซึ่งผลการประชุมที่ออกมาก็เป็นไปตามที่ได้มีการหารือกันในเบื้องต้น

ทั้งนี้ปริมาณการใช้แอลพีจีของไทย  ได้เพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลก ขยับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้การใช้ก๊าซแอลพีจีทั้งในภาคครัวเรือน ภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากราคาก๊าซ แอลพีจีที่รัฐควบคุมมีราคาต่ำกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น

ด้านผู้บริหารบริษัทน้ำมันปตท.  ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาล ว่า  กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องใช้เงินในการอุดหนุนราคาก๊าซ LPG ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบันไปแล้วประมาณ 95,000 ล้านบาท จนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ       อยู่กว่า 23,000 ล้านบาท  และรัฐต้องกู้เงิน ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีก เพื่อ     มาใช้ในการชดเชยราคาพลังงาน  
ขณะที่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน  นายมนูญ ศิริวรรณ    มองมติของกบง.ในครั้งนี้ว่า  การปรับราคาLPG ภาคขนส่ง ขึ้นเพียง25 สตางค์ต่อกิโลกรัม ยังดีกว่าที่รัฐจะไม่มีนโยบายอะไรออกมา  เพราะจะยิ่งกระทบต่อภาระของกองทุนน้ำมัน  แต่ภาครัฐก็ ควรที่จะปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะทิศทางราคาก๊าซLPG ในตลาดโลก ยังมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้อีก   ตามราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น และยิ่งเข้าใกล้ช่วงฤดูหนาวก็จะยิ่งทำให้ความต้องการใช้พลังงาน LPG เพิ่มขึ้น  
หลังจากนี้คงต้องติดตามนโยบายการปรับราคาพลังงานของรัฐบาล ว่าจะมีความชัดเจน  มากน้อยแค่ไหน   เพื่อไม่สร้างปัญหาให้กับกองทุนน้ำมันที่มีแนวโน้มจะติดลบอีกนาน 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 15 ส.ค. 2555 เวลา : 14:10:41
23-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 23, 2019, 8:31 am