เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
นโยบายการเงินที่เหมาะสมกับไทย?ควรเป็นแบบไหน?



 
ตอกย้ำการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เดินมาถูกทาง    เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ส่งหนังสือยืนยันมาที่ ธปท.  โดย ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  บอกว่า  เนื้อหาเป็นการชี้แจงกรณี ดร.วีรพงษ์  รามางกูร ประธานกรรมการ ธปท. อ้างว่า นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า ภาวะเศรษฐกิจของไทยขณะนี้ไม่เหมาะสมกับการใช้กรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation targeting) ในการดำเนินนโยบายการเงิน  ไม่เป็นความจริงและไม่ตรงกับแนวคิดของผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟอย่างสิ้นเชิง  และกลับกันเห็นว่าแนวโนบายของ ธปท.ปัจจุบันถือว่าได้ผลดีในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ



ซึ่งเรื่องดังกล่าว ผู้ว่าธปท. ยอมรับว่า เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน   และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และภาพพจน์ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางได้ 




แนวคิดนี้  ดร.วีรพงษ์ อ้างว่า นำมาจากการหารือกับนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เดินทางมาเยือนไทยในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ธปท. ควรเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ (Inflation targeting) มาดูแลอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate targeting) มากกว่า
 


และยังสอดคล้องกับมุมมองของ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ที่ต้องการเห็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดเหลือ 2.5% จากระดับ 3% โดยหวังใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าเป็นเครื่องมือประคับประคองส่งออกให้ขยายตัวได้

แต่เมื่อมองจากประสบการณ์ในอดีต การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท.ได้เคยสร้างความเสียหายให้กับประเทศมาแล้วในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 สอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในแวดวงธนาคารพาณิชย์  ที่เห็นว่าการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับเศรษฐกิจ  เพราะปัจจุบันการเข้าไปดูแลค่าเงินของ ธปท.ต้องใช้ทุนสำรองจำนวนมาก 
 
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย  ก็ได้ออกบทวิเคราะห์  เกี่ยวกับนโยบายการเงินแบบเป้าหมายเงินเฟ้อ  ยังจะเหมาะกับเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ระบุว่าต้องขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เพราะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในทุกมิติพร้อมๆ กัน
 
เพราะก่อนที่ ธปท.จะใช้ “เป้าหมายเงินเฟ้อ” ดังเช่นปัจจุบัน (เริ่มใช้ตั้งแต่กลางไตรมาสสองปี 2543) ประเทศไทยเคยใช้นโยบายการเงินมาแล้วหลายรูปแบบ ทั้ง เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (ก่อนกรกฎาคม 2540)  และ เป้าหมายปริมาณเงิน (กรกฎาคม 2540 ถึง กลางไตรมาสสองปี 2543) แม้
 
 
นโยบายการเงินแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป  โดยหากพิจารณาประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วจะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ใช้
 
 
เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เศรษฐกิจไทยมีความร้อนแรง และเครื่องชี้วัดด้านราคาทรงตัวในระดับค่อนข้างสูง แต่หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยปรับมาใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ ทำให้ระดับราคามีเสถียรภาพมากขึ้น และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำลงมา แต่ก็มิได้แย่ซะทีเดียว โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (เป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาพลังงานและอาหารสด) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งไว้เกือบจะร้อยทั้งร้อย (ปี 2543-2552 กรอบคือ 0% - 3.5% สำหรับปี 2553 เป็นต้นมา กรอบคือ 0.5% - 3.0%)  

แต่ปัจจัยการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เร็วขึ้น ย่อมทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ทำให้มีบางมุมมองเสนอว่า นโยบายการเงินแบบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน อาจจะใช้ได้ผลดีกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อหรือไม่ ในการบริหารเศรษฐกิจระดับมหภาค

ในบทวิเคราะห์ระบุด้วยว่า  IMF ยังได้ประมวลข้อมูลของประเทศที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อกับไม่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ พบว่า ในสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบกันแล้ว ประเทศที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ มีระดับเงินเฟ้อที่ลดลง อีกทั้งมีเสถียรภาพของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและระดับราคามากกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเห็นผลได้ชัดกว่าในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ แม้บางช่วงเวลาจะถูกกระทบจากวิกฤตภายนอกก็ตาม   

ดังนั้น หากผู้ดำเนินนโยบายการเงินต้องการใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างเสถียรภาพภายนอก ก็ต้องแลกกับความผันผวนของการเติบโตทางเศรษฐกิจและระดับราคาในประเทศที่อาจมากขึ้น ในทางกลับกัน หากผู้ดำเนินนโยบายต้องการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ  อาจต้องยอมรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 17 ส.ค. 2555 เวลา : 00:42:32
30-09-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 30, 2020, 4:25 am