เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : กนง. คงดบ.เป็นครั้งที่ 5 แต่เห็นสัญญาณปรับลดในช่วงที่เหลือของปี


บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง  ได้ออกบทวิเคราะห์ " กนง. คงดบ.เป็นครั้งที่ 5 แต่เห็นสัญญาณปรับลดในช่วงที่เหลือของปี"  เนื้อหาดังนี้ ....

 

@กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.0% ด้วยมติไม่เป็นเอกฉันท์

ผลการประชุม กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันเป็นครั้งที่ 5 ที่ระดับ 3.0% ตามที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาดการณ์ ด้วยเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ 3 ต่อ 2 เสียง โดย 2 เสียงเห็นว่าควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% โดยระบุเหตุผลการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น จากความอ่อนแอในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถึงแม้ภาคการบริโภคและการผลิตจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจในหลายประเทศของอียูเข้าสู่ภาวะถดถอยและมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงอีกในช่วงครึ่งหลังของปีจากความเชื่อมั่นผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ลดลงอย่างมาก  กอปรกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนและประเทศในเอเชียชัดเจนขึ้น ทำให้ยอดการส่งออกหดตัวต่อเนื่อง ภาคการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบในประเด็นนี้เช่นกัน แต่อุปสงค์ภายในประเทศยังอยู่ในระดับสูง จากมาตรการของรัฐบาลเอื้อต่อสินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบันจึงถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

สำหรับอัตราเงินเฟ้อเดือน ส.ค. ยังอยู่ในระดับต่ำ จากผลของฐานที่สูงในปีก่อน กอปรกับมาตรการตรึงราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์และการชะลอการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อแผ่วลง โดย ธปท. เชื่อว่าเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2555 จะอยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดที่ระดับ 0.5 – 3.0%

@ธปท.และ สศค. อาจลดเป้า GDP ปีนี้ลงอีก
 

แม้เศรษฐกิจไทยใน 2Q55 จะขยายตัวถึง 4.2% yoy สูงกว่าตลาดคาดที่ +3.0% yoy โดยมีแรงหนุนจาอุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน และแรงกระตุ้นจากมาตรการของภาครัฐ แต่ความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบวิกฤติหนี้ยุโรปเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยมากขึ้น สังเกตจากตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ค. ที่หดตัวในอัตราเร่ง และมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องในเดือน ส.ค.-ก.ย. อาจเป็นไปได้ที่การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำกว่าเป้าของ ธปท. และ สศช. เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 70% ของ GDP ฝ่ายวิจัยประเมินว่า เป้าหมาย GDP ปี 2555 ของ ธปท.และ สศช.ที่ระดับ 5.7% และ 5.5-6.0% มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลงได้อีก ขณะที่ฝ่ายวิจัยมีมุมมองแบบอนุรักษ์นิยมโดยเฉพาะความเสี่ยงจากภาคส่งออกมาตั้งแต่ต้น โดยยังคงเป้าหมาย GDP ปีนี้ที่ระดับ 5.2% 

@คาด กนง. ลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน พ.ย. นี้
 

สำหรับทิศทางนโยบายการเงินในช่วงที่เหลือของปี ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ธปท. จะให้น้ำหนักกับปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศมากกว่าปัจจัยภายใน  เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงสูงขึ้นทั้งสหรัฐที่มีความเปราะบางในการฟื้นตัว ขณะที่ประเทศในกลุ่มอียูเผชิญกับการถดถอยทางเศรษฐกิจและวิกฤตหนี้สาธารณะมีแนวโน้มยืดเยื้อยาวนาน กอปรกับจีนส่งสัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังยอดส่งออกหดตัวอย่างมีนัยยะ กลายเป็นประเด็นฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ติดตามพัฒนาการความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและท่าทีของธนาคารกลางชั้นนำของโลก ได้แก่ การประชุม ECB ในวันที่ 6 ก.ย. และการประชุมเฟดในวันที่ 12-13 ก.ย.
 

นอกจากนี้ ประเทศในภูมิภาคเอเชียเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยฝ่ายวิจัยคาดว่า กนง. อาจตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25bps เหลือ 2.75% ในการประชุมครั้งสุดท้ายในเดือน พ.ย.

สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2556 มีความเป็นไปได้สูงที่ กนง. อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 2.50% หากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัว เศรษฐกิจจีนเสี่ยงต่อการเติบโตต่ำกว่า 7% และสหรัฐฯไม่สามารถออกนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นในเดือน พ.ย. 2555 ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงผลบวกของการลงทุนหลังน้ำท่วมสิ้นสุดลง


 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 06 ก.ย. 2555 เวลา : 15:07:59
20-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 20, 2019, 11:55 pm