เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ไทยพาณิชย์ประเมินจีดีพีไทยปีนี้ 5.5% พร้อมคาดดบ.นโยบายปีหน้าไม่ปรับขึ้น


ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบทสรุปแนวโน้มเศรษฐกิจไทย  คาด GDP ปี 2012 ขยายตัว 5.5% ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรม การส่งออกขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้เดิม เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอส่งผลให้การส่งออกของไทยหดตัว 0.4%

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี และมีแนวโน้มชะลอตัวต่อไปอีกเห็นได้จากดัชนีคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมของต่างประเทศ เช่น PMI New order ของจีนที่อยู่ในเกณฑ์หดตัว 3 เดือนติดต่อกัน ดังนั้นการส่งออกในปี 2012 น่าจะมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้เพียง 7.7% จากเดิมที่เคยประมาณการไว้ราว 10% อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงจากยุโรปในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาให้เงินช่วยเหลือกับกรีซ หรือการพิจารณาว่ากองทุน ESM ขัดรัฐธรรมนูญเยอรมนีหรือไม่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจยุโรปเผชิญกับความผันผวนและอาจถดถอยลงมากกว่าที่คาด ซึ่งในกรณีนี้การส่งออกน่าจะขยายตัวได้เพียง 5% เท่านั้น

@จับตาดูมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯและยุโรป ในเดือนกันยายนนี้

ธนาคารกลางของสหรัฐฯ อาจพิจารณาใช้นโยบายการเงิน (เช่น QE3) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง ในขณะที่ธนาคารกลางของยุโรปส่งสัญญาณว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือสำหรับพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอิตาลี หากมาตรการเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้ เศรษฐกิจในไตรมาส 4 จะมีแรงกระตุ้นจากการค้าและการลงทุนที่กระเตื้องขึ้นได้ อย่างไรก็ดี หากมาตรการเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น นักลงทุนคงจะมีมุมมองที่เป็นลบมากขึ้นซึ่งจะทำให้เกิดความผันผวนขึ้นได้

@เศรษฐกิจโลกจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2013

แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปน่าจะมีความชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4 ของปีนี้ และน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจยุโรปเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2013 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกผนวกกับการใช้จ่ายในประเทศทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวได้ 4.7% ในปี 2013 คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2012 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.2%

ราคาพลังงานในประเทศยังคงเพิ่มขึ้น โดยได้รับผลกระทบจากการเก็งกำไรและปัจจัยด้านอุปทานที่ทำให้ประมาณการราคาน้ำมันดิบในระยะกลางยังไม่ลดลง ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้นโดยในเดือนสิงหาคมราคาน้ำมันดิบดูไบปรับเพิ่มขึ้น 8% มาอยู่ที่ 110 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นอีก 2-4% นอกจากนี้ ยังมีการปรับขึ้นค่าเอฟทีรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. อีก 18 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้น ราคาพลังงานจึงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันเงินเฟ้อต่อไป

อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้และปีหน้าน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

@ด้านอัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน  คงมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.0% จนถึงสิ้นปี 2012

การใช้จ่ายในประเทศยังขยายตัวดี ทำให้อัตราดอกเบี้ยยังไม่น่าจะต้องปรับลดลง  แม้การส่งออกที่ชะลอตัวจะเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่การใช้จ่ายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนที่ยังขยายตัวได้ดี รวมไปถึงการขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูง ทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะยังคงไว้อยู่ที่ 3.0% จนถึงสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจยุโรปถดถอยลงมากกว่าที่คาดตามปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไว้ข้างต้น ธปท. น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 2.75%

สำหรับปี 2013 ธปท. น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้จนกว่าเศรษฐกิจยุโรปจะฟื้นตัวชัดเจน เศรษฐกิจยุโรปน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2013 แต่คงอ่อนแอเกินกว่าที่จะทำให้การค้าระหว่างประเทศกลับมาเป็นปกติได้ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของปี 2012 ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะยังไม่มีการปรับขึ้นในปี 2013
 
@เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี 2012 ต่อเนื่องถึงปี 2013

เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ในยุโรปและแนวทางการแก้ปัญหาจะมีความชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปี 2012  นอกจากนี้ ยังมีแรงสนับสนุนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรปที่ทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหันมาถือครองสินทรัพย์เสี่ยง เช่น สินทรัพย์ในสกุลเงินเอเชียเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี เงินบาทยังมีโอกาสผันผวนได้สูงในระยะสั้น เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่มาตรการทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้ตามที่มีการคาดการณ์ไว้


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 11 ก.ย. 2555 เวลา : 13:07:18
20-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 20, 2019, 11:57 pm