เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
รับมือ QE3 ดันเงินเอเชียแข็งค่าทำสถิติ


 ผลกระทบจากการประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี 3) ในสหรัฐเมื่อเดือนก.ย. ต่อประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน  เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อเงินทุนจากต่างประเทศทะลักเข้ามาในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง


โดยเริ่มจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ฮ่องกง  ในวันที่ 24 ต.ค. ที่ผ่านมา  จนทางการฮ่องกง ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกง   หลังจากเงินแข็งค่าขึ้นจนแตะกรอบบนของระบบการเงินฮ่องกง ที่ใช้นโยบาย Currency board หรือ การผูกค่าเงินติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐ   ทำให้ทางการฮ่องกง เข้าแทรกแซงตลาดเงินรวมถึง 4 ครั้ง นับจากวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา และใช้เงินรวมกว่า 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 1.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนในระดับ 7.75-7.85 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อดอลลาร์สหรัฐ


ซึ่งเงินดอลลาร์ฮ่องกงที่แข็งค่าขึ้นมาก  ยังทำให้การประชุมคณะกรรมการธปท. เมื่อวันที่ 25 ต.ค.  คณะกรรมการได้ขอให้ ธปท.ติดตามดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงอย่างใกล้ชิด   เพราะห่วงว่าถ้าฮ่องกงเกิดปัญหาขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อระบบอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก  ซึ่งรวมถึงค่าเงินบาทที่จะปรับแข็งค่าขึ้น


 

สอดคล้องกับมุมมองของเศรษฐกรอาวุโสธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์)  นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร  ที่ระบุว่า  วิกฤติยูโรโซนและสหรัฐ  ทำให้นักลงทุนย้ายเงินจากฝั่งตะวันตกมาเอเชียตะวันออก รวมถึงไทย   ทำให้ในระยะนี้อาจเห็นเงินไหลจากฝั่งตะวันตก เข้ามาในเอเชียตะวันออกค่อนข้างมาก  และถ้าเปรียบเทียบตัวเลขเอฟดีไอปีที่แล้วกับปีนี้ จะสูงกว่าช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา  ดังนั้น ทางการไทยจึงต้องบริหารเงินทุนให้เหมาะสม เพราะ  ด้านหนึ่งเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า  แต่หาก เอฟดีไอ ทำให้ศักยภาพในการผลิตกับคุณภาพดีขึ้น แข่งขันกับคนอื่นได้  แม้มีราคาแพงกว่าก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา

ขณะที่ธปท. ก็ยอมรับว่า  ปีหน้า ต้องจับตาความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีแนวโน้มจะผันผวนมากขึ้น  และจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนมากขึ้นดังนั้นภาคเอกชนและนักธุรกิจ  ควรต้องปรับตัวและป้องกันความเสี่ยงที่ค่าเงินบาทจะผันผวนมากขึ้น   เนื่องจากการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ 

 


LastUpdate 02/11/2555 15:16:50 โดย : Admin
30-09-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 30, 2020, 2:26 am