แบงก์-นอนแบงก์
ไทยเศรษฐกิจฯ กระชับมือยักษ์รีอินชัวเรอร์ต่างชาติต่อยอดนวัตกรรมประกันภัย


หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปลายปี 2554 อันเป็นที่มาของบริษัทรับประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอร์) รายใหญ่อย่าง "เบิร์กไชร์ แฮทธาเวย์" (Berkshire Hathaway) ของมหาเศรษฐี "วอเรน บัฟเฟต" ที่ถือจังหวะเข้ามากวาดงานในประเทศไทยไปมหาศาลด้วยอัตราเบี้ยที่แพงลิบลิ่ว ท่ามกลางจังหวะที่รีอินชัวเรอร์หลายๆ รายไม่กล้ารับงานในเวลานั้น และยังถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้บริษัทประกันภัยหลายแห่งในไทยสานต่อความสัมพันธ์กับยักษ์รีอินชัวเรอร์รายนี้ต่อเนื่อง

นายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยเศรษฐกิจประกันภัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเบิร์กไชร์ฯ ถือเป็นบริษัทรีอินชัวเรอร์รายใหญ่ของบริษัท ซึ่งเข้ามาช่วยรับประกันภัยต่อในจังหวะที่ไม่สามารถหาซื้อประกันภัยต่อได้ ซึ่งล่าสุดบริษัทได้พยายามกระชับความสัมพันธ์ในลักษณะพันธมิตรทางธุรกิจให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ด้วยการเข้าไปเรียนรู้วิธีบริหารจัดการธุรกิจประกันภัยใหม่ๆ จากเบิร์กไชร์ฯ

"ตลาดสหรัฐถือเป็นตลาดที่มีพัฒนาการด้านประกันภัยสูงมาก มีนวัตกรรมรวมถึงนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้สนับสนุนการทำธุรกิจประกันภัยค่อนข้างมาก ที่เราสนใจก็คือวิธีการบริหารแบบ M2M หรือ Machine to Machine ที่เป็นแนวคิดในการนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ใหม่ๆ มาช่วยบริหารความเสี่ยงของการประกันภัย ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแนวทางการปรับตัวสำหรับธุรกิจประกันภัยในอนาคต"

ยกตัวอย่างในสหรัฐที่นำวิธี M2M มาประยุกต์ใช้คือ บริษัทประกันภัยบางแห่งจะเพิ่มอุปกรณ์เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตั้งโทรศัพท์มือถือไว้บนพวงมาลัยรถยนต์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการขับรถยนต์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ทั้งลักษณะการขับรถ ปริมาณการใช้ วัน เวลา สถานที่ และความเร็วในการขับรถ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลเพื่อกำหนดออกเป็นค่าเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับความเสี่ยงด้านพฤติกรรมการขับรถยนต์ของลูกค้าและเป็นธรรมต่อลูกค้าด้วย

นอกจากความร่วมมือในแง่การแลกเปลี่ยนความรู้การบริหารจัดการธุรกิจประกันภัยแล้ว นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเบิร์กไชร์ฯ ยังถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมกันทำตลาดประกันภัยรถยนต์แบบแชร์ความเสี่ยงระหว่างกันด้วย (Motor Insurance Quota Share) ทำให้บริษัทมีความสามารถในการรับประกันภัยรถยนต์ได้สูงขึ้นไปด้วย

ทั้งนี้ ระบบการรับประกันภัยดังกล่าวจะเป็นการแบ่งความเสี่ยงระหว่างกันจากงานประกันภัยที่รับมาโดยตรงในอัตรา 50:50 ยกตัวอย่างกรณีรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์มา 100 บาท บริษัทและเบิร์กไชร์ฯ ก็จะแบ่งค่าเบี้ยกันคนละ 50 บาท และเมื่อเกิดเคลมก็จะมีหน้าที่จ่ายค่าสินไหมคนละครึ่งเช่นกัน 

ผลจากความร่วมมือระหว่างกันดังกล่าวประกอบกับสภาพตลาดประกันภัยรถยนต์ที่ปีนี้ขยายตัวสูงมาก อันได้รับอานิสงส์จากมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรกนั้น ทำให้ปีนี้บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับสูงถึง 1,600 ล้านบาท เติบโตเกือบ 100% จากปีที่แล้วที่มีเบี้ยประมาณ 880 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 1,200 ล้านบาทก็ยังเป็นงานประกันภัยรถยนต์

"แม้ยอดเบี้ยรับรวมของเราจะขยายตัวสูงมาก แต่ระบบการรับประกันแบบโควต้าแชร์นี้จะช่วยให้บริษัทมีความคล่องตัวมากขึ้น และไม่กระทบต่อภาระเงินสำรองประกันภัยของบริษัทมากนัก เพราะวิธีการนี้จะแชร์ทั้งรายได้และความเสี่ยงของงานประกันภัยระหว่างบริษัทและรีอินชัวเรอร์ ความเสี่ยงที่รับมานั้น บริษัทก็รับไว้เองเพียงครึ่งเดียว ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มรายได้ให้บริษัท เพราะได้ค่านายหน้าจากรีอินชัวเรอร์ด้วย ถือว่าโมเดลนี้ตอบโจทย์การเติบโตของบริษัทได้อย่างดีโดยไม่ต้องเพิ่มทุนมารองรับเป็นพิเศษจากการขยายตัวลักษณะนี้"

สำหรับเป้าหมายการเติบโตในปี 2556 นายพุทธิพงษ์ประเมินว่า บริษัทน่าจะมีเบี้ยรับรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 25% โดยยังคงมีแรงส่งในการเติบโตจากยอดขายรถยนต์ใหม่ที่ลูกค้าจองไว้ตั้งแต่ปีนี้เพื่อให้ได้รับสิทธิ์คืนภาษีรถคันแรก แต่จะไปส่งมอบรถยนต์ในปีหน้า ขณะเดียวกันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐหรือเมกะโปรเจคท์ก็จะเริ่มต้นในปีหน้า และภาคธุรกิจที่ยังคงขยายตัวได้ดี น่าจะสนับสนุนให้ประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ขยายตัวตามไปด้วย


LastUpdate 23/12/2555 15:38:28 โดย : Admin
30-09-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 30, 2020, 3:07 am