เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
สองมุมมองต่อคนให้กู้ คนกำกับดูแล ต่อคนขอกู้ว่าจุดที่เหมาะสมคืออะไร


บทความของผมในวันนี้จะให้มุมมองกับท่านผู้อ่านใน 2 ด้านนะครับสำหรับปี 2556 ที่กำลังจะมาถึงรายละเอียดโดยย่อจะประกอบด้วยมุมมองของฝ่ายสถาบันการเงินที่จะเป็นผู้เสนอบริการสินเชื่อ แนวคิดทางการตลาด การมองลูกค้า และเปิดเผยว่าจะบริหารความเสี่ยงลูกค้าที่มาขอสินเชื่อว่าแบบไหนจึงจะพิจารณาอนุมัติ อีกมุมมองหนึ่งเป็นของทางการที่เริ่มมีบทสนทนาว่าควรจะมีอะไรไหมที่เขาทำในต่างประเทศ หรือที่เป็นสากลที่จะใช้ในเมืองไทยได้สำหรับการป้องกันการมีหนี้เกินความสามารถในการชำระหนี้ได้ เรามาลองคิดตามดูดังนี้

 

1. คนให้กู้รายใหญ่เขาบอกว่า : เทรนด์การบริโภคของคนไทยเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สินค้าผ่อนชำระจึงไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ตอนนี้ "สมาร์ทโฟน-แท็บเลต" กลับมาแรงแซงทางโค้งด้วยทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เรื่องสุขภาพและความงามหรือ Health & Beauty เริ่มได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นอีกตลาดที่คนให้กู้ไม่ควรตกเทรนด์ จึงต้องมีแคมเปญ "สวยเลือกได้ ผ่อนง่าย ผ่อนสบาย ด้วยดอกเบี้ยจูงใจสุดๆ 0%" กับสถานเสริมความงามชั้นนำต่างๆ ทั่วประเทศนานสูงสุด.....เดือน รวมทั้งสินเชื่อผ่อนทองคำ อัตราดอกเบี้ยต่ำ ....% ต่อปี นานสูงสุด....เดือน
 

ไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งของ ผู้บริโภคในยุคนี้คงหนีไม่พ้นการสื่อสารผ่านออนไลน์ การพัฒนา Application บนมือถือเพื่อสื่อสารโปรโมชั่นกับลูกค้า ฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนสร้างครอบครัว ช่องทางนี้จึงเข้าถึงได้ง่ายกว่าโทรศัพท์ สร้างผลตอบรับก็กลับมาทันทีแม้จะยังคงเปิดรับลูกค้าที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำตั้งแต่ 8,000 บาท/เดือน สำหรับสินเชื่อเบิกเงินสดและผ่อนชำระสินค้า แต่จะคุมว่าลูกค้าต้องมีภาระหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้ จึงจะเข้าเกณฑ์การพิจารณา

2. จากข่าวสารการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ซึ่งเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และเริ่มเห็นสัญญาณการผิดชำระหนี้ของผู้ที่มีรายได้น้อยตามที่ข่าวสารออกมานั้น ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศได้ระบุตามข่าวว่าเรื่องนี้หากใช้เครื่องมือมหภาคดูแลจะกระทบกับคนจำนวนมาก แต่ก็มีเครื่องมือจุลภาคที่ทำผ่านสถาบันการเงิน เช่น เกณฑ์ในการให้สินเชื่อ โดยกำหนดอัตราส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้ต่อเดือน (Debt Service Ratio) ว่าไม่ควรเกินกี่ % หากแต่ว่าการใช้เครื่องมือนี้ในสถานการณ์ที่ไม่ดีที่อาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ก็อาจมีการขยับขึ้นได้ รวมถึงการดูจากจำนวนบัตรเครดิตว่า หากมี 4-5 ใบแล้ว ควรจะให้เพิ่มอีกหรือไม่ เป็นต้น" ธนาคารมีเครื่องมือนี้อยู่แล้วซึ่ง ธปท. ไม่ได้กำหนดเกณฑ์ว่าอัตราส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้ต่อเดือนควรอยู่ที่เท่าไร แต่โดยทั่วไปธนาคารพาณิชย์จะอยู่ที่ 40% เช่น ถ้ามีรายได้เดือนละ 10,000 บาท ควรจะมีภาระจ่ายหนี้หรือผ่อนส่งรวมทุกสินเชื่อไม่เกิน 4,000 บาท/เดือน ซึ่งถือว่ายังได้อยู่ เพราะจะมีเงินเหลืออีก 6,000 บาท สำหรับไว้กินไว้ใช้จ่าย แต่ขณะนี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) บางแห่งขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 80% ซึ่งเป็นระดับที่สูง เพราะหากมีรายได้ 10,000 บาท แต่ต้องผ่อนหนี้ถึง 8,000 บาท ส่งผลให้ประชาชนชำระหนี้มาก ใช้จ่ายไม่พอต้องมีการกู้เพิ่มเพื่อมาชำระก้อนแรก ส่งผลให้มีหนี้สินล้นพ้นตัวการให้สินเชื่อรายย่อยต้องคำนึงถึงหนี้สินของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นคู่กันไปด้วย
กล่าวโดยสรุป คือ การที่รายย่อยที่มีเงินเดือน มีรายได้ระดับหนึ่งๆ จะหาเงินมากินมาใช้ในเรื่องใดๆ ตามความจำเป็นหรือตามความชอบก็ตาม หากเป็นการก่อหนี้แล้วต้องเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายได้ที่ระดับหนึ่งจึงจะปลอดภัย ท่านลองอ่านอีกครั้งนะครับว่ามันเรื่องเดียวกันเพียงแต่อยู่คนละด้านของเหรียญ
สุรพล โอภาสเสถียร
ผู้จัดการใหญ่
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด


 


LastUpdate 26/12/2555 16:50:06 โดย : Admin
20-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 20, 2019, 11:04 am