แบงก์-นอนแบงก์
การปรับหลักเกณฑ์โครงการคลินิกแก้หนี้


นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารพาณิชย์ 16 แห่งสมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ โดยการสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการคลินิกแก้หนี้ขึ้น ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางในการแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่สุจริตและมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้มีโอกาสแก้ไขภาระหนี้ที่มีกับเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งโดยปกติจะทำได้ยากเนื่องจากเจ้าหนี้แต่ละรายอาจมีหลักเกณฑ์ที่ต่างกัน ควบคู่กับการให้ความรู้และสร้างวินัยทางการเงินที่ดี  

ในการนี้ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางแทนเจ้าหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้อยู่ในระดับที่จัดการได้และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งได้เริ่มโครงการนำร่องตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 เป็นต้นมาและมีความสำเร็จในการช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ระดับหนึ่ง โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ ทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามความคืบหน้าของโครงการรวมทั้งพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งการปรับหลักเกณฑ์ในครั้งนี้จะช่วยให้โครงการมีความยืดหยุ่นและขยายขอบเขตการดำเนินการให้ครอบคลุมมากขึ้น

 

 

 

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ประธานกรรมการ บสส. เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาโครงการได้ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 594 ราย ภาระหนี้รวม 129.65 ล้านบาทและในสิ้นเดือนเมษายนนี้ จะมีลูกหนี้ที่ผ่อนชำระเสร็จสิ้นเป็นรายแรก  นอกจากการแก้ไขปัญหาหนี้แล้ว บสส. ได้จัดอบรมความรู้ทางการเงินและการบริหารจัดการหนี้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการทุกราย ช่วยให้ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งบรรยายให้แก่พนักงานขององค์กรต่าง เพื่อเสริมสุขภาพทางการเงินที่ดีให้แก่คนในสังคม ลดความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เพื่อช่วยลดปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนทั้งทางตรงและทางอ้อม

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การดำเนินงานของโครงการคลินิกแก้หนี้เป็นโครงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และธนาคารพาณิชย์ทั้งไทยและต่างประเทศมีความตั้งใจแน่วแน่ในการแก้ปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันในไทย ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมาได้เห็นผลสำเร็จในการเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องหนี้ให้ประชาชนได้ดีในระดับหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม พบว่ายังมีลูกหนี้บางส่วนที่ติดขัดเรื่องคุณสมบัติบางประการที่ทำให้เสียโอกาสเข้าร่วมโครงการ  ดังนั้น เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนมากขึ้น จึงได้ปรับหลักเกณฑ์เงื่อนไขสำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการให้มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้าง มีความเหมาะสมกับสภาพของลูกหนี้เพิ่มขึ้น อาทิ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 ได้ปรับคุณสมบัติจากเดิมที่จะต้องเป็นบุคคลธรรมดามีเงินเดือนประจำ มาเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ รวมถึงปรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ให้ยืดหยุ่นขึ้น 

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป จะขยายขอบเขตเพิ่มเติมให้ครอบคลุมถึงลูกหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันที่ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือนกับธนาคาร ตั้งแต่ 2 แห่ง ขึ้นไป ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2561 ทั้งกลุ่มที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี และกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีแล้วแต่ยังไม่มีคำพิพากษา จากเดิมเมื่อเริ่มต้นโครงการ (นำร่อง) ที่กำหนดเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำ ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือนก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 และยังไม่ถูกดำเนินคดี  คาดว่าจะมีลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เพิ่มขึ้นจากการปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ ประมาณ 50,000 ราย  

นายทีบอร์ พานดิ กรรมการสมาคมธนาคารนานาชาติ ได้กล่าวย้ำว่า เป็นความรับผิดชอบสำคัญของสถาบันการเงินที่จะต้องก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบและครบวงจร ควบคู่กับ การให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน  นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจการเงินการธนาคารยังต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเสริมสร้างการกู้ยืมที่รับผิดชอบมากขึ้น  ในขณะที่ลูกหนี้เองก็จะต้องเพิ่มพูนทักษะการบริหารจัดการเงินของตนเอง ไม่ให้กลับเข้าสู่วังวนของหนี้สินอีกในอนาคต 

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (SAM) โทรศัพท์ 0-2610-2266 หรือสมัครที่เว็บไซต์www.debtclinicbysam.com หรือ www.คลินิกแก้หนี้.com


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 เม.ย. 2561 เวลา : 15:11:44
19-04-2024
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 19, 2024, 7:51 am