การตลาด
สกู๊ป 'เอ็มเค' ผนึก 'เซนโค' รุกธุรกิจโลจิสติกส์ต่อยอดธุรกิจร้านอาหาร


หลังจากดำเนินธุรกิจร้านอาหารมานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันมีพอร์ตโฟลิโแบรนด์ร้านอาหารในเครือทั้งหมดด้วยกัน 7 แบรนด์ ประกอบด้วย ร้านเอ็มเค สุกี้ ,ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ ,ร้านฮากาดะ ,ร้านมิยาซากิ ,ร้านอาหารไทย สยาม ,ร้านกาแฟและเบเกอรี่เลอ เพอพิท  ซึ่งจากความหลากหลายของธุรกิจร้านอาหารดังกล่าว ทำให้ เอ็มเค มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้รวมอยู่ที่ 16,457 ล้านบาท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,424 ล้านบาท เติบโต 14.73% และในไตรมาสแรกที่ผ่านมามีรายได้รวมอยู่ที่ 4,163 ล้านบาท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 613 ล้านบาท เติบโต 15.18%

 

 

 

 

จากความสำเร็จที่ได้รับดังกล่าวทำให้ เอ็มเค เดินหน้าสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสขยายสาขาร้านอาหารในเครือเพิ่มขึ้น โดยแบรนด์ที่ยังคงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ร้านเอ็มเค สุกี้ และร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ โดยในส่วนของร้านเอ็มเค สุกี้ ปีนี้มีแผนที่จะเปิดเพิ่ม 18 สาขา ขณะที่ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิมีแผนที่จะเปิดร้านเพิ่มขึ้น 30 สาขา ภายใต้งบลงทุนรวม 600 ล้านบาท  

ในจำนวนแบรนด์ดังกล่าวร้านเอ็มค สุกี้ ถือเป็นแบรนด์ร้านอาหารที่มีการเติบโตสูงสุด และมีจำนวนสาขามากที่สุด โดยปัจจุบันร้านเอ็มเค สุกี้ มีจำนวนสาขาเปิดให้บริการอยู่ที่ 426 สาขา กระจายอยู่ทั่วประเทศใน 3 รูปแบบ คือ ร้านเอ็มเค สุกี้  ร้านเอ็มเค โกลด์ และร้านเอ็มเค ไลฟ์ แม้ว่าจะมีจำนวนสาขามากกว่าแบรนด์อื่นๆ แต่ เอ็มเค ก็มั่นใจว่าธุรกิจร้านเอ็มเค สุกี้ ยังสามารถขยายสาขาเพิ่มได้อีกไม่ต่ำกว่า 100 สาขาในอนาคต  

นอกจากจะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจร้านอาการแล้ว เอ็มเค ยังมีความสนใจที่จะขยายธุรกิจที่มีศักยภาพ เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยหนึ่งในธุรกิจที่ เอ็มเค ให้ความสนใจ และทำการเดินหน้าขยายธุรกิจไปเรียบร้อยแล้ว คือ ธุรกิจโลจิสติกส์ 

ปัจจัยที่ทำให้ เอ็มค สนใจก้าวเข้าสู่ธุรกิจโลจิสติกส์ เพื่อต่อยอดธุรกิจในเครือ คือ ภาพรวมธุรกิจอาหาร และธุรกิจการขนส่ง กระจายสินค้า (โลจิสติกส์) ในประเทศไทย เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ เอ็มเค จึงได้ใช้กลยุทธ์พันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) ด้วยการร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์จากประเทศญี่ปุ่นอย่างบริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด จัดตั้งบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ จำกัด เพื่อรุกธุรกิจบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร 

 

 

 

นายสมชาย หาญจิตต์เกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเห็นโอกาสขยายการเติบโตและต่อยอดธุรกิจจากธุรกิจโลจิสติกส์ จึงได้ติดสินใจร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์จากประเทศญี่ปุ่นอย่างบริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อรุกธุรกิจบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร โดยในช่วงแรกของการทำธุรกิจบริษัทเตรียมงบประมาณ 1,300 ล้านบาท เพื่อรองรับบริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการคลังสินค้า (Warehouse) การขนส่ง (Transport) บริการนำเข้า-ส่งออกสินค้า (Forwarding) หรือการซื้อขายสินค้า (Trading) โดยเน้นไปที่การขนส่งสินค้าแบบเย็น (Cold chain) อย่างครบวงจร ด้วยรถควบคุมอุณหภูมิ เพื่อการขนส่งอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้เล่นในตลาดที่สามารถให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบเย็นได้ทุกมิติ   

การจับมือร่วมกันดังกล่าวทั้ง 2 บริษัท ได้เข้าถือหุ้นในบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ จำกัด ภายใต้สัดส่วนการถือหุ้นฝ่ายละ 50% เท่ากัน  ซึ่งความร่วมมือที่เกิดขึ้นดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ เอ็มเค ในการขยายธุรกิจให้เติบโตเพิ่มขึ้น  ด้วยการนำเอาจุดแข็งของแต่ละฝ่ายที่มีมาประสานกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น  

สำหรับจุดแข็งของ เอ็มเค คือการเป็นผู้นำธุรกิจอาหารที่มีคุณภาพและการบริการที่ดี มีความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบท้องถิ่น ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ส่วนทางเซนโคฯ เป็นบริษัทที่ชำนาญด้านการจัดหาวัตถุดิบจากต่างประเทศ นำเข้า-ส่งออก  

ในด้านของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการจะเข้าไปทำตลาดในช่วงแรกนั้น เอ็มเค จะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าภาคธุรกิจ (B-2-B) ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหารแบบเครือข่ายทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ รวมถึงธุรกิจค้าปลีก เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท เป็นต้น  

 

 

นายสมชาย กล่าวอีกว่า จากความแข็งแกร่งที่บริษัทมี และความแข็งแกร่งที่บริษัท เซนโคฯ มี บริษัทมั่นใจวว่าจะช่วยทำให้ธุรกิจของทั้ง 2 บริษัทมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างแน่นอน เนื่องจากเราจะช่วยกันในเรื่องของการจำหน่ายสินค้า การขยายฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม  

ด้านนายฮิโรชิ ยามาโมโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์รายใหญ่อันดับ 2 ในประเทศญี่ปุ่น มีจุดแข็งและองค์ความรู้เกี่ยวกับบริการโลจิสติกส์แบบห้องเย็น เพื่อส่งสินค้ามายาวนานกว่า 100 ปี มีธุรกิจกระจายอยู่ในสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ จีน เอเชียกลาง และอาเซียน ซึ่งประกอบไปด้วย ไทย และพม่า 

 ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น เซนโคฯ มีเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ทุกรูปแบบกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีรายได้กว่า 103,000 ล้านบาท  ซึ่งจากความแข็งแกร่งในด้านของเครือข่ายกระจายสินค้าขนาดใหญ่ทุกรูบปแบบ ทำให้ เซนโคฯ เชื่อมั่นว่าจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง  

นายฮิโรชิ กล่าวต่อว่า  ภายใน 3-5 ปี เอ็ม-เซนโค จะเติมเต็มความต้องการของตลาดและลูกค้าให้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพื่อเป็น One-stop Service ด้วยการขยายบริการสู่คลังสินค้าแห้ง (Dry warehouse) รวมถึงขยายธุรกิจไปยังตลาดภูมิภาคอาเซียน ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง(CLMV) ซึ่งประกอบไปด้วย  กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV)  

นอกจากนี้  ยังมีแผนที่จะพัฒนารูปแบบการบริการ เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภครายย่อย (B-2-C) ในอนาคต เพื่อให้ธุรกิจครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากแนวทางธุรกิจดังกล่าว ทั้ง 2 บริษัทคาดการณ์ว่าภาพรวมรายได้ของบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ จำกัด ในปี 2562 จะมีไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท และภายใน 3 ปี เมื่อเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ จะผลักดันรายได้ให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 1,800 ล้านบาทต่อปี และสร้างรากฐานสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลจิสติกส์แบบเย็นอย่างครบวงจร


LastUpdate 02/06/2561 11:13:47 โดย : Admin
11-04-2021
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 11, 2021, 10:12 pm