แบงก์-นอนแบงก์
"วิชิต พยุหนาวีชัย" มั่นใจไม่เกิน 2 ปี "ซัมมิท แคปปิตอล" ขึ้น "เบอร์ 1" สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์


สำหรับทิศทางตลาดรถจักรยานยนต์ของไทย โดยเฉพาะในปี 2561 จากที่คาดการณ์กันว่า จะเห็นการเติบโตราว 3% หรือเติบโตจาก 1.8 ล้านคัน เป็น 1.9 ล้านคันนั้น แต่กลับผิดคาด เนื่องจาก 9 เดือนของปี 2561 ปรากฏว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ติดลบ 1.7% แม้ภาพรวมจะติดลบอย่างไร แต่ "บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด" กลับมีศักยภาพในการเติบโตสวนทางตลาดที่ติดลบ โดยอัตราการเติบโตปี 2561 เมื่อเทียบกับปี 2560 กลับสร้างการเติบโตในการปล่อยสินเชื่อรถจักรยานยนต์ถึง 13%


 
 
 
 
 
สาเหตุที่ทำให้ บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง เติบโตดีกว่าและสวนกระแสตลาดที่ติดลบได้นั้น “วิชิต พยุหนาวีชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด เผยถึงกลยุทธ์แห่งความสำเร็จในครั้งนี้ว่า "ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ไม่เคยหยุดนิ่งในการขยายตัว เนื่องจากมั่นใจต่อภาพตลาดรวมที่ยังมีสัญญาณการเติบโต จึงเดินหน้าขยายพื้นที่ให้บริการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายเพิ่มจำนวนอำเภอ และการขยายเพิ่มจำนวนดีลเลอร์ เพื่อให้มาใช้บริการจัดไฟแนนซ์ กับ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง มากขึ้น"
 
 
 
“ระบบต้องพร้อม” ถึงยืนอยู่ในธุรกิจได้
 
วิชิต ยอมรับว่า การประกอบธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ถือเป็นธุรกิจที่ยาก มีความท้าทายสูง และมีการแข่งขันกันสูงมาก ซึ่งการแข่งขัน นั่นก็คือ “ต้องอนุมัติให้เร็ว อนุมัติให้ง่าย” ใครอนุม้ติเร็ว อนุมัติง่าย คนนั้นก็ได้ลูกค้าไป นอกจากนี้ ยังต้องมีระบบเทคโนโลยีที่ดี การติดตามทวงหนี้ดี และป้องกันการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ได้ดีอีกด้วย
 
“การทำธุรกิจตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ใครก็ตามมีเทคโนโลยี มีความรู้ความชำนาญ (know how) ไม่มากพอ ต้องถอนจากประเทศที่มีการแข่งขันสูง ในทางกลับกัน หากเรามีเทคโนโลยีดีที่สามารถควบคุมเรื่องการติดตามทวงหนี้ ป้องกันการเกิดเอ็นพีแอลได้ ก็ยังสามารถยืนอยู่ได้ในธุรกิจนี้ เหมือนกับ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ที่ยืนอยู่ในธุรกิจนี้ได้ แม้เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมาก แต่ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ยังสามารถควบคุมการบริหารจัดการได้”
 
  
 

 
 
 
“ซัมมิท แคปปิตอล” เมิน รุกตลาดเพื่อนบ้าน
 
วิชิต บอกด้วยว่า ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายที่ไม่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะรายที่ Aggressive น้อย ก็จะมีส่วนแบ่งในตลาดถดถอย ส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวหลายราย ต้องถอยออกไปจากตลาดประเทศไทย หันไปทำธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในตลาดเพื่อนบ้านแทน เพราะนอกจากจะมองว่าเป็นตลาดใหม่แล้ว ยังไม่ค่อยมีผู้ประกอบการเข้าไปให้บริการมากนัก  
 
“การที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ซึ่งเป็นคู่แข่ง หันออกไปให้บริการธุรกรรมดังกล่าวในประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นผลดีต่อ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง” วิชิต กล่าว
 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีผู้ประกอบการคนไทย ที่ออกไปทำธุรกิจดังกล่าวในประเทศเพื่อนบ้าน แต่สำหรับ “ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง”  วิชิต ยืนยันว่า ไม่สนใจออกไปทำธุรกิจดังกล่าวในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพและมีโอกาสในการทำธุรกิจดังกล่าวสูงมาก แม้จะมีคนมองสวนทางว่า ตลาดสินเชื่อรถจักรยานยนต์ ดูเหมือนจะไม่เติบโตแล้ว โอกาสในการทำธุรกิจลดลง แต่ตนเองไม่คิดเช่นนั้น เพราะตลาดรถจักรยานยนต์ยังสามารถขายได้ทุกปี ปีละ 1.8 ล้านคัน หรือ 2 ล้านคัน
 
 
 
 
 
 
เตรียม “ยึดตลาดดีลเลอร์” ดันส่วนแบ่งเพิ่ม
 
ประกอบกับ แนวโน้มการทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของดีลเลอร์ ซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาด 50-60% ของตลาดรถจักรยายนต์ 1.8 ล้านคัน หรือราว 9 แสนคัน มีโอกาสลดสัดส่วนในการทำธุรกิจลง โดยอาจจะเหลือสัดส่วน 0% เนื่องจากดีลเลอร์มีการถ่ายโอนธุรกิจไปสู่รุ่นลูก จึงไม่มีความเชี่ยวชาญเหมือนรุ่นพ่อแม่ และยังไม่มีเครื่องมือในการช่วยวางแผนการวิเคราะห์ความเสี่ยงลูกค้า อีกทั้งกฎหมายที่กำลังออกมาใหม่ เกี่ยวกับ นอนแบงก์ ทำให้ดีลเลอร์ ต้องปฎิบัติตามกฎหมายมากขึ้น เช่น การติดตามทวงหนี้ การคุมดอกเบี้ย จึงทำให้ผู้ประกอบการไฟแนนซ์ หรือ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง มีโอกาสเข้าช่วงชิงส่วนแบ่งของดีลเลอร์ได้เพิ่มมากขึ้น โดยดีลเลอร์จะหันมาส่งลูกค้าให้ใช้สินเชื่อผ่านไฟแนนซ์ เพื่อขจัดความยุ่งยาก และลดความเสี่ยง โดยเน้นมารับค่าคอมมิชชั่นจากไฟแนนซ์แทน  
 
“จาก 2-3 ปี ที่ผมเข้ามาทำธุรกิจนี้ ผู้ประกอบการกลุ่มไฟแนนซ์มีส่วนแบ่งเพียง 30% ของ 1.8 ล้านคัน หรือราว 5.4 แสนคัน ที่จัดไฟแนนซ์โดยกลุ่มไฟแนนซ์ ซึ่งมี ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย โดยมีความเป็นไปได้กลุ่มไฟแนนซ์ จะเข้าชิงส่วนแบ่งการตลาดจากกลุ่มดีลเลอร์ โดยจะเพิ่มขึ้นจาก 5.4 แสนคัน เป็น 6 แสนคัน เป็น 1.8 แสนคัน เป็น 1.9 แสนคัน ล้านคัน และอาจแตะ 1.2 ล้านคัน”
 
 
 
 
 
 
ขอ 2 ปี ขึ้นแท่น “เบอร์หนึ่ง” ตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์
 
นอกจากนี้ วิชิต ยังย้ำอีกว่า ยิ่งประเทศเติบโตมากขึ้น ธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ก็ยิ่งเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึง ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ก็ยิ่งเติบโต โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด เพราะทุกบ้านต้องมีรถมอเตอร์ไซด์ และมีความต้องการใช้ เนื่องจากในต่างจังหวัด ความเจริญเรื่องการขนส่งยังไปไม่ถึง เช่น รถไฟฟ้า หรือรถประจำทาง ทำให้รถจักรยานยนต์จึงยังมีโอกาสเติบโตในตลาดต่างจังหวัด 
 
“ปัจจัยที่ทำให้ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ได้มาร์แก็ตแชร์ที่เพิ่มขึ้น และสามารถไปสู่เป้าหมายขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดสินเชื่อรถจักรยานยนต์ในอีก 2 ปี ได้แก่ คู่แข่งหนีไปตลาดเพื่อนบ้าน,ดีลเลอร์ปล่อยให้ไฟแนนซ์มาจัดสินเชื่อให้กับลูกค้ามากขึ้นแล้ว และความเข้มงวดในการออกกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะผู้กำกับดูแล โดยจะออกกกฎหมายใหม่ๆ พ.ร.บ.นอนแบงก์มาคุมผู้ให้บริการสินเชื่อในช่วงต้นปี 2562 ซึ่งความเข้มข้นของกฎเกณฑ์จะมีมากขึ้น จึงทำให้ดีลเลอร์ทำธุรกิจยากขึ้น เพราะหากไม่ดูกฎระเบียบ อาจจะมีโทษได้ นี่ก็คือ ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลง หรือ Change ของฝ่ายกำกับดูแล ซึ่งก็มีส่วนผลักดันให้ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นด้วย ขณะที่ดีลเลอร์จะลดการทำธุรกิจนี้ลง”
 
ปัจจุบัน ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยนยนต์ของกลุ่มไฟแนนซ์ ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาด 21% ของ 5.4 แสนคัน หรือราว 1.2 แสนคัน โดยการขยายฐานสินเชื่อนั้น ตั้งเป้าไว้หากปล่อยสินเชื่อจาก 10,000-12,000 คันต่อเดือน เป็น 15,000-16,000 คันต่อเดือนได้ เราก็สามารถขยับขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดนี้ไม่ยาก 
 
“เรามีศักยภาพในการแข่งขันได้แน่นอน จากนี้ไปเราจะไม่หยุดนิ่ง เราจะต้องขยายกลุ่มดีลเลอร์ให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีอยู่ 500 ราย หรือราว 1,700-1,800 โชว์รูม และเร่งสร้างทีมขายออกไปตามดีลเลอร์ให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี สำหรับเรื่องต้นทุนเงินปล่อยสินเชื่อ เราสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ เพราะด้วยบริษัทแม่ของเรา “ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น” ซึ่งเป็นสถาบันการเงินระดับโลก จึงทำให้เรากู้ในต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก ขณะที่เอ็นพีแอลเราอยู่ที่ระดับ 0.97% สะท้อนให้เห็นว่าระบบการติดตามทวงหนี้เรามีศักยภาพมาก”  
 
 
 
 
 
ไม่หยุดทุ่มทุน “สร้างบุคลากร-เทคโนโลยี”
 
วิชิต ยอมรับว่า การทำธุรกิจในตลาดนี้มีความเสี่ยงสูง แต่ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง สามารถบริหารจัดการเรื่องความเสี่ยงดังกล่าวได้ เนื่องจากระบบของเรามีการตั้งระดับความเสี่ยงไว้ หากความเสี่ยงสูงเกินเกณฑ์ที่เรากำหนดไว้ก็จะไม่รับ ซึ่งวิธีการก็คือ เรามีทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสูง และบุคลากรของบริษัท หลังเข้ามาทำงานจะต้องได้รับการอบรมตามหลักสูตรที่เรากำหนดไว้ และเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคลากรอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ก็ได้มีการพัฒนาเครื่องมือและพัฒนาระบบเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง มีการลงทุนในส่วนนี้สูงมาก
 
“เพราะการคัดเลือกลูกค้าที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่เรากำหนด ดังนั้นบุคลากรเราต้องเก่ง มีทักษะในการกลั่นกรองลูกค้าสูงว่ารายใดเหมาะที่จะให้สินเชื่อ หรือรายใดไม่หมาะที่จะให้สินเชื่อ คือบุคลิกลักษณะอย่างไรไม่ได้ต้องการซื้อรถจักรยานยนต์จริง และเรายังมีเครื่องมือทางสถิติ ในการแยกความสามารถชำระหนี้ของลูกค้าด้วยว่า รายใดจ่ายหนี้ได้ตลอดจนครบสัญญา หรือรายใดไม่ชำระหนี้ได้ตามสัญญา ออกจากกัน”
 
วิชิต ยอมรับว่า ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ จะต้อมีการควบคุมความเสี่ยงอื่นที่เราต้องบริหารจัดการให้ได้ นั่นเป็นความยาก และท้าทาย จึงจะเห็นได้ว่าไม่มีธนาคารลงมาทำธุรกิจสินเชื่อรถจักรยานยนต์ เพราะมีความเสี่ยงสูง 
 
“ผมทำธุรกิจการเงินมาอย่างต่อเนื่อง และในรอบ 5 ปี ผมเคยผ่านงานหรือดูงานด้านให้บริการสินเชื่อบ้าน สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล มาหมดแล้ว ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงแตกต่างกันจากน้อยมากจนสูงขึ้นเรื่อย จนมาถึงสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานต์ที่ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ให้บริการ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูง และเป็นสิ่งที่ผมได้มาเรียนรู้ความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผมได้คิดและหาวิธีกำจัดความเสี่ยงในแต่ละแบบ ซึ่งสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานต์ เป็นสินเชื่อที่เราจะต้องบริหารความเสี่ยงเพื่อทำให้ธุรกิจที่เราบริหารอยู่รอดได้ และนี่ถือเป็นความสนุก และความท้าทายของผม ที่ได้มีโอกาสผ่านการบริหารความเสี่ยงมาทุกรูปแบบ จากง่ายและท้าทายสูงสุด”
 
 
 
 
 
“บุคลากร” คือ หัวใจสำคัญขององค์กร 
 
วิชิต บอกต่อว่า ในเรื่องของการบริหารทรัพยากรบุคคล ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ให้ความสำคัญมาก เพราะเรื่องใจของพนักงาน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากพนักงานเมื่อมีความทุ่มเท และทำงานอย่างมีความสุข และรักในองค์กร ก็จะทำให้บริษัทเติบโตได้ ขณะเดียวกัน องค์กรเองก็ต้องสร้างองค์กรให้เห็นว่ามีความมั่นคง เปิดโอกาสให้พนักงาน มีการเติบโตในหน้าที่การงาน และได้รับผลตอบแทนที่ดี มีโบนัสที่ดี   
 
“คนทำงานทุกคนต้องการความสุข ซึ่งมาจากบรรยากาศการทำงานที่ดี มั่นใจในบริษัทมีความมั่นคง องค์กรต้องเปิดโอกาสให้พนักงานมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ ได้โบนัสที่ดี ผมสร้างจุดนี้ เพื่อไม่กดดันพนักงาน ให้เขาทำงานกันอย่างมีความสุข และอยากทำ โดยผมได้ถ่ายทอดนโยบายนี้ลงไปในทุกระดับว่าพนักงานต้องมีงานมั่นคง เติบโตอย่างรวดเร็ว ได้โบนัสที่ดี 0-12 เดือน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่งใน 1 ปี ซึ่งเราเปิดโอกาสให้ เพียงขอให้ทุกคนตั้งใจทำงาน เมื่อเราชี้ให้เขาเห็นว่า เขาต้องได้อะไรจากเราอย่างชัดเจน เมื่อทุกคนได้ผลประโยชน์ชัดเจน บริษัทก็จะเจริญเติบโต”
 
ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงาน 1,500-1,600 คน โดยแบ่งเป็นพนักงานขายสินเชื่อ 400 คน พนักงานติดตามหนี้ 300 คน ส่วนที่เหลือเป็นพนักงานสาขาและสำนักงานใหญ่ ประมาณ 800-900 คน
 
 
เน้น CSR  “กลับบ้านปลอดภัย” หนุนสร้างแบรนด์
 
ส่วนด้าน CSR  “ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง” เริ่มหันมาให้ความสำคัญให้ตรงจุดมากขึ้น โดยจากนี้ไป CSR จะมุ่งไปสู่การใช้ชีวิตบนท้องถนน  เนื่องจากธุรกิจของบริษัทเป็นผู้อนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ซึ่งใช้ขับขี่บนท้องถนน ดังนั้น บริษัทต้องรับผิดชอบกับชีวิตบนท้องถนน และรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น 
 
“ผมจึงสร้างธีม CSR เพื่อเน้นความรับผิดชอบต่อชีวิตของครอบครัวผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน นั่นก็คือ โครงการกลับบ้านปลอดภัย เพราะผมต้องการให้ผู้ขับขี่ตระหนักว่า มีคนรอคุณกลับบ้านอยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการแข่งออกแบบโลโก้ กลับบ้านปลอดภัย”
 
การที่ “ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง” ให้ความสำคัญเรื่องนี้ เพราะต้องการสร้างระเบีบยวินัยในการขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน โดยให้ความรู้กับพนักงานบริษัท และลูกค้า เพื่อให้การขับขี่อย่างถูกกฎกติกาบนท้องถนน และลดการเกิดอุบัติเหตุ ขณะเดียวกันสิ่งที่ได้ตอบกลับมาต่อบริษัท ก็คือ “การสร้างแบรนด์” ให้แก่ ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง ให้เป็นที่จดจำต่อลูกค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งเราจะมีการตอกย้ำในสิ่งนี้ทุกปี เพื่อให้ผู้ขับขี่กลับบ้านอย่างปลอดภัย   


 

LastUpdate 09/11/2561 22:56:17 โดย :

25-08-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555