เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
พาณิชย์ยอมรับส่งออก Q1/62 ชะลอตามวัฏจักรคาดเริ่มฟื้นตั้งแต่ Q2 ประกาศคงเป้าทั้งปี 8%


พาณิชย์ยอมรับส่งออกไตรมาสแรกชะลอตามวัฏจักรคาดเริ่มฟื้นตั้งแต่ไตรมาสที่2 ประกาศคงเป้าทั้งปี 8% ขณะที่ภาคเอกชนคาดส่งออกปีนี้โตแค่ 3-5%


 
 
 
 
 
น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกไตรมาส 1/62 ร่วมกับภาคเอกชนว่า วัฏจักรการส่งออกในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่าการส่งออกจะชะลอตัวในช่วงไตรมาสแรกของปีและหลังจากนั้นในช่วงไตรมาส 2-3 จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้ก็เช่นกันเพราะภาพรวมการส่งออกไปยังตลาดหลักทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ยังเติบโตได้ดี 
          
อย่างไรก็ดีกระทรวงพาณิชย์จะยังไม่ปรับเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ที่ 8% โดยจะขอรอดูสถานการณ์ที่ชัดเจนตลอดทั้งไตรมาสแรกนี้ก่อน เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ในช่วงที่เหลือของทั้งปีอีกครั้งในช่วงเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งสิ่งที่แต่ละสมาคมฯได้พูดในที่ประชุมวันนี้ เราจะนำมา match กับมาตรการส่งเสริมการตลาดของเราที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งน่าจะทำให้การส่งออกในระยะถัดไปจะตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น
   
 
 
 
 
 
   
ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าจากการรวบรวมความเห็นของภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าในแต่ละกลุ่ม ต่างมีความเห็นร่วมกันว่าในปีนี้การส่งออกไทยน่าจะขยายตัวได้ประมาณ3-5%เท่านั้น ซึ่งคงไม่ถึงเป้าหมายตามที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่8%โดยปัญหาและอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกปีนี้คือ เงินบาทซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งค่าเกินไป รวมทั้งกังวลหากจะมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนกรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่ล่าสุดสหรัฐฯได้เลื่อนเวลาการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนออกไปจากวันที่ 1 มี.ค.นั้น ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีต่อการส่งออกของไทย
           
ขณะที่ภาคเอกชนได้มีการประเมินภาพรวมการส่งออกในไตรมาสแรกปีนี้ไว้ ว่าจะอาจต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อยที่ -1.5% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 61,700 ล้านดอลลาร์ จากไตรมาสแรกปี 61 ที่การส่งออกมีมูลค่า 62,800 ล้านดอลลาร์
         
นายสนั่นกล่าวว่าในภาพรวมปีนี้การส่งออกกลุ่มสินค้าเกษตรอาจจะไม่สดใสนัก เช่น การส่งออกข้าว โดยมีการประเมินว่าปีนี้ปริมาณจะลดลงเหลือ 9.5 ล้านตัน จากปีก่อนที่ส่งออกได้ 11 ล้านตัน รวมทั้งสินค้ามันสำปะหลัง ยางพารา และน้ำตาลที่แม้จะมีแนวโน้มราคาดีขึ้นกว่าปีก่อน แต่ปริมาณการส่งออกคาดว่าจะลดลง ซึ่งสินค้าที่โดดเด่น คือ กลุ่มอาหาร ที่ช่วยดึงให้การส่งออกสินค้าเกษตรในปีนี้เป็นบวกได้ราว 1.4%
          
ในขณะที่การส่งออกกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมคงไม่ร้อนแรงเช่นในปีที่ผ่านมาเช่นกัน เนื่องจากได้รับผลกระทบอาจอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งหากจะให้ผู้ส่งออกปรับขึ้นราคาสินค้าก็คงทำได้ยาก ดังนั้นผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้รายได้จากการส่งออกที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทลดลง แต่ในภาพรวมแล้วคาดว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมปีนี้จะเติบโตได้ราว 3%
          
 
 
 
 
 
รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยนั้น เชื่อว่าในเรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการกำกับดูแลอยู่แล้ว แต่คงจะไม่สามารถไปทำอะไรที่ฝืนตลาดได้มากนัก เพราะเรื่องค่าเงินคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
         
ส่วนความกังวลปัญหาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั้นจากที่ได้หารือกันของภาคธุรกิจใน 40 กว่าจังหวัดไม่ต้องการให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนสูงการผลิตขึ้น ดังนั้นในกรณีของการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนี้ ภาคเอกชนต้องการเสนอรัฐบาลว่าให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของปีนี้ไว้ในระดับเดิมไปก่อน แต่หากต่อไปจะมีการทบทวนใหม่ก็ขอให้หารือกันล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากมีผู้ประกอบการการเสนอราคาสินค้ากับผู้นำเข้าไปล่วงหน้าแล้ว
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 ก.พ. 2562 เวลา : 16:16:10
15-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 15, 2019, 1:44 am