เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ภาคธุรกิจและนักลงทุนหวังรัฐบาลเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ


ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดระบุผลสำรวจชี้ภาคธุรกิจและนักลงทุนหวังรัฐบาลเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังนโยบายการเงินมีประสิทธิภาพลดลง

 


 
 
ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่าธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดได้สำรวจความคิดเห็นภาคธุรกิจและนักลงทุนในงานสัมมนาประจำปีของธนาคารฯ เผยภาคธุรกิจและนักลงทุนหวังรัฐบาลเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการสำรวจความคิดเห็นในงานสัมมนา พบว่าแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและการขาดปัจจัยกระตุ้นภายในทำให้ธุรกิจ และนักลงทุน มีมุมมองต่อการทำธุรกิจของตนในช่วง 6 เดือนข้างหน้าแบบระมัดระวัง "ประเด็นที่เป็นห่วงมากที่สุดคือสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน หากมีความตึงเครียดมากขึ้น โดยครึ่งหนึ่งของผลสำรวจของเราบอกว่า ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้แล้ว ในขณะที่ 30% คิดว่ากำลังจะได้รับผลกระทบในไม่ช้า
         
ซึ่งหากสงครามการค้ามีทางออกที่คลี่คลายจะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า แต่หากยังไม่มีทางออกก็ไม่เห็นปัจจัยหรือมาตรการอื่นที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ ซึ่งหมายความว่านโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการเงิน ถูกมองว่าอาจจะมีประสิทธิภาพน้อยลงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนกังวลเป็นอย่างมาก ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนคาดหวังอยากจะเห็นมากที่สุกในตอนนี้ คือ นโยบายการคลังที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจและการพิจารณางบประมาณปี 63 ในวันที่ 17 ต.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุน หลังจากที่นักลงทุนได้ชะลอการลงทุนไปเพื่อรอดูการพิจารณางบประมาณปี 63 แต่หากงบประมาณปี 63 ไม่ผ่านจะกระทบทำให้ไม่เกิดการลงทุนใหม่ และจะกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย
          
แม้จะมองว่านโยบายทางการเงินมีความเป็นไปได้ที่จะมีบทบาทน้อยลงในการช่วยดูแลเศรษฐกิจแต่เกือบ 80% ของผลสำรวจคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก นอกจากนั้นยังคาดหวังให้รัฐบาลเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจและนักลงทุนยังคงอยู่ในช่วงระมัดระวัง เนื่องจากยังมีประเด็นที่ต้องติดตามทางการเมืองที่อาจเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการพิจารณางบประมาณปี 2563 ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผลสำรวจสะท้อนว่าบาทแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน โดย 60% บอกว่าได้รับผลกระทบจากการที่เงินบาทแข็งค่าและการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมีความยากลำบากขึ้น รวมทั้งสูญเสียตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการที่บาทแข็งค่า ช่วยธุรกิจบางส่วนในแง่ของการนำเข้า
         
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมีมุมมองเศรษฐกิจไทยชะลอตัวในระยะสั้น โดยธนาคารฯยังมองว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ 3% ในปีนี้แต่นั่นเป็นเพียงเพราะการกระตุ้นในครึ่งปีหลังบนฐานเดิมที่ต่ำ การเติบโตทั้งภายในและภายนอกยังเป็นไปอย่างชะลอตัว และยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน ธนาคารฯคาดว่าธปท.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในช่วงไตรมาสนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่ 1.25% ณ สิ้นปี
          
"เราคิดว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินพื้นฐานน่าจะมีการพักหรือปรับฐาน โดยเราคาดว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วงปลายปีนี้ เรามองค่าเงินบาทอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในสิ้นปี 2562" ดร.ทิมสรุป

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 11 ต.ค. 2562 เวลา : 21:08:47
20-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 20, 2019, 12:14 pm