เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
สัญญาณเศรษฐกิจที่ยังชะลอ...หนุน กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง0.25%


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ท่ามกลางสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวทั้งภาคการส่งออก การใช้จ่ายในประเทศ รวมทั้ง แนวโน้มเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำสะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจของไทย แม้ว่าภาครัฐจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาแต่มาตรการดังกล่าวเป็นการประคับประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ให้ไถลลงไปมากกว่านี้ ซึ่งมองไปข้างหน้า ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูงทั้งประเด็นด้านสงครามการค้า ตลอดจน Brexit ที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แม้ว่าประเด็นดังกล่าวจะเริ่มมีสัญญาณบวกบ้างก็ตาม ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 1.50% เหลือ 1.25% ในการประชุมรอบนี้

         
- พัฒนาการเศรษฐกิจไทยที่มีสัญญาณชะลอลง โดยเฉพาะผลจากภาคการส่งออกที่ชะลอลงเริ่มส่งผลต่อการจ้างงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ยังบ่งชี้ถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอลงเทียบกับช่วงการประชุมนโยบายการเงินในครั้งก่อน โดยการชะลอลงในภาคการส่งออกได้ส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจจริงชัดเจนขึ้น  อันสะท้อนผ่านการผลิตที่หดตัว 5  เดือนติดต่อกันและเริ่มลุกลามไปสู่ภาคการจ้างงาน โดยเฉพาะจำนวนผู้มีงานทำนอกภาคการเกษตรของไทยที่ปรับลดลงติดต่อกันกว่า 3 เดือน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะกดดันกำลังซื้อของครัวเรือนมากขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะที่ทิศทางอัตราเงินเฟ้อโดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนตุลาคมที่ขยายตัวในระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีโดยขยายตัวเพียง 0.11% YoY ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ระดับ 0.74 % YoY อาจบ่งชี้ถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการตั้งราคาสินค้าที่ถดถอยลง อันสะท้อนถึงความเสี่ยงต่อการเติบโตการบริโภคในระยะข้างหน้าเช่นกัน นอกจากนี้ผลของค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกือบ 8.0% YTD จากช่วงปลายปี 2562 เป็นอีกปัจจัยที่กดดันการส่งออก ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยบรรเทาต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการภาคส่งออก แม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้มากนัก 
         
- เครื่องมือในการดูแลด้านจุลภาคและมหภาคของภาคการเงินเฉพาะจุด (Macro and Micro Prudential) ที่มีอยู่เพียงพอในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ผลของมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) อันสะท้อนผ่านยอดการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ขึ้นไปที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก อันช่วยลดพฤติกรรมการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปของสถาบันการเงิน ตลอดจนลดความเปราะบางของจากการเป็นหนี้ที่สูงของภาคครัวเรือนไปได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งมาตรการดังกล่าวคงช่วยให้ให้การดูแลความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวทำได้ดีขึ้น อันเปิดโอกาสให้ กนง. สามารถที่จะใช้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยนโยบายในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ปัจจัยเสียงเชิงเสถียรภาพยังสามารถดูแลได้อย่างใกล้ชิด
          
- มองไปข้างหน้าทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินไทยในปี 2563 คงอยู่ที่พัฒนาการของปัจจัยเสี่ยงจากประเด็นทางการค้าและทิศทางของพัฒนาการเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งนี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงอยู่ แม้ว่าการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ตลอดจน ประเด็น Brexitจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่คงไม่ได้เปลี่ยนภาพเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเด็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่อเนื่องจากประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่า ผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ส่งผ่านมายังการจ้างงานและกำลังซื้อของครัวเรือนในประเทศ ซึ่งประเด็นข้างต้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)คงจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กนง.ยังคงมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำสุดก็ตาม

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 01 พ.ย. 2562 เวลา : 16:01:22
25-09-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 25, 2020, 10:22 pm