การศึกษา-สิ่งแวดล้อม-สาธารณสุข
สธ.พบผู้ป่วยโควิดอีก 1 รายที่ จ.เชียงราย มีผู้สัมผัสน้อย สถานการณ์ควบคุมได้


กระทรวงสาธารณสุข เผยพบผู้ป่วยโควิด 19 เพศหญิงเพิ่ม 1ราย ที่ จ.เชียงราย อายุ 25 ปี ลักลอบเข้าประเทศเช่นกัน แต่ใส่หน้ากากและอยู่ในโรงแรมที่พักทำให้มีผู้สัมผัสน้อย เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว  ชี้เชียงใหม่และเชียงรายอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ เหตุติดตามผู้สัมผัสได้เร็ว ยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ แจงผู้เดินทางเข้าประเทศทุกราย ต้องเข้ารับการกักตัว 14 วัน เฉลี่ยวันละ 700-800 ราย ถือว่ามีความปลอดภัย


 
บ่ายวันนี้ (1 ธันวาคม 2563) ที่ศูนย์แถลงข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุภาพที่ 1 และนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป แถลงความคืบหน้าการติดตามผู้สัมผัสกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เราพบผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่จังหวัดเชียงใหม่ 1 ราย และเชียงราย 2 ราย เป็นการเดินทางลักลอบเข้าประเทศ ซึ่งแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดพบผู้ป่วยโควิด 19 อีก 1 รายที่จังหวัดเชียงราย ลักลอบเดินทางเข้าประเทศเช่นกัน เป็นหญิงไทยอายุ 25 ปี และเป็นเพื่อนร่วมงานในสถานบันเทิงประเทศเมียนมา อย่างไรก็ตาม เราสามารถตรวจจับ ควบคุมโรคและติดตามผู้สัมผัสได้เป็นอย่างดี ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยที่เกิดจากการสัมผัสผู้ป่วยทั้ง 4 ราย สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ คือ มีผู้ป่วยนำเข้าเป็นรายๆ (Spike) สามารถติดตามควบคุมโรคได้รวดเร็ว และยังไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นจากผู้ป่วย 3 รายที่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากเมื่อทราบข่าวของรายที่เชียงใหม่จึงมีการใส่หน้ากาก ป้องกันตนเองอย่างดี และหลีกเลี่ยงไปสถานที่ชุมชน

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทางยาว แม้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะพยายามติดตามอย่างเข้มงวด และอสม. อสต. ช่วยเฝ้าระวังในชุมชน ก็ต้องขอความร่วมมือประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นบุคคลไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือต่างชาติ ที่ไม่ได้ผ่านการกักตัว ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจโดยเร็ว และขอให้คนไทยที่ต้องการกลับบ้านเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับการคัดกรอง หากติดเชื้อจะได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ครอบครัว คนใกล้ชิด และชุมชน ส่วนประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงรายยังสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เนื่องจากมาตรการสาธารณสุขยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี บางอำเภอก็ไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้น ประชาชนยังสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ แต่ขอให้คงมาตรการการป้องกันส่วนบุคคล คือ การใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และหมั่นล้างมือ เป็นวัคซีนช่วยป้องกันโรคได้

นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า ผู้ป่วยโควิด 19 ที่เชียงใหม่ขณะนี้อาการดีขึ้น ไม่มีอาการรุนแรง ส่วนผู้ป่วย 2 รายที่เชียงราย มีผู้สัมผัสทั้งหมด 27 ราย เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 4 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 23 ราย ขณะที่ผู้ป่วยรายที่ 3 ของเชียงรายเป็นหญิงไทยอายุ 25 ปี มีภูมิลำเนาที่จังหวัดพะเยา โดยต้นเดือนพฤศจิกายนไปทำงานที่ท่าขี้เหล็กพร้อมเพื่อน 2 คน, วันที่ 24 พฤศจิกายนเดินทางมาตามช่องทางธรรมชาติพร้อมเพื่อน 2 คน ที่อำเภอแม่สาย โดยใส่หน้ากากตลอด, วันที่ 24-27 พฤศจิกายนเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สาย ไม่ได้ออกจากห้องไปไหน, วันที่ 28-30 พฤศจิกายนเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองเชียงราย และประสานเจ้าหน้าที่ขอรับการตรวจ, วันที่ 30 พฤศจิกายน เข้ารับการกักตัวที่กองร้อย อส. ทำการตรวจหาเชื้อแล้วพบเชื้อโควิด 19 ส่งเข้ารับการรักษาที่ห้องแยกโรค โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 2 ราย คือเพื่อนที่เดินทางกลับมาด้วยกัน แต่ผลการตรวจเป็นลบ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำมีไม่มาก จะเฝ้าระวังจนครบ 14 วัน                                                                                               
นายแพทย์โสภณกล่าวต่อว่า จากการประเมินความเสี่ยงของการระบาดในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตามการประเมินความเสี่ยงผลกระทบจากการระบาด (Outbreak Impact Risk) โดยประเมินจากผู้ป่วย เชื้อ และสิ่งแวดล้อม พบว่า ผู้ป่วยทั้ง 3 ราย มีอาการน้อย เข้าสู่การรักษาอย่างรวดเร็ว แม้จะพบเชื้อในทางเดินหายใจปริมาณมาก แต่ทั้ง 3 ราย กังวลว่าจะติดโรคโควิด 19 จึงสวมหน้ากาก และหลีกเลี่ยงพบคนจำนวนมาก โดยอยู่แต่ในที่พัก ทำให้ลดความเสี่ยง โอกาสแพร่เชื้อสู่คนอื่นจึงน้อย ขณะที่หน่วยงานในพื้นที่ติดตามผู้สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว ร้านค้าผู้ประกอบการร่วมมือป้องกันโรค ฝ่ายปกครองและความมั่นคงตรวจตราป้องกันการเข้าเมืองผิดกฎหมาย สถานการณ์นี้จะป้องกันการแพร่เชื้อต่อในพื้นที่ได้อย่างดี ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ตระหนักมากขึ้น สวมหน้ากากเพิ่มมากขึ้นจากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 80

นายแพทย์โสภณกล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดรับคนไทยกลับประเทศ ทำให้มีคนไทยทยอยเดินทางเข้าในประเทศ โดยทุกคนต้องเข้ารับการกักตัว 14 วันในสถานกักตัวที่รัฐจัดให้และรัฐกำหนดทุกประเภท และเมื่อประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงได้เปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจและรับการรักษาโรคอื่นที่ไม่ใช่โควิด 19 และท่องเที่ยวต่างชาติประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa : STV) เพื่อสร้างความสมดุลของระบบสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่ภาครัฐกำหนด ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน - 1 ธันวาคม 2563 มีผู้เดินทางเข้าประเทศ 163,735 คน ทุกคนเข้ารับการกักตัวในสถานที่กักกันที่รัฐระบุไว้ (SQ, LQ, ASQ, ALQ, OQ และ AHQ) ในจำนวนนี้ตรวจพบเชื้อโควิด 19 จำนวน 1,044 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.64 ของผู้ที่เดินทางทั้งหมด โดยเป็นคนไทย 826 ราย ต่างชาติ 218 ราย กลับบ้านได้ 910 ราย มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

ปัจจุบันมีผู้เดินทางเข้าประเทศประมาณวันละ 700 – 800 คน เมื่อเทียบกับในอดีตที่เดินทางเข้ามาวันละประมาณแสนคน ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม อนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น หากมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ในต่างประเทศและในประเทศไทย จึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางที่มากขึ้น โดยการเดินทางเข้ามาในช่องทางที่ถูกต้อง มีระบบกักกันโรคและตรวจหาเชื้อ แต่การลักลอบเข้าทางพรมแดนธรรมชาติทำให้มีความเสี่ยงได้ จึงต้องขอให้ช่วยกันป้องกัน สอดส่องการเข้ามาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุภาพที่ 1 กล่าวว่า การดำเนินงานสอบสวนและควบคุมโรคของ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐาน สำหรับการติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยโควิด 19 เพศหญิงที่เชียงใหม่ ขณะนี้เพิ่มเป็น 336 ราย เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 112 ราย โดย 90 รายผลตรวจไม่พบเชื้อ ที่เหลืออยู่ระหว่างรอผลการตรวจและติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 152 ราย ตรวจไม่พบเชื้อ 79 ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างรอผลตรวจและติดตาม และผู้สัมผัสอื่นๆ 72 ราย ผลตรวจไม่พบเชื้อ 47 ราย โดยภายใน 1-2 วัน จะมีการเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 และเฝ้าระวังให้ครบ 14 วัน อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำเรื่องการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ และทำให้ควบคุมโรคได้อย่างเต็มที่ สำหรับด่านพรมแดนได้มีการเฝ้าระวังและสุ่มตรวจหาเชื้อเป็นระยะ และขอให้คนที่เดินทางกลับเข้ามาและมีความเสี่ยง เข้ามารับการตรวจทุกราย

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 01 ธ.ค. 2563 เวลา : 16:16:03
26-01-2021
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 26, 2021, 6:12 pm