กองทุนรวม
บลจ.ไทยพาณิชย์ เพิ่มทางเลือก RMF 3 กองทุนใหม่รับมือวัยเกษียณ


บลจ.ไทยพาณิชย์ เพิ่มทางเลือก RMF 3 กองทุนใหม่ รับมือวัยเกษียณ เน้นหุ้นผันผวนต่ำทั่วโลก อสังหาฯ - โครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นสหรัฐฯ

 
 
 
 
 
นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัดเปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมออกกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) อีก 3 กองทุน เพิ่มทางเลือกสำหรับนักลงทุนเพื่อการวางแผนเกษียณอายุในระยะยาวและสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 500,000 บาท หรือไม่เกิน 15% ของรายได้ เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน และประกันชีวิตแบบบำนาญ ประกอบด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น Low Volatility เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMLEQ) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMPIN) และ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMS&P500) มูลค่าจดทะเบียนกองทุนละ 3,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 3 - 9 กันยายน 2562 นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท

กองทุน RMF ที่ออกใหม่ทั้ง 3 กองทุน มีนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว สอดคล้องกับรูปแบบการลงทุนของกองทุนประเภท RMF โดยเป็นการคัดเลือกจากกองทุนคุณภาพที่ บลจ.เคยนำเสนอในรูปแบบกองทุนรวมไปแล้ว ประกอบด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น Low Volatility เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMLEQ) เป็นกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนเหนือตลาดในช่วงตลาดขาขึ้น และป้องกันการขาดทุนในช่วงตลาดขาลง โดยมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน AB Low Volatility Equity Portfolio จดทะเบียนที่ประเทศลักเซมเบิร์ก และอยู่ภายใต้ UCITS บริหารโดย Alliance Bernstein L.P  ซึ่งลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

 
 
 
 
 
 
จุดเด่นของกองทุนหลัก AB Low Volatility Equity Portfolio คือ เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั่วโลก มีการบริหารจัดการเชิงรุก (Active) โดยการคัดเลือกหุ้นในพอร์ตที่มีคุณภาพดี มีความผันผวนต่ำ ราคาถูก สามารถลดความผันผวนในพอร์ตโดยรวมได้ ปัจจุบันมีการกระจายการลงทุนในหุ้น 70 - 90 ตัว เน้นกลุ่มไอที การเงิน เฮลท์แคร์ และ สินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่นฯลฯ โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนเหนือตลาดในช่วงตลาดขาขึ้น และป้องกันการขาดทุนในช่วงตลาดขาลง เช่น ช่วงที่เป็นตลาดขาขึ้นกองทุนจะปรับตัวขึ้นตามตลาดประมาณ 90%  หากเป็นช่วงขาลงจะปรับตัวลงตามตลาดประมาณ 70%  โดยกองทุน AB Low Volatility Equity Portfolio มีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 5.50% ต่อปี ย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 9.73% ต่อปี และย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 9.14% ต่อปี (ที่มา : AB Low Volatility Factsheet ณ วันที่ 31 ก.ค. 2562)  
 
 
 
 
 
 
 
ด้านกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMPIN) เป็นกองทุนสินทรัพย์ทางเลือก มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสิงคโปร์ โดยมีกระบวนการลงทุนด้วยการคัดเลือกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และ REITs ภายใต้กรอบการลงทุนคือ High Cash flow, High EPS Growth และ High Dividend Yield โดยพอร์ตจำลองการลงทุนโดยมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดไทยประมาณ 50 – 70% และสิงคโปร์ประมาณ 30 – 50% มีอัตราจ่ายเงินปันคาดการณ์อยู่ที่ 5 – 6% และมีความผันผวนคาดการณ์อยู่ที่ 7 - 8% โดยกองทุนใช้ PF&REIT Total Return Index 50% และ FTSE Strait times REIT Index 50% เป็นดัชนีอ้างอิง รวมทั้งมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2562)  

โดยภาพรวมตลาด Property Fund /REITs  ในตลาดไทยและสิงคโปร์มีอัตราจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับระดับความผันผวน ดัชนี REIT ในไทยและสิงคโปร์ มีอัตราจ่ายเงินปันผลสูงอยู่ในอันดับต้นๆ ของกลุ่ม REIT ทั่วโลก ในขณะที่มีความผันผวนต่ำกว่า โดยตลาดไทย SETPREIT Index  มีอัตราจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 5.0%  ความผันผวน 6.7% และตลาดสิงค์โปร FSTREI Index มีอัตราจ่ายเงินปันผล 4.5%  ความผันผวน 9.0% (คำนวณจากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ณ ส.ค.2562)

ส่วนกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMS&P500) มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว คือ SPDR S&P 500 ETF Trust (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดย State Street Global Advisors จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P500 มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P500 ซึ่งกองทุนหลัก SPDR S&P 500 ETF Trust นั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง โดยมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 10.27% ต่อปี ย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 14.04% ต่อปี และย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 10.58% ต่อปี ในขณะที่ดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 10.42% ต่อปี, 14.19% ต่อปี และ 10.71% ต่อปีตามลำดับ(ที่มา : SPDR S&P 500 ETF Factsheet Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2562) และมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

โดยบลจ.ไทยพาณิชย์ มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นส่วนประกอบหลักของดัชนีตราสารทุนต่างประเทศ จึงถือว่าเป็นตลาดที่มีความสำคัญในการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยงสำหรับพอร์ตลงทุนในระยะยาว ปัจจุบันนี้ทางธนาคารกลางของสหรัฐฯ ได้เริ่มเข้าสู่วัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมองว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะยาวนั้นมีความผ่อนคลายลงจากช่วงก่อนหน้านี้ และหากทางสหรัฐฯสามารถตกลงนโยบายการค้ากับจีนได้สำเร็จจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในอนาคต 
 
เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจานวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการ ได้ที่ SCBAM Call Centerโทร.02-777-7777 กด 0 กด 6 หรือผู้สนับสนุนการขายทุกราย

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 03 ก.ย. 2562 เวลา : 16:59:33
17-11-2019
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า ลบ 7.68 จุด ดัชนี 1,601.79 จุด

2. MTS แนะกลยุทธ์ลงทุนทองวันนี้ "Sideways ลงซื้อขึ้นขายเก็งกำไรระยะสั้นกรอบแคบ"

3. ราคาทองทรงตัว ทองรูปพรรณ ขายออก 21,500 บาท

4. ไทยออยล์วิเคราะห์ "ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังสต็อกน้ำมันดิบและปริมาณการผลิตสหรัฐฯ ปรับเพิ่ม"

5. ดาวโจนส์ ปิดเมื่อคืน ลบ 1.63 จุด ตลาดรอดูความชัดเจนสงครามการค้า

6. ค่าเงินบาทเปิดตลาด 30.20 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวใกล้เคียงเมื่อวาน

7. ตลาดหุ้นไทยเปิด บวก 3.83 จุด ดัชนี 1,613.30 จุด

8. "ไทยตอนบน-กทม." มีอากาศเย็น-ลมแรง "ภาคใต้" มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

9. เงินบาทปิดตลาด(14พ.ย.)ที่ 30.20-30.22 บาท/ดอลล์

10. หุ้นไทยปิดตลาด(14พ.ย.)ที่ 1,609.47 จุด ลดลง 5.67 จุด

11. ปตท.-บางจากฯรับขึ้นเบนซิน-แก๊สโซฮอล์15-30 สต./ลิตร มีผลพรุ่งนี้

12. หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้า(14พ.ย.) ลดลง 3.10 จุด

13. ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น หลังสหรัฐฯ คาดเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง

14. หุ้นไทยเปิดตลาด(14พ.ย.) เพิ่มขึ้น 1.47 จุด

15. MTS Gold มองทิศทางราคาทองกรอบ 1,450 เหรียญเป็นแนวรับและ1,470 เหรียญเป็นแนวต้าน

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 17, 2019, 11:02 pm