เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
"กรมเจรจาฯ"พอใจFTAดันส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยทะยานสู่อันดับ 6 โลก


กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ปลื้มเอฟทีเอดันสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวต่อเนื่องท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ฟันมูลค่าส่งออก 8 เดือนแรกของปี 2562 กว่า 1,111 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมชวนผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอเพื่อสร้างแต้มต่อในตลาดต่างประเทศ


 
 
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่าสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงถือเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่น่าจับตามองมีมูลค่าการส่งออกเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้อยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่าการส่งออก 1,111 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 มีประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ อาเซียน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรปและออสเตรเลีย สินค้าส่งออกสำคัญและสัดส่วนการส่งออก ได้แก่ อาหารสำหรับสุนัขและแมวมีสัดส่วนร้อยละ 92 และอาหารสัตว์เลี้ยงอื่นๆ มีสัดส่วนร้อยละ 18 จากมูลค่าการส่งออกดังกล่าวทำให้ปัจจุบันไทยขยับขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับที่ 6 ของโลก รองจากเนเธอร์แลนด์ สหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศสและจีน จากเดิมที่อยู่ในอันดับ 7 ของโลกในปี 2561

นางอรมน เพิ่มเติมว่าเมื่อเปรียบเทียบสถิติมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยสู่ตลาดโลกในปี 2561 กับปี 2535 ซึ่งเป็นปีก่อนที่ความตกลง FTA ฉบับแรกของไทยกับอาเซียนจะมีผลบังคับใช้ พบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในปี 2561 เพิ่มขึ้นร้อยละ 790 โดยเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไปยัง 17 ประเทศ ที่ไทยมีเอฟทีเอด้วย (ยกเว้นฮ่องกง ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมิถุนายน 2562) รวม 902 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55.50 ของการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยทั้งหมด ทั้งนี้ตั้งแต่ปีที่ความตกลงเอฟทีเอแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับจนถึงปี 2561 มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกตลาด เช่น อาเซียน ร้อยละ 6,021 จีน ร้อยละ 3,969 เกาหลีใต้ ร้อยละ 526 นิวซีแลนด์ ร้อยละ 450 อินเดีย ร้อยละ 424 ออสเตรเลีย ร้อยละ 194 และญี่ปุ่น ร้อยละ 50 เป็นต้น

นางอรมน เสริมว่าปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงมีหลายด้าน อาทิ การเพิ่มขึ้นของจำนวนสัตว์เลี้ยงและลักษณะการเลี้ยงที่ใส่ใจกับคุณค่าทางโภชนาการของอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น คุณภาพการผลิตของสินค้าไทยซึ่งมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ประกอบกับการมีบริษัทผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในไทยเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งเอฟทีเอได้เข้ามาช่วยขจัดอุปสรรคภาษีนำเข้าในประเทศคู่ค้าทำให้สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทยได้แต้มต่อและเพิ่มโอกาสในการส่งออกมากขึ้น
 
โดยปัจจุบันสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยทุกรายการไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าใน 15 ประเทศคู่ค้าที่ไทยมีเอฟทีเอด้วย ได้แก่ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรูและฮ่องกง ส่วนอีก 3 ประเทศคู่เอฟทีเอ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ได้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ให้ไทยแล้ว แต่คงการเก็บภาษีนำเข้าในบางรายการ ทั้งนี้ ไทยยังมีโอกาสในการเจาะขยายตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป ภูมิภาคเอเชีย รวมถึงลาตินอเมริกา ซึ่งตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงมีอัตราการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์สูง โดยกรมฯพร้อมเดินหน้าเจรจาเปิดตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มเติมให้ไทยภายใต้เอฟทีเอกรอบต่างๆ ทั้งการทบทวนความตกลงเอฟทีเอที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และความตกลงเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) รวมถึงการเจรจาเอฟทีเอกับคู่ค้าอื่นๆ ในอนาคต เช่น สหภาพยุโรป เป็นต้น

“ผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสัตว์ไทยควรรักษามาตรฐานสินค้า ให้สอดคล้องกับหลักการสากลด้านมาตรฐานสุขอนามัย และปฏิบัติตามกฎระเบียบการนำเข้าอย่างเคร่งครัด รวมถึงต้องศึกษาแนวโน้มตลาดเพื่อให้ครองใจผู้บริโภคในตลาดโลก โดยอาหารสัตว์เลี้ยงควรมีคุณภาพ ช่วยดูแลสุขภาพให้กับสัตว์เลี้ยงและมีความหลากหลาย เช่น อาหารปลอดสารพิษ อาหารแคลอรี่ต่ำ รวมทั้งอาหารสำหรับสัตว์ที่เจ็บป่วย เป็นต้น จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการวางแผนผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด
 
ทั้งนี้หากผู้ประกอบการไทยสนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลอัตราภาษีศุลกากร กฎระเบียบทางการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศคู่เอฟทีเอหรือข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับความตกลงการค้าเสรีได้ที่ เว็บไซต์กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ http://ftacenter.dtn.go.th หรือศูนย์ FTA Center ชั้น 3 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หรือโทร 0 2507 7555” นางอรมน กล่าว

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 07 ต.ค. 2562 เวลา : 09:29:59
08-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 12 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนวัดศรีวารีน้อย

2. ตลาดหุ้นไทยปิด (7 ม.ค.69) บวก 6.07 จุด ดัชนี 1,280.82 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (7 ม.ค.69) บวก 0.16 จุด ดัชนี 1,274.91 จุด

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (6 ม.ค.69) บวก 44.60 ดอลลาร์ นักลงทุนเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (6 ม.ค.69) ทำนิวไฮพุ่ง 484.90 จุด รับแรงซื้อหุ้นชิป-เทคโนโลยี

6. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.15-31.40 บาท/ดอลลาร์

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (7 ม.ค.69) ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลง กับมีลมแรง อุณหภูมิลดลงอีก 1-3 องศา / ภาคใต้ ฝนฟ้าคะนอง 30-40%

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (7 ม.ค. 69) ปรับขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,900 บาท

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (7 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยเปิด (7 ม.ค.69) บวก 0.22 จุด ดัชนี 1,274.97 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิด (6 ม.ค.69) ลบ 5.30 จุด ดัชนี 1,274.75 จุด

12. ประกาศ กปน.: 13 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี

13. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (6 ม.ค.69) ลบ 2.84 จุด ดัชนี 1,277.21 จุด

14. ทองเปิดตลาดวันนี้ (6 ม.ค.69) ปรับขึ้น 50 ทองรูปพรรณ ขายออก 66,550 บาท

15. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น แนวรับที่ 4,420-4,400 เหรียญ และแนวต้านที่ 4,480-4,500 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 8, 2026, 7:57 am