กองทุนรวม
บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) ฉลองครบรอบ 1 ปีกับความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ด้วยพันธกิจเพื่อมุ่งสนับสนุนคนไทยให้มีสุขภาพการเงินที่แข็งแรงและมั่นคงในระยะยาว


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด (AIAIMT) ฉลองครบรอบ 1 ปี ในการดำเนินธุรกิจ กับความสำเร็จในการให้บริการด้านการลงทุนและนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนรวมทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันธุรกิจประกันชีวิตสู่ New Era ของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิต ลิงค์ ตอบโจทย์รอบด้านทั้งเรื่องการประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และการลงทุน


 

บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2563  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ของ เอไอเอ ประเทศไทย และบริหารจัดการเงินลงทุนในกองทุนรวมจากกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ของ เอไอเอ ประเทศไทย เพื่อมอบบริการด้านการลงทุนและผลประโยชน์ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ลูกค้า ปัจจุบัน บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จัดเป็นผู้นำในด้านการบริหารกองทุนส่วนบุคคล และยังมีกองทุนรวมภายใต้การบริหารจัดการอีก 11 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ 5 กองทุน และกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ 6 กองทุน ซึ่งได้ผนึกกำลังกับ 3 พันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารการลงทุน ได้แก่ Wellington Management, Baillie Gifford และ Black Rock โดยทุกกองทุนภายใต้การบริหารของ บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าทั้งในด้านการบริหารความเสี่ยง และให้บรรลุตามวัตถุประสงค์การลงทุนระยะยาวของผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ของ เอไอเอ ประเทศไทย โดยเฉพาะ 
 

นายสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ครบรอบ 1 ปี ในการเปิดตัวบลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) บริษัทประสบความสำเร็จในการให้บริการด้านการลงทุน และนำเสนอผลิตภัณฑ์ ทั้งกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล โดยปัจจุบัน บริษัทครองส่วนแบ่งในตลาดกองทุนส่วนบุคคล ที่ 39.71% ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรม[1] และในส่วนของกองทุนรวมนั้น หลังจากจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวมมาครบ 1 ปี ปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 31,485 ล้านบาท[1]  ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ดีมากแม้ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) รวมประมาณ 853,000 ล้านบาท[1]   ซึ่งจัดเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนขนาดใหญ่ติดอันดับใน 5 อันดับแรกของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศไทย[1] และเรามีความภูมิใจที่มีส่วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุนของไทย

ด้วยปรัชญาการลงทุนของ บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) ที่ต้องการตอบโจทย์ด้านการลงทุนให้กับผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุน เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย ง่าย และมีประสิทธิภาพ เราจึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการการลงทุนที่มีความยั่งยืนและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับลูกค้าประกันยูนิต ลิงค์ ของเอไอเอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าสามารถไปให้ถึงเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งเอาใว้ ซึ่งในขั้นตอนการลงทุน บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) ได้นำวิธีการบริหารกองทุนในรูปแบบเดียวกับนักลงทุนสถาบันมาปรับใช้กับการบริหารกองทุนรวม เพื่อให้ลูกค้าประกันยูนิต ลิงค์ ของเอไอเอ สามารถเข้าถึงศักยภาพการลงทุนจากพันธมิตรการลงทุนของกลุ่มเอไอเอได้อย่างเต็มรูปแบบ การันตีได้จากรางวัล BEST NEW ASSET MANAGEMENT COMPANY THAILAND ประจำปี 2564 จากนิตยสาร GLOBAL BANKING & FINANCE REVIEW ซึ่งเป็นรางวัลที่สื่อด้านการเงินการลงทุนชั้นนำจากประเทศอังกฤษมอบให้
 
สำหรับมุมมองการลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2564 เห็นได้ว่า เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการฟื้นตัวต่อเนื่องและปรับตัวเข้าสู่การเติบโตเต็มศักยภาพ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ ส่วนใหญ่ยังเผชิญกับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ความแตกต่างนี้จะนำไปสู่การดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ประเทศที่พัฒนาแล้วอาจมีการพิจารณาปรับลดมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ การปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งนักลงทุนในตลาดคาดว่าจะเริ่มปรับขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2566  ในขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงพึ่งพานโยบายของภาครัฐในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ พลวัตนี้จะนำมาซึ่งความผันผวนในตลาด
 
ในระยะสั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำจากแรงกดดันด้านปริมาณการออกจำหน่ายพันธบัตรใหม่ที่ลดลง ในขณะที่สภาพคล่องในตลาดเงินยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มปรับลดปริมาณการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกอบกับการปรับเพิ่มเงินคงคลัง จะนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร สะท้อนภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัว

ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง แต่บริษัทจดทะเบียนยังคงเดินหน้าประกาศผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยหุ้นที่อยู่ในดัชนี S&P500 เกินกว่า 80% ยังคงรายงานผลการดำเนินงานได้ดีกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการทำธุรกิจสนับสนุนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจและทำให้การลงทุนในหุ้นมีแต้มต่อ เมื่อพิจารณาถึงส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนในหุ้นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ยังคงปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้นเรายังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้โดยเฉพาะหุ้นในตลาดที่พัฒนาแล้ว นำโดยหุ้นจดทะเบียนในสหรัฐฯและยุโรป เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินที่สูงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หุ้นมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตราสารหนี้ต่อไป อย่างไรก็ดี เรายังคงต้องจับตามองความเสี่ยงด้านการควบคุมการระบาดของไวรัส การกลายพันธ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นได้ การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความไม่แน่นอนเรื่องจังหวะเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มถอนมาตรการสนับสนุนทางการเงิน โดยเราเชื่อว่าความคล่องตัวในการปรับสัดส่วนการลงทุนและการลงทุนในหุ้นวัฐจักร (ซึ่งโดยมากมีการเติบโตที่สม่ำเสมอและราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ไม่แพง) จะสร้างความสมดุลย์ให้พอร์ตการลงทุนในช่วงภาวะที่มีความผันผวนสูงได้

ส่วนมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น หลังจากที่เริ่มมีการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันลดลง รวมถึงผู้ได้รับวัคซีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ทำให้ความคาดหวังในการกลับมาเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศ มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น อีกทั้งจากที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวสนับสนุนให้กลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ของไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตเริ่มกลับมาดีขึ้น อาทิ พลังงาน สินค้าพื้นฐาน และการเงินของไทย  อย่างไรก็ตาม ภาคการบริการที่รวมถึงการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศยังเป็นที่น่ากังวล แต่โดยรวมตลาดการลงทุน
ในประเทศไทยเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น

ในส่วนของตราสารหนี้นั้น เรามองว่าตราสารหนี้ในเอเชียยังน่าลงทุนเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากส่วนชดเชยความเสี่ยงการผิดนัดชำระที่สูงกว่า
 

นายพีร พนิตผล ผู้อำนวยการฝ่ายยูนิต ลิงค์ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “อย่างที่ทราบกัน ในวิกฤตโควิด 19 นี้ ทุกอุตสาหกรรมล้วนได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ซึ่งในอุตสาหกรรมประกันชีวิตก็เช่นกัน จากรายงานของสมาคมประกันชีวิตไทยภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 เทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (FYP) มีอัตราการเติบโตลดลง  5%[2] แต่ผลิตภัณฑ์ประเภทประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิต ลิงค์ ยังคงเติบโตได้ดีสวนทางกับอุตสาหกรรมถึง 137%[2] จากปีที่ผ่านมา สาเหตุเพราะผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนสามารถตอบโจทย์ทั้งในด้านความคุ้มครอง ค่าเบี้ยประกันภัย และระยะเวลาการจ่ายเบี้ยประกันภัยที่ลูกค้าออกแบบเองได้ โดยเราได้รับความใว้วางใจจากลูกค้ากว่า 1.9 แสนกรมธรรม์ ทำให้ เอไอเอ ประเทศไทย ครองอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมยูนิต ลิงค์[3] ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 6 ปี และถึงแม้ในปัจจุบัน เอไอเอ ประเทศไทย สามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ แต่เราก็ไม่หยุดที่จะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’ ของคนไทยทั่วประเทศ” 

ล่าสุด เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าปักธงยืนหนึ่งในด้านผลิตภัณฑ์ประกันในกลุ่มเด็กที่ดี ตอบโจทย์ และครบวงจรที่สุด ด้วยการเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ 

ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ‘AIA Health Happy – UDR’ ซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต AIA Issara Plus (Unit Linked) โดยเป็นการผสานระหว่างความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพให้ครอบคลุม 360 องศา เพื่อส่งมอบความอุ่นใจแก่ผู้ปกครอง โดดเด่นด้วยความคุ้มครองแบบ ‘เหมา เบิ้ล คุ้ม’ ไม่จำกัดวงเงินต่อการเข้ารักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง* และ 

ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน ‘AIA Infinite Gift Prestige’ (Unit Linked) ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการในการส่งมอบความมั่นคงและมั่งคั่งแทนความรักจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการวางรากฐานเตรียมความพร้อมในทุกด้านตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุตรหลานจะสามารถเดินตามความฝันในวันที่เติบโต และมีความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในอนาคต โดยการวางแผนทางการเงินระยะยาว ผ่านประกันควบการลงทุน* ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ของขวัญจากความรัก ที่ไม่มีข้อแม้’

ทั้งนี้ หากลูกค้ามีความสนใจในผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิต ลิงค์ ของเอไอเอ และต้องการให้ส่วนการลงทุนมี บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) เป็นผู้ดูแล สามารถติดต่อตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอที่มี IC License มากกว่า 11,000 คนทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AIA Call Center 1581 หรือที่ www.aia.co.th

แหล่งข้อมูล

[1] ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2564

[2] ข้อมูลจาก TLAA report, FYP Growth Rate (H1’20 vs H1’21) All channels (SP10%) ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2564

[3] ข้อมูลจากเอไอเอ ประเทศไทย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2564

หมายเหตุ:

*ข้อมูลนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประกอบการนำเสนอเท่านั้น ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาทำความเข้าใจรายละเอียดรวมทั้งข้อยกเว้นไม่คุ้มครองของผลิตภัณฑ์ประกันภัย ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

*ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 10 ก.ย. 2564 เวลา : 16:00:29
18-10-2021
เบรกกิ้งนิวส์
1. ราคาทองคำเช้านี้ (16 ต.ค.) ปรับลง 100 ทองรูปพรรณ ขายออก 28,550 บาท

2. ดาวโจนส์ตปิดตลาดเมื่อคืนนี้ (15 ต.ค.) ปิดที่ 35,294.76 จุด เพิ่มขึ้น 382.20 จุด หรือ +1.09%

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (16 ต.ค.) กทม. มีฝน 80% อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

4. ค่าเงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ 33.30 บาท/ดอลลาร์

5. ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,638.34 จุด ลดลง -2.63 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 84,751.65 ล้านบาท.

6. หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้า (15 ต.ค.) +0.65 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,642 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 46,917 ล้านบาท

7. ทิสโก้ สรุปภาวะตลาดวันก่อน : SET -2.67 จุด ขายทำกำไร รอติดตามงบแบงก์ทยอยออก

8. ราคาทองคำเช้านี้ (15 ต.ค.) คงที่ ทองรูปพรรณ ขายออก 28,750 บาท

9. หุ้นไทยเปิดตลาดเช้านี้ (15 ต.ค.) +6.38 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,647 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 3,352 ล้านบาท

10. MTS วิเคราะห์ราคาทองคำ (ภาคเช้า) ราคาทองคำยังคงทรงตัวหลังปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 1,790 เหรียญขึ้นมา

11. ไทยออยล์ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน ประจำวันที่ 15 ต.ค. ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม

12. พยากรณ์อากาศวันนี้ (15 ต.ค.) กทม. มีฝน 60% อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

13. ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้า (15 ต.ค.) ที่ 33.16 บาท/ดอลลาร์

14. ดาวโจนส์ ปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 ต.ค.)ที่ระดับ 34,912.56 จุด

15. พรุ่งนี้ (15 ต.ค.) มีการขึ้นราคาน้ำมันในกลุ่มดีเซล ปรับเพิ่ม 0.60 บาท/ลิตร

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 18, 2021, 11:34 am