ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองตลาดหุ้นไทยวันนี้ Rebound


กลยุทธ์วันนี้ Rebound

ตลาดหุ้นวานนี้:

ตลาดหุ้นไทยวานนี้ แม้ว่าจะมีความพยายามในการฟื้นตัว แต่ก็เกิดแรงขายในหุ้นหลักกลุ่มธนาคารอย่าง KBANK/ BBL และหุ้นขนาดกลางและเล็ก กดดัน SET INDEX ปรับฐานลงมาทดสอบแนว 1,400-1,405 จุด เกือบตลอดชั่วโมงการซื้อขาย อย่างไรก็ตาม หุ้นขนาดใหญ่เริ่มทรงตัวดีขึ้น ช่วยประคองให้ SET INDEX ณ ระดับปิดของวันลบ 4.48 จุด มาอยู่ที่ 1,408.07 จุด แต่ SET50 Index ปิดบวก 0.73 จุด มาอยู่ที่ 926.83 จุด มูลค่าการซื้อขาย 39,339 ล้านบาท

 

 

กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 5 อีก 1,823 ล้านบาท แต่คงการ Long สุทธิใน SET50 Index Futures เป็นวันที่ 2 อีก 3,483 สัญญา แม้ว่ากลับมาขายสุทธิตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง 727 ล้านบาทก็ตาม

 

ปัจจัยสำคัญวันนี้

- สศค.ปรับลด GDP ปีนี้ลงเหลือ 3.0% จากเดิม 3.7% โดยปรับลดประมาณการส่งออกเป็นสำคัญ แต่อยู่สูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ราว 2.5% +/-

- iShare MSCI Thailand ETF วานนี้ปิดบวก 0.70% dod ส่งสัญญาณการฟื้นตัวของหุ้นหลักในวันนี้

- ติดตามผลการดำเนินงาน 2Q58 ของ SCC คาดว่าจะประกาศหลังปิดตลาดรอบเช้าวันนี้

- ติดตามการประชุมเฟดคืนนี้

 

มุมมองต่อตลาด

เราคงน้ำหนักการลงทุนวันนี้เป็น "กลาง" วันที่ 17 พร้อมประเมิน SET INDEX ยังคงแกว่งกรอบระหว่าง 1,400-1,420 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นระดับ 4.0 หมื่นล้านบาท/วัน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทยในปลายสัปดาห์นี้ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างทยอยปรับพอร์ตระยะสั้น เพื่อปิดความเสี่ยงช่วงวันหยุดดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม สัญญาณเชิงบวกจากผลการดำเนินงาน 2Q58 ที่ทยอยประกาศออกมาวานนี้ SCCC / DCC ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จากการควบคุมต้นทุนการผลิต และการเปิดตลาดไปยัง CMLV ทำให้เราเชื่อว่าโอกาสที่จะมีการปรับประมาณการกำไรของปี 2558 อีกระลอกเป็นไปอย่างจำกัด ขณะที่หุ้นใหญ่วันนี้มีแนวโน้มการฟื้นตัว หลัง iShare MSCI Thailand ETF เริ่มฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี

 

ภาวะการลงทุนวานนี้เป็นจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง SET50 Index ปิดบวกเล็กน้อย 0.73 จุด แต่ SET INDEX ปิดลบ 4.48 จุด สะท้อนหุ้นหลักของตลาดหุ้นไทยเริ่มทรงตัวหรือมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ SET50 Index ปรับฐาน –6.41% YTD สะท้อนถึงความเปราะบางของผลการดำเนินงานที่สอดรับกับภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ ที่เผชิญกับการชะลอตัวของภาคการส่งออก และการบริโภคภายในประเทศ อีกทั้ง Valuation ของ SET INDEX ณ ระดับปิดปัจจุบัน 1,408.07 จุด คิดเป็น 1Yr Forward PER เท่ากับ 14.63x และ 2Yr Forward PER เท่ากับ 12.74x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปีของกรอบ -1SD ของ 1Yr และ 2Yr Forward PER ที่ 14.90x และ 12.97x ตามลำดับ ทำให้เชื่อว่านักลงทุนระยะกลางถึงยาว เริ่มกลับมาเลือกหุ้นหลักที่มีความสามารถในการทำกำไรอย่างแข็งแกร่ง พร้อมผลตอบแทนจากเงินปันผล 3-4% เป็นทางเลือก

 

ขณะที่นักลงทุนทั่วโลก ต่างรอดูผลการประชุมเฟดในค่ำคืนนี้ ต่อมุมมองของช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบันตลาดประเมินโอกาสการประชุมเดือนก.ย. เฟดจะพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 หากเป็นไปตามที่ตลาดประเมิน ตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสฟื้นตัวช่วงสั้น หลังจากปรับฐาน เพื่อปิดความเสี่ยงต่อการประชุมเฟดในวันนี้

 

เราประเมินว่าปัจจัยที่จะกลับมาเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้ในภาวะ เช่นนี้ ได้แก่ 1) ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทรงตัวหรือแกว่งในกรอบแคบลง และ/หรือ 2) การปรับครม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมเศรษฐกิจ แม้ว่าปัญหาต่างๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้การทำงานของครม.ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา แต่ ณ ปัจจุบัน เศรษฐกิจภายในประเทศที่เดินหน้าในระดับต่ำเพียงเพราะขาดความเชื่อมั่นทาง เศรษฐกิจ หากการปรับเปลี่ยน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากภาคเอกชน ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

 

กลยุทธ์การลงทุน

ดังนั้น เราแนะนำ "นักลงทุนระยะกลาง ยังคงสามารถเลือกสะสมหุ้นในลักษณะ Bottom Fishing เน้นที่ประเด็นพื้นฐานการลงทุน และ/หรือ ผลตอบแทนปันผลทั้งปีไม่ต่ำกว่า 4.0% เป็นเกณฑ์การเลือกหุ้นลงทุน ภายใต้ภาวะการลงทุนที่อ่อนแอในปัจจุบัน"

 

Top Pick in 3Q15: BCP / BMCL/ IFEC / WHA

HOLD: ITD / TPIPL/ BJCHI/ ADVANC/ WHA/ THAI/ BCP/ IFEC/ INTUCH

Accumulative Buy: SCC / TPIPL

   


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 29 ก.ค. 2558 เวลา : 09:14:47

01-06-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 1, 2020, 5:36 am