ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
หยิบเงินหยิบทอง - บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง


 


   
หยิบเงินหยิบทอง - บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง

ตลาดหุ้นไทยวานนี้
          SET INDEX วานนี้เปิดย่อตัวลงทดสอบ 1,485 จุด +/- จากผลการนับคะแนนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปรากฎว่านาย Trump ได้ครองเสียงข้างมาก สวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่ตลาดหุ้นไทยถือว่าแข็งแกร่งกว่าภูมิภาค ปิดที่ระดับ 1,509.43 จุด ลบเพียง 0.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 93,329 ล้านบาท
          แม้ว่าต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 13 เร่งขึ้นเป็น 2,630 ล้านบาท Short สุทธิใน SET50 Index Futures เป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ 7,672 สัญญา แต่คงการซื้อสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 3 เพียง 138 ล้านบาท 

ปัจจัยสำคัญวันนี้
          นาย Trump คว้าชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งที่ 45
          พรรค Republican ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาล่าง และสภาสูง
          กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ย RP1 วันที่ 1.50% ด้วยมติเอกฉันท์
          โอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.ทรงตัวที่ 82% วานนี้ เท่ากับวันที่ 9 พ.ย. 
          สินทรัพย์เสี่ยงกลับมาฟื้นตัวและตอบรับเชิงบวกกับผลการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ขณะที่ Safe haven อย่างทองคำและพันธบัตรสหรัฐฯ กลับปรับฐานลงแรง

มุมมองต่อตลาดวันนี้: กลาง (วันที่ 3)
          ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบ NYMEX กลับปิดบวกในท้ายที่สุดคืนวานนี้ ตอบรับเชิงบวกต่อผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 นาย Trump จากพรรค Republican ชนะ พร้อมกับพรรค Republican ครองเสียงข้างมากทั้งสภาล่างและสภาสูง ส่งผลบวกต่อบรรยากาศตลาดหุ้นในเอเชียเช้าวันนี้ 
          เราประเมินว่า SET INDEX ช่วง 1-2 วันนี้ แกว่งในกรอบระหว่าง 1,500-1,520 จุด หุ้นหลักทั้ง Domestic Play และ Commodity มีความโดดเด่น จากแรงเก็งกำไรระยะสั้น หลัง DJIA – NYMEX กลับมาปิดบวกได้เด่นคืนวานนี้ อย่างไรก็ตาม upside จำกัด เพราะการเคลื่อนไหวเงินทุนต่างชาติที่ยังไร้ทิศทาง ขณะที่หุ้นขนาดกลางและเล็กที่แนวโน้มผลการดำเนินงานใน 3Q59 และต่อเนื่อง 4Q59 จะเติบโตเด่น กลายเป็นเป้าหมายของการเก็งกำไรในช่วงนี้
          สำหรับมุมมองของเราต่อผลการเลือกตั้งในสหรัฐฯ เป็น “กลาง” ต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกกังวลไม่ว่าจะเป็นนโยบายการค้าระหว่างประเทศ หรืออัตราภาษีนิติบุคคลที่จะลดลงเหลือ 10% พร้อมนิรโทษกรรมภาษีให้แก่ภาคเอกชนและผู้ร่ำรวย เพื่อเปิดให้โอนเงินกลับเข้าสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งขั้นตอนตามกฎหมายของสหรัฐฯ ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-12 เดือนหลัง Trump เข้ารับตำแหน่งในต้นปีหน้า ความกังวลต่างๆ สะท้อนไปยังสินทรัพย์เสี่ยงแล้ว แรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะเริ่มจำกัดมากขึ้น

Strategy of the Day          
          1. สะสม SCB : ราคาปิด 144.00 บาท ราคาเหมาะสม 169.00 บาท
          a) MBKET คาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารจะตอบรับเชิงบวก หลังได้ความชัดเจนแล้วของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมีโอกาสที่ Fund Flows ต่างชาติไหลจะกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเซียเกิดใหม่ในช่วงสั้น จากการเกิด Short Covering 
          b) มี Catalyst รออยู่ โดยคาดว่าศาลล้มละลายกลางจะอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการของ SSI ใน 4Q59 ดังนั้น จึงมีโอกาสที่ SCB จะกลับสำรองหนี้สูญ และส่งผลให้ NPL ลดลง และ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 
          c) หากสามารถปิดดีลขายหุ้น SCB Life ให้กับพันธมิตรได้ จะส่งผลให้มีกำไรพิเศษสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท เป็น Upside Risk ที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการของเรา ขณะทีกำไรสุทธิปี 2560 คาดว่าจะเติบโต +26.3% yoy เป็น 5.8 หมื่นล้านบาท และ Valuation น่าสนใจ ซื้อขายที่ PBV2560 เพียง 1.3 เท่า           
          2. เก็งกำไร IVL : ราคาปิด 32.75 บาท ราคาเหมาะสม 38.50 บาท
          a) MBKET คาดการณ์กำไรปกติ 3Q59 ที่ 2,392 ล้านบาท +361% yoy เติบโตเด่น yoy ในทิศทางเดียวกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น +29.8% yoy เพราะกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากการซื้อกิจการ และมีโอกาสที่งบจะออกมาดีกว่าคาดการณ์เป็นปัจจัยบวกหนุนราคาหุ้น โดย IVL จะรายงานงบ 3Q59 ในวันนี้
          b) มี Sentiment บวก เนื่องจาก IVL มีฐานการผลิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ จึงเชื่อว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายด้านภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ที่จะปรับลดภาษี Corporate Tax ลงจาก 35% เหลือ 15% 
          c) คาดกำไรปกติปี 2560 เติบโต +34% yoy เป็น 9,385 ล้านบาท เนื่องจากปีหน้าจะรับรู้กำลังการผลิตส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการในปีนี้อย่างเต็มปี และมี Upside Risk หาก PTA Spread ฟื้นตัวได้ดีกว่าคาดการณ์ของเรา 

Fund Flow Analysis

Fund Flow in Emerging Markets
ขายสุทธิเป็นวันที่ 13 อีก US$723 ล้าน จากวันก่อนหน้าขายสุทธิ US$55 ล้าน           

Foreign Investors Action วานนี้
ต่างชาติลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 13 ในอัตราเร่ง          
          นักลงทุนต่างชาติ ยังคงขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 13 เร่งขึ้นเป็น 2,630 ล้านบาท หลังนาย Trump จากพรรค Republican ชนะการเลือกตั้ง ทำให้ต่างชาติต้องลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวม 13 วันทำการต่างชาติขายสุทธิ 16,306 ล้านบาท ส่งผลให้ YTD นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิลดลงเป็น 105,102 ล้านบาท
          ด้าน SET50 Index futures นักลงทุนกลุ่มนี้กลับมา Short สุทธิเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ 7,672 สัญญา เทียบกับ 2 วันทำการก่อนหน้า Long สุทธิ 9,785 สัญญา คาดเป็นการเร่งปิดสถานะ Long ที่ถืออยู่และกลับมามีสถานะ Short อีกครั้ง ดังจะเห็นได้จาก QTD ใน 4Q59 นักลงทุนกลุ่มนี้กลับมามีสถานะ Short สุทธิ 5,681 สัญญา กดดันให้ S50Z16 ปิดต่ำกว่า SET50 Index เป็นวันที่ 6 กว้างขึ้นเป็น 2.17 จุด จากวันก่อนหน้า Discount เท่ากับ 0.79 จุด 
          แต่นักลงทุนกลุ่มนี้คงการซื้อสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 3 เพียง 138 ล้านบาท รวม 3 วันทำการซื้อสุทธิ 2,695 ล้านบาท ขณะที่ราคาพันธบัตรไทยปรับฐานลงเป็นวันที่ 4 ผ่านผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นเพียง 0.24bps จากวันก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 0.22bps ปิดที่ 2.169%

Short-Selling วานนี้ 
วานนี้เท่ากับ 1,710 ล้านบาท เร่งขึ้นจากวันก่อนหน้า 874 ล้านบาท ด้วยจำนวนหุ้น 78 หลักทรัพย์ จากวันก่อนหน้า 66 หลักทรัพย์           

NVDR Movement
NVDR ขายสุทธิเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ เน้นลดน้ำหนักกลุ่ม ICT
          การซื้อขายผ่าน NVDR วานนี้กลับมาขายสุทธิ 342 ล้านบาท จาก 2 วันทำการก่อนหน้าซื้อสุทธิ 894 ล้านบาท NVDR เน้นลดน้ำหนักกลุ่ม ICT 438 ล้านบาท ตามมาด้วยกลุ่มขนส่ง ขายสุทธิ 244 ล้านบาท และกลุ่มค้าปลีกขายสุทธิ 241 ล้านบาท ส่วนกลุ่มธนาคารถูกสะสมเด่น 502 ล้านบาท

ประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจ – การเงินรายภูมิภาค

สหรัฐอเมริกา
          นาย Faber คาดหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ จะทะลุ US$20 ล้านล้าน หลัง Trump เข้ารับตำแหน่งใน 2 เดือน: นาย Marc Faber ประเมินว่า หลังนาย Trump เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ จะทะลุ US$20 ล้านล้าน ภายใน 8 สัปดาห์ ทั้งนี้ไม่ว่านาย Trump หรือ Clinton ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณที่ขาดดุลมากขึ้น เพราะนโยบายการเงินล้มเหลว ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น US$1.4 ล้านล้าน และแตะระดับ US$20 ล้านล้านได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 1-2 เดือน
          เฟดสาขา Minneapolis ประเมินสหรัฐฯ ต้องการมาตรการกระตุ้นใหม่: นาย Kashkari ให้ความเห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับต่ำ หากนโยบายการคลังไม่ออกมาตรการกระตุ้นประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนประชากร

ยุโรป
          ด้านอียูประเมินทำงานร่วมกับ Trump อาจเป็นเรื่องยาก: จากผลของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Trump ครองเสียงข้างมาก ทำให้ทางอียูเริ่มกังวลต่อการทำงานร่วมกับนาย Trump ที่อาจจะมีความยากในการทำงานมากกว่าการร่วมมือกับตัวแทนสหรัฐฯ คนอื่นๆ ที่ผ่านมา ทางอียูหวังว่าจะมีแนวทางในการร่วมมือกับทางสหรัฐฯ ได้เหมือนเช่นเดิม
          EC คาดเศรษฐกิจอียูเติบโตชะลอตัวในปีหน้า: European Commision ประเมินว่าเศรษฐกิจในอียูจะเติบโต 1.7% ในปีนี้ ชะลอจากปีที่แล้วที่ขยายตัว 2.0% และจะลดลงเหลือ 1.5% ในปี 2560 ก่อนที่จะกลับมาเร่งตัวในปี 2561 ที่ 1.7% ทั้งนี้เป็นผลจากกำลังซื้อภายในสมาชิกที่ชะลอตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะใกล้เป้าหมาย 2.0% ในระยะกลาง จากปีนี้ที่ 0.3% และ 1.4% ในปี 2560 และ 2561 
          ระดับการขาดดุลงบประมาณของอิตาลีมีโอกาสเกินหลักเกณฑ์ของอียู: European Commision ประเมินเบื้องต้นของระดับการขาดดุลงบประมารณของอิตาลี มีแนวโน้มที่จะทะลุหลักเกณฑ์ของอียู รวมถึงระดับหนี้สาธารณะ ในปีนี้และปีหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาผู้อพยพ และการก่อสร้างต่างๆ จากผลกระทบของแผ่นดินไหว 2 ครั้ง 

จีน
          จีนเตรียมทำงานร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่: จีนยืนยันที่จะทำงานร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ เพื่อให้การค้าระหว่าง 2 ประเภท มีเสถียรภาพ และพัฒนาไปในทิศทางที่แข็งแกร่ง 
          ธนาคารกลางจีนคงเป้าหมายบริหารสภาพคล่องและควบคุมภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์: ธนาคารกลางจีน ยืนยันที่จะเข้าบริหารจัดการสภาพคล่องในระบบการเงินของประเทศ รวมถึงการเข้ามาควบคุมเพื่อป้องกันภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ ซึ่งจะมีผลต่อระดับหนี้ในระบบเศรษฐกิจจีน ดังนั้นนโยบายการเงินจะเป็นกลาง และให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางการเงินและการปฎิรูปโครงสร้าง ภายใต้สภาพคล่องที่เหมาะสม 
          ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนต.ค.เพิ่มขึ้นเร็วสุดในรอบเกือบ 5 ปี: ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.2% yoy สูงกว่าที่ Reuters poll คาด +0.8% yoy และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2554 ส่วนอัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 2.1% yoy เท่ากับที่ตลาดคาด และเร่งตัวขึ้นจากเดือนก.ย.ที่ +1.9% yoy

เอเชียแปซิฟิก
          ไม่มี

ไทย
          กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบเอกฉันท์: ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี ทั้งนี้ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ก่อนหน้า แม้มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แต่อาจกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าคาดจากปัจจัยด้านอุปทาน สำหรับภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
          ความคืบหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม
          - รองนายกฯ สมคิดคาดสรุปผลประมูลไฟฟ้าสายชมพู – เหลือง ไม่เกินกลางเดือนธ.ค. 2559
          - รฟม. คาดเปิดซองราคารถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ภายในเดือนม.ค. 2560 เซ็นสัญญาก.พ. 2560
          - รฟม.เตรียมเสนอรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เข้าครม.ในเดือนธ.ค. 2559 เปิดขายซองประมูลก.พ. 2560


 
 
 โดย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 10 พ.ย. 2559
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 10 พ.ย. 2559 เวลา : 11:01:32

17-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 17, 2019, 7:33 pm