ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน คาดว่า SET Index ยังมีแนวโน้มแกว่งตัว(10/07/61)


 กลยุทธ์วันนี้ >> Earnings Play//Accumulate on Dip 

  ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index ปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องตามคาดนำโดยกลุ่มพลังงานและปิโครเคมีจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น อย่างไรก็ตามกรอบการบวกยังถือว่าไม่กว้างนักโดยบวกได้ 8.20 จุด ณ สิ้นวัน แรงซื้อหลักยังมาจากสถาบันในประเทศและเร่งตัวขึ้นเป็น 3.9 พันลบ. ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิต่อเนื่องอีก 2.5 พันลบ.
  แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาดว่า SET Index ยังมีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways Up ต่อจากบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากตลาดหุ้นภูมิภาคอื่น โดยตลาดเริ่มเบนความสนใจออกจากประเด็นสงครามการค้าและกลับมาดูปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นซึ่งบ้านเรากำลังเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการ 2Q18 อย่างไรก็ตามเรายังคงมองการฟื้นตัวของดัชนีไม่ใช่ลักษณะ V-Shape และยังต้องติดตามพัฒนาการของข่าวประเด็นสงครามการค้า ระยะสั้นเราเน้นเก็งกำไรหุ้นที่คาดมีผลประกอบการ 2Q18 แข็งแกร่ง ส่วนการปรับลงของตลาดในระยะนี้มองเป็นจังหวะในการซื้อลงทุนหุ้นพื้นฐานดีที่ปรับลงแรงเพื่อลงทุนระยะยาว 
  กลยุทธ์ : เก็งกำไรหุ้นที่คาดผลประกอบการ 2Q18 แข็งแกร่ง //สะสมหุ้นพื้นฐานเพิ่มในช่วงอ่อนตัว
  หุ้นเด่นเดือนก.ค. : BANPU, CPF, EPG, PTTEP, TISCO  
  Fund Flow วานนี้กระแสเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค US$10ล้าน เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลออกจากเกาหลีใต้ US$97ล้าน ส่วนไทยมีเม็ดเงินไหลออก US$77ล้าน ขณะที่ไหลเข้าไต้หวัน US$219ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนมีทิศทางพลิกกลับมาไหลเข้าภูมิภาคหลังตลาดเริ่มให้ความสนใจต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐมากกว่าเรื่องสงครามการค้าที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว 

ชวนเม้าท์หุ้นเด่น >> KKP <<

  • แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 85 บาท
  • เป็นแบงก์ที่รายงานการเติบโตของสินเชื่อ 5M18 ดีสุดในกลุ่ม เพิ่มขึ้นถึง 10% YTD จากการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าใหม่ เราคาดกำไรสุทธิ 2Q18 ที่ 1,481 ลบ. -2% Q-Q แต่ +25% Y-Y จากการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯที่คาดลดลง 
  • คาดปันผลงวด 1H18 ที่ 2 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 3% ทั้งนี้ KKP ถือเป็น 1 ใน 15 หุ้นพื้นดี ที่เรามองว่าน่าซื้อลงทุน เพราะราคาหุ้นลงตามภาวะตลาดมากเกินไป จนทำให้ PE2018 แตะจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปี ที่ 9.6 เท่า และผลตอบแทนจากปันผลทั้งปีสูงถึง 9%

ประเด็นสำคัญวันนี้
  (+) กลุ่มยานยนต์ ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากข่าวสหรัฐฯอาจยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรปในอัตรา 20-25% จากเดิมที่กำหนดไว้ 2% เพื่อแลกกับการที่ยุโรปจะยุติการทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ทั้งนี้ แม้ว่าเราคาดผลกระทบค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว เพราะบ้านเราไม่ได้ส่งรถยนต์ไปสหรัฐฯโดยตรง และผู้ผลิตชิ้นส่วนฯได้รับคำสั่งซื้อล่วงหน้า 1-3 ปี แต่ความคลุมเครือช่วงก่อนหน้าทำให้ Auto Index ถูกกดดันจน Underperform ตลาด ข่าวที่ออกมาจึงทำให้ราคาหุ้นกลับมาเคลื่อนไหวตามพื้นฐานได้ดีขึ้น ซึ่งเราคาดว่ากำไร 2Q18 ของทั้งกลุ่มจะโดดเด่นตามยอดผลิตรถยนต์ เม.ย.-พ.ค. 18 ที่โต 13% Y-Y แนะนำซื้อ AH ราคาเป้าหมาย 47 บาท และ PCSGH ราคาเป้าหมาย 13 บาท  
  (+) ERW วานนี้มี Big Lot จำนวน 46 ล้านหุ้นที่ราคา 7.03 บาท (สูงกว่าราคากระดานกว่า 10%) มูลค่ารวม 323 ลบ. เราคาดว่าจะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้น แม้กำไร 2Q18 เบื้องต้นคาดว่าจะหดตัว Q-Q และ Y-Y จากผลกระทบของฟุตบอลโลกที่ทำให้นักลงท่องเที่ยวรัสเซียหายไปและการปรับปรุงโรงแรม JW Marriott แต่คาดว่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีและค่อยๆฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสถัดๆไป เบื้องต้นเรายังคงราคาเหมาะสมที่ 9 บาท คงคำแนะนำซื้อลงทุน
  (0) BEAUTY บอร์ดมีมติซื้อหุ้นคืน วงเงิน 950 ลบ. จำนวน 64 ล้านหุ้น หรือ 2.1% ของทุนชำระแล้ว ราคาสูงสุดที่ซื้อได้คือ 14.8 บาทต่อหุ้น (เป็นราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วัน ก่อนประกาศซื้อหุ้นคืน) และเป็นการซื้อในตลาดโดยไม่ได้เสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป  ระยะเวลาซื้อคืน 24 ก.ค. 18 - 23 ม.ค. 19 และสามารถนำหุ้นกลับมาขายภายหลัง 6 เดือน นับจากซื้อหุ้นคืนแล้วเสร็จแต่จะไม่เกิน 3 ปี  จำนวนหุ้นซื้อคืนค่อนข้างน้อย จึงไม่กระทบกำไรต่อหุ้นและราคาเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากนี้ราคาหุ้นจะหลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเรามองว่างบ 2Q18 จะแย่กว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 250-260 ลบ. (เราคาด 226 ลบ.) ยังแนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 7 บาท 
  (+) SPALI ยอด Presales 2Q18 อยู่ที่ 8.9 พันลบ. (+1% Q-Q, +54% Y-Y) จากการเปิดโครงการใหม่แนวราบ 3 แห่ง และคอนโด 1 แห่ง มูลค่ารวม 4 พันลบ.  ยอดขาย 1H18 คิดเป็น 54% ของเป้าทั้งปีที่ 3.3 หมื่นลบ. (+7% Y-Y) ซึ่งเป้าน่าจะต่ำไปถ้าเทียบกับการเปิดตัวโครงการใน 2H18 อีกกว่า 3.2 หมื่นลบ. (4 เท่าของ 1H18) อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นมี Upside จำกัดเมื่อเทียบกับราคาเหมาะสมที่ 26 บาท จึงแนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว หรือถือรับปันผลที่คาดกลับมาจ่ายใน 1H18 ราว 2%

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

10 ก.ค.

จีน: อัตราเงินเฟ้อ (มิ.ย.)

11 ก.ค.

ไทย: TISCO ผลประกอบการ 2Q18

สหรัฐฯ: ประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปี

12 ก.ค.

ไทย: สนช.นัดลงมติเลือก กกต. ชุดใหม่

สหรัฐฯ: อัตราเงินเฟ้อ (มิ.ย.) และ

13 ก.ค.

จีน: ดุลการค้า (มิ.ย.)

  • (+) ตลาดสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในรอบกว่า 1 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยี ที่คาดว่าจะประกาศผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้า
  • (+) ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากปัญหาการเมืองในอังกฤษ หลังจากการลาออกของรัฐมนตรีและคณะทำงานที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย Brexit ของนาง Theresa May
  • (+) ตลาดเอเชียปรับตัวขึ้นจาก Sentiment เชิงบวกจากฝั่งสหรัฐ โดยคาดว่าตลาดน่าจะสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับสงครามทางการค้าและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงไประดับนึงแล้ว ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มกลับเข้าไปเก็งกำไรหลังตลาดปรับฐานลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
  • () ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงมาอยู่บริเวณ 33.05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 0.05 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 73.85ดอลลาร์/บาร์เรล จากปัญหาการเมืองในประเทศลิเบียที่อาจกระทบต่อกำลังการผลิตประมาณ 0.85 ล้านบาร์เรล/วัน
  • () ราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 3.80 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1259.60ดอลลาร์/ออนซ์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 10 ก.ค. 2561 เวลา : 09:26:43

13-07-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 13, 2020, 11:17 am