
สถานะการเป็น "ศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียว" ในระบบการเงินโลกของสหรัฐอเมริกา คาดว่าคงจะดำเนินมาถึงช่วงวาระสุดท้ายแล้ว จากกรณีที่ดอลลาร์สหรัฐ (USD) อ่อนค่าลงทำสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปี เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักต่างๆ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป จากการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐเพียงสกุลเดียว ไปเป็นการเข้าสู่โลกหลายขั้วทางการเงิน
ล่าสุดนี้ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Spot Index) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวมูลค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มสกุลเงินหลักทั่วโลก (เช่น ยูโร เยน ปอนด์ ฯลฯ) ร่วงลงต่ำกว่า 96 จุด นับว่าแตะระดับต่ำสุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 หรือในรอบเกือบ 4 ปี โดยเป็นการลดลงต่อเนื่อง 4 วันติด ที่ตอบรับจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าไม่มีความกังวลกับการที่ค่าเงินร่วงลงในช่วงนี้ และจากกระแสข่าวว่าสหรัฐอาจร่วมมือกับทางญี่ปุ่น แทรกแซงค่าเงินเยนเพื่อสกัดการอ่อนค่า ซึ่งยิ่งเป็นการส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนเทขายสกุลเงินดังกล่าวทิ้งไปบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ใจความหลัก ๆ ของเหตุการณ์ที่ดัชนีดอลลาร์ลดลงในครั้งนี้ ถูกบ่มเพาะ มาจากความกังวลต่อนโยบายของทรัมป์ ที่กุมบังเหียนสหรัฐอเมริกาอยู่ ณ เวลานี้ ทั้งความไม่แน่นอนด้านนโยบายการคลังของสหรัฐ เช่น ความกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง ที่เพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงิน หรือสภาวะหนี้สูงที่สหรัฐใช้หนี้ในการหมุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน จนลดความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะยาวอยู่ก่อนแล้ว
ส่วนปัญหาด้านการเมืองของสหรัฐก็ไม่น้อยหน้า เพราะทรัมป์มีแนวทางการดำเนินการอย่างอุกอาจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “America First” อันเป็นนโยบายหลักที่เน้นชาตินิยม ปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐทั้งด้านเศรษฐกิจและการทูตเป็นอันดับแรก โดยการที่เงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ในฐานะเป็นเงินสำรองของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มันก็ได้กลายเป็นอำนาจอันหอมหวาน ให้ทรัมป์สามารถใช้เงินดอลลาร์นี้เป็นอาวุธในการคว่ำบาตร รวมถึงยังใช้คานอำนาจและกดดันประเทศอื่น ๆ ได้อีกด้วย เมื่อประกอบกับแนวทางการใช้อำนาจของทรัมป์ จากกรณีของเวเนซุเอลา และดินแดนกรีนแลนด์ที่ทรัมป์มีความตั้งใจอย่างยิ่งยวดว่าจะครอบครองให้ได้ ทำให้หลายประเทศ ๆ มีการเทขาย ลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และไหลไปหาสกุลเงินอื่นแทน (เช่น ยูโร หรือสกุลเงินหยวนที่ถูกใช้มากขึ้นในการทำธุรกรรม) เพื่อกระจายความเสี่ยง รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการถือทองคำ ที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างแท้จริงมากขึ้น
นอกจากนี้ แนวโน้มของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐ ไม่ได้อยู่ในช่วงการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวจากปัญหาเงินเฟ้อสูงเหมือนในอดีต ทำให้ดอลลาร์ไม่ดึงดูดนักลงทุนเหมือนเดิม พวกเขามีแนวโน้ม “มองหาที่อื่น” ที่ผลตอบแทนหรือเสถียรภาพที่ดีกว่า ดังนั้นจึงยิ่งกดดันให้เงินดอลลาร์คงตัวในช่วงอ่อนค่าเป็น Theme หลักอยู่
ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นจุดจบของเงินดอลลาร์ เพียงแต่ด้วยความเชื่อมั่นในสมัยก่อนว่า ดอลลาร์สหรัฐ คือ สินทรัพย์ที่มั่นคงปลอดภัย เป็นเหมือนกับสกุลเงิน “เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น” ที่ไว้ใจได้ กลับวิวัฒนาการมาเป็น “โลกที่มีหลายขั้วการเงิน” ที่ดอลลาร์ก็ยังเป็นสกุลเงินสำรองหลักอยู่ เพียงแต่อำนาจเชิงสัมพัทธ์กำลังอ่อนลง ดอลลาร์ไม่ได้ผูกขาดความมั่นคงเหมือนก่อน หากแต่มีตัวเลือกมากกว่าหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องถือดอลลาร์เยอะเท่าเดิมอีกต่อไป
ข่าวเด่น