
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังคงอยู่ในโซนที่ชะลอตัวลงต่อ โดยคาดว่าจะมีการเติบโตของ GDP (อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ) เพียง 1.6% ในปี 2569 นี้ เนื่องจากแรงกดดันของภาคการส่งออกที่อ่อนแรง ที่ได้หนุนให้แรงอุปสงค์ทั้งกำลังซื้อภาคครัวเรือน และกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วไปในประเทศยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยได้สะท้อนออกมาในมิติของสถานการณ์เงินเฟ้อที่ทรงตัวติดลบติดต่อกันถึง 10 เดือน ซึ่งมีโอกาสเปิดทางให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อในการประชุมครั้งแรกของปีนี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตได้ตามเป้า
สถานการณ์เงินเฟ้อของประเทศไทยล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค. 2569 นี้ เงินเฟ้อทั่วไปติดลบอยู่ที่ -0.66% YoY ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานและอาหารสดที่ปรับลดลง แต่เมื่อพิจารณาทิศทางของเงินเฟ้อดังกล่าวที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และยังเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปีนั้น ต้นตอของปัญหามีที่มาจากทั้งในและต่างประเทศ อ้างอิงจากรายงานของคณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงต้านที่เพิ่มขึ้น จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก การเติบโตของสินเชื่อที่ถูกจำกัด และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แผ่วลง ส่งผลให้ตัวเลข GDP ของไทยชะลอตัวลงตามลำดับ จากปี 2567 เติบโต 2.5% ปี 2568 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 2.1% และปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงอีกเหลือเพียง 1.6%
นอกจากนี้ ในสภาวะของค่าเงินบาทค่อนข้างแข็งค่าด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มแรงกดดันไปยังภาคการส่งออกซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้เม็ดเงินในประเทศหมุนเวียนในระบบอย่างจำกัด รายได้ไม่โต ภาระหนี้ครัวเรือนทรงตัวสูง และกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ อันเป็นความเสี่ยงด้านเงินฝืด หรือสภาวะของเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และต่ำกว่าเป้าของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างชัดเจน กล่าวคือ ตามการคาดการณ์ของทั้ง IMF และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปี 2569 ไว้ที่ 0.4% (คาดว่าจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป จากติดลบต่อเนื่องที่ -0.66% YoY ในเดือน ม.ค. 2569) ขณะที่เป้าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของ ธปท. วางกรอบเอาไว้เฉลี่ยที่ 1-3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างชัดเจน ประกอบกับทาง ธปท. ระบุว่า ได้เห็นพ้องกับการประเมินของ IMF ในภาพรวม จากรายงานการหารือประจำปี (Article IV Consultation) ของ IMF ร่วมกับประเทศไทย ที่แนะนำว่าการดำเนินนโยบายการเงินควรขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก และยังมีช่องว่างสำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับสูง พร้อมแนะนำการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ดังนั้นแล้ว ทางด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ของ ธปท. แม้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา (ลดครั้งที่ 5 ในรอบ 14 เดือน) แต่การเว้นช่องให้ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้น หากภาพเศรษฐกิจยังกดดันต่อเนื่อง จึงเปิดโอกาสให้ทาง กนง. สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อในการประชุมครั้งแรกของปี หรือวันพุธที่ 25 ก.พ. 2569 นี้
ขณะเดียวกัน การเร่งปฏิรูปโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยตามการประเมินของ IMF นั้น ได้แก่ การยกระดับผลิตภาพแรงงาน, การ บูรณาการทางการค้าและการเงิน, การลดการทำงานนอกระบบ และการขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับการเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน สนับสนุน SMEs พร้อมเสริมสร้างการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้จึงจะสามารถเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทย ให้กลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข่าวเด่น