
ความเปราะบางของธุรกิจ SME ในไทยที่กำลังเผชิญกับปัญหาของรายได้โตไม่ทันค่าใช้จ่าย และติดอยู่ในวงจรหนี้ที่ยากจะถอนตัว ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันก็ถูกกัดกร่อน (Competitiveness Erosion) มากขึ้นเรื่อยๆ มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องและแก้หนี้ซึ่งเป็นการประคองตัวระยะสั้นนั้น ไม่เพียงพอให้เกิดการพลิกฟื้นธุรกิจ SME แต่อย่างใด หากแต่ต้องปรับโมเดลธุรกิจ ที่มุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือเจาะตลาดเฉพาะทางอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นที่มาของร่างพิมพ์เขียวโครงการ Reinvent Thailand ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อสร้างกระบวนการทำงานใหม่ ที่ผนึกพลังของภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคการเงิน ร่วมกันคิดและลงมือแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรง เติบโต และเป็นธรรม โดยมุ่งเป้าไปยัง 6 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ
ธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายมาตลอดช่วงเวลา 15 ปี ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 เท่านั้น ซึ่งแม้จะฟื้นกลับมาได้ แต่ปัจจุบันก็ยังนับว่าแย่กว่าระดับก่อนโควิด พิจารณาจากรายงานของ Krungthai COMPASS ที่เปิดเผยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets: ROA) อันเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรจากงบการเงินระดับบริษัทจำนวน 160,232 บริษัท ที่ครอบคลุม 6 ภาคธุรกิจ จาก Reinvent Thailand ซึ่งพบว่า เกือบทุกภาคธุรกิจมี ROA ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ที่นับว่าเป็นเครื่องจักรหลักของเศรษฐกิจไทยด้านการส่งออก SME ในธุรกิจดังกล่าวก็ยังต้องเผชิญกับภาวะ "กำไรกำลังหดหาย" สอดคล้องกับภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่เผชิญกับปัจจัยเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลให้ศักยภาพของธุรกิจมีการเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง
กล่าวคือ SME มักจะมีปัญหาหลัก ๆ อยู่ 3 ข้อด้วยกันคือ หนี้สูงสะสมมาก, การขาดสภาพคล่องทางการเงิน และ Margin ต่ำ โดยการถดถอยของ SME ไม่ได้เป็นเพราะขาดความพยายาม แต่เกิดจากการติดอยู่ในวงจรหนี้ที่ธุรกิจประสบปัญหาด้านรายได้ อีกทั้งปัญหาจากปัจจัยภายนอก อย่างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ Technology Disruption ท่ามกลางบริบทโลกเหล่านี้ ทำให้ไทยต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้านหลัก ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม, การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐบาล
ดังนั้น การมาของโครงการ Reinvent Thailand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และสถาบันการเงิน เพื่อร่วมกันออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมีรัฐบาลทำหน้าที่ชี้ทิศทางและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ในขณะที่ภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน และภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้จะเป็นการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันตั้งแต่การออกแบบนโยบาย กลั่นกรองแนวทาง ไปจนถึงการดำเนินงานและติดตามผลด้วยการประเมิน KPI อย่างต่อเนื่อง
โดยสาเหตุที่โครงการ Reinvent Thailand มุ่งสนับสนุนกลุ่มธุรกิจทั้ง 6 ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูป (Agri & Food Processing), ยานยนต์(Automotive), การแพทย์และสุขภาพ(Medical& Wellness), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ(Smart Electronics), การท่องเที่ยว (Tourism) และค้าปลีกและค้าส่ง (Retail & Trading) เป็นเพราะทั้ง 6 กลุ่มนี้มี High Impact ต่อเศรษฐกิจที่มีรายได้รวมกันถึง 38 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 64% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มี 320 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงกับ SME มากกว่า 230,000 ราย ผ่านห่วงโซ่อุปทาน และยังเป็นแหล่งจ้างงานสูงถึง 10.6 ล้านคน หรือ 55% ของตลาดแรงงานทั้งหมด ดังนั้นหากจะหาทางออกให้กับเศรษฐกิจไทยที่เคียงคู่กับธุรกิจ SME ไปด้วยกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง Reinvent SME กลุ่มเหล่านี้เป็นลำดับแรก ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นการออกแบบกลไกเชิงระบบที่ทำให้ทรัพยากรที่ใช้ไป ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างครอบคลุมและยั่งยืนมากที่สุด
โดยปัจจุบัน มาตรการภายใต้ Reinvent Thailand ที่ SME สามารถใช้ประโยชน์ได้ จะมีในส่วนของโครงการ SMEs Credit Boost รวมถึงโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่มุ่งสนับสนุนการลงทุน พร้อมกันนี้ยังมีการวางแนวทางการขับเคลื่อนให้ไทยขยายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ไปสู่ 5% ภายในระยะเวลา 7 ปี จากการดึงแรงงานเข้าสู่ระบบ ช่วยเหลือ SME ในสายการผลิตเข้าสู่ระบบ การลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น การปรับกติกาการค้าให้สมเหตุสมผล และการเพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิต เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานธุรกิจ SME และดันประเทศไทยเข้าสู่ประเทศรายได้สูง
ข่าวเด่น