Special Report : แพ้คดีภาษี แต่ทรัมป์ไม่หยุด เปิดกลไกใหม่เก็บภาษี 10% ต่อทันที ด้วยข้อกฎหมายอื่น


 

เป็นประเด็นที่น่าจับตาอย่างมาก เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐ มีคำพิพากษาด้วยมติ 6 ต่อ 3 ให้ยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เคยประกาศใช้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยศาลได้ตัดสินว่ามาตรการภาษีดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย ท่ามกลางความไม่พอใจของทรัมป์ ที่หลังจากมีคำตัดสินดังกล่าว ก็ได้เดินหน้าประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ทันที ด้วยการอ้างอิงข้อกฎหมายการค้าอื่นเป็นฐานอำนาจใหม่ พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตรียมใช้กลไกทางกฎหมายอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อรักษาทิศทางนโยบายจัดเก็บภาษีของตน
 
เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาอันเป็นศาลสูงสุดในระบบยุติธรรมของสหรัฐ ได้มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ตัดสินว่า การออกมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกของรัฐบาลทรัมป์ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย IEEPA ปี 1997 (International Emergency Economic Powers Act) ที่ว่าด้วยการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจในสภาวะฉุกเฉินระดับชาติเท่านั้น ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบของสภาคองเกรสตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ฝ่ายบริหารของรัฐบาลทรัมป์แต่เพียงผู้เดียว โดยรายละเอียดคำตัดสินนั้น ศาลได้ชี้ให้เห็นว่า การเดินหน้าจัดเก็บภาษีของทรัมป์กับบรรดาประเทศคู่ค้าภายใต้กรอบกฎหมาย IEEPA ที่ใช้เป็นข้อต่อรองในเรื่องการค้าต่างประเทศและเศรษฐกิจ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้ ดังนั้นจึงมีคำพิพากษาให้ยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีดังกล่าว รัฐบาลทรัมป์ไม่สามารถเก็บภาษีต่อในแบบเดิมได้อีก
 
ความพ่ายแพ้อย่างรุนแรงในครั้งนี้ ทรัมป์ถึงกลับออกแถลงการณ์ว่า “เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” เนื่องด้วยมาตรการทางภาษีที่ได้ดำเนินไปนั้น เป็นไปเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าจากที่ประเทศคู่ค้าอื่น ๆ เอารัดเอาเปรียบสหรัฐอเมริกามายาวนานหลายปี ซึ่งทรัมป์เองนั้น ไม่ได้ยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ แต่ได้แก้เกมด้วยการประกาศจัดเก็บภาษีใหม่ในอัตรา 10% ทันที ภายใต้การใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม เพื่อแก้ ไขปัญหาดุลการชำระเงินที่รุนแรงได้ชั่วคราวเป็นเวลา 150 วัน ในอัตราไม่เกิน 15% หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
 
หมายความว่าประธานาธิบดีทรัมป์ สามารถบังคับใช้มาตรการใหม่ภายใต้กรอบอำนาจที่ให้ตามมาตรา 122 ได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งพาสภาคองเกรส แต่ทั้งนี้ การเดินหน้าแก้เกมเก็บภาษีของทรัมป์ก็มีแนวโน้มสูงที่จะไม่หยุดอยู่แค่การเก็บในอัตรา 10% เป็นระยะเวลาแค่ 150 วัน (หากจะขยายเวลาบังคับใช้มาตรา 122 ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา) เพราะทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าอาจใช้ช่องทางอื่น เพื่อทดแทนภาษีชุดเดิมที่ถูกศาลเพิกถอน เช่น มาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้าปี 1962 อันเป็นข้อกฎหมายที่สามารถอ้าง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ที่ศาลมักเปิดทางให้ดุลพินิจฝ่ายบริหารสูง เป็นไพ่สำคัญที่ให้อำนาจประธานาธิบดีค่อนข้างกว้างในการตั้งอัตราภาษีหรือควบคุมการนำเข้า เพียงแต่ต้องผ่านการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ อย่างไรก็ตามทรัมป์ก็เคยใช้มาตรการ 232 นี้ เรียกเก็บภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ทองแดง และไม้แปรรูป กับหลายประเทศภายใต้ผลการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ที่สรุปว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติไปแล้ว
 
และอีกหนึ่งท่าไม้ตายที่เป็นไปได้มากที่สุดว่าทรัมป์จะนำมาออกมาตรการขึ้นภาษี คือ มาตรา 301 ของกฎหมายทางการค้าปี 1974 ที่ทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐสมัยแรก เคยใช้ตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีนรอบใหญ่เมื่อปี 2018–2019 ซึ่งข้อกฎหมายนี้เปิดทางให้อำนาจฝ่ายบริหารผ่านผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR สอบสวนและตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่าใช้นโยบายการค้าที่ “ไม่เป็นธรรม” มีการละเมิดข้อตกลงการค้า หรือบิดเบือนตลาดซึ่งเป็นเอาเปรียบธุรกิจสหรัฐ โดยในช่วงที่เคยใช้ตอบโต้กับจีน ก็เป็นการสอบสวนภายใต้กฎหมายการค้ามาตรา 301 นี้ในเรื่องของการผูกขาดตลาด ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตามองในตอนนี้ว่าทรัมป์อาจดำเนินการใช้ข้อกฎหมายนี้อีกครั้ง โดยเฉพาะกับทางจีนที่มีสินค้าเข้าข่ายอย่างเหล็ก, อะลูมิเนียม ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า EV
 
ดังนั้นแล้ว แม้ทรัมป์จะพ่ายแพ้ลง แต่ช่องว่างทางกฎหมายนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า แม้ศาลจะสกัดการใช้อำนาจเกินขอบเขตของทรัมป์ แต่เขาก็ยังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายหลายมาตราที่สามารถนำมาใช้ต่อได้ ทำให้ประเด็นภาษีนำเข้าของสหรัฐยังคงเป็นสมรภูมิทางกฎหมายและการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อ ขณะที่คำพิพากษาของศาลที่ตัดสินการเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้าเป็นโมฆะนั้น ยังไม่มีการชี้ชัดว่าต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วหรือไม่ โดยคดีมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะถูกส่งไปศาลการค้าให้ตัดสินเรื่องการคืนเงินในระยะถัดไป

LastUpdate 22/02/2569 21:22:31 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
23-02-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 23, 2026, 3:43 am