
เวลาพูดถึงการสร้างบริษัท ภาพจำที่หลายคนนึกถึง มักเริ่มที่การจดทะเบียนบริษัท โดยมีทุนในการจดทะเบียนเตรียมไว้แล้ว แล้วถึงค่อยเริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจัง แต่ในโลกความเป็นจริง "บริษัท" ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของธุรกิจ หากแต่เป็น "เครื่องมือ" ที่ใช้เมื่อธุรกิจเริ่มชัดเจน หรือได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคนยอมจ่ายเงินจริง มีความสามารถในการทำกำไร จนถึงช่วงที่ต้องการระบบรองรับการขยายตัว ซึ่งสำหรับคนที่ยังไม่เคยทำธุรกิจ คำถามที่สำคัญไม่ใช่ “ควรจดทะเบียนบริษัทเมื่อไร” แต่คือ “ควรเริ่มจากตรงไหน? เพื่อให้ธุรกิจรอด และไม่กลายเป็นภาระตั้งแต่ปีแรก” โดยบทความนี้ AC News จะพาไล่ดูว่า เส้นทางการสร้างบริษัทมีได้กี่ทาง และแต่ละทางเหมาะกับเงื่อนไขแบบไหนของแต่ละคน
1. เริ่มจากการขายก่อน แล้วค่อยจัดตั้งบริษัท
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่คนส่วนใหญ่ใช้ โดยเฉพาะคนที่มีทุนจำกัด ซึ่งจะเริ่มจากการขายสินค้าหรือบริการในนามบุคคลธรรมดา ที่มีการแยกบัญชีเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ และจัดทำรายรับรายจ่ายเองให้ชัดเพื่อดูว่ามีกำไรจริง ไม่ใช่แค่เงินหมุน โดยระหว่างนี้ อาจมีการใช้สินเชื่อบุคคลหรือบัตรเครดิตกู้เอามาลงทุนหรือปั้นยอดขายเพิ่ม ซึ่งเมื่อมียอดขายสม่ำเสมอ กำไรคงที่และธุรกิจเริ่มขยาย จึงค่อยจดทะเบียนบริษัท
ข้อดีของเส้นทางนี้ คือ ความเสี่ยงต่ำ ไม่ต้องแบกรับต้นทุนบัญชีบริษัท ค่าทำงบ ค่าผู้สอบบัญชีตรวจสอบบัญชีตั้งแต่วันแรก เป็นเส้นทางที่เน้นพิสูจน์ตลาดก่อน ว่า “โมเดลนี้ทำกำไรได้จริงหรือไม่” หรือทดสอบว่าไอเดียของธุรกิจเรามันเวิร์คจริงหรือเปล่า หากว่าตลาดไม่ตอบรับจะได้ปรับตัวได้ไว ไม่เจ็บหนัก ขณะที่ยังมีข้อเสียอยู่บ้างในแง่ของการกู้ในฐานะบุคคลธรรมดา ที่ดอกเบี้ยจะสูงกว่า และมีความเสี่ยงขาดทุน หากว่าคุมกระแสเงินสดไม่อยู่
2. มีทุนพร้อม จดบริษัทตั้งแต่ต้น
สำหรับบางคนมีเงินทุนอยู่แล้ว หรือมีแผนทำธุรกิจที่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือ เช่น ทำสัญญากับองค์กร ทำโปรเจกต์ขนาดใหญ่ หรือมีหุ้นส่วนร่วมลงทุน ในกรณีนี้ การจดบริษัทตั้งแต่ต้นอาจเหมาะสมกว่า โดยขั้นตอนจะเริ่มจากการจดทะเบียนบริษัทก่อนเลย จากนั้นจึงเปิดบัญชีในนามบริษัทเพื่อทำระบบบัญชีอย่างถูกต้อง เดินรายได้ผ่านบริษัท และสร้างงบการเงินย้อนหลัง
และเมื่อถึงจุดต้องการขยาย เช่น เปิดสาขา เพิ่มกำลังผลิต หรือขอกู้เงิน ธุรกิจลักษณะนี้จะมีงบการเงินรองรับรอไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม การมี “ทุนจดทะเบียน” ไม่ได้แปลว่ามีเงินสดในมือ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ “กระแสเงินสดจริง” และ “กำไรสุทธิ” เพื่อให้บริษัทคงอยู่ในระยะยาว ซึ่งคนที่จะเดินเส้นทางนี้ ต้องมีเงินสำรองเพียงพอ ไม่ต้องพึ่งเงินกู้ตั้งแต่เริ่มต้น ควบคู่ไปกับการวางแผนระยะยาวว่าจะนำพาบริษัทไปในทิศทางไหน
3. สร้างกำไรสะสมก่อน แล้วค่อยใช้เงินกู้ขยาย
เส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่มั่นคงที่สุดในระยะยาว โดยเริ่มต้นคล้ายกับเส้นทางแรก คือ เริ่มขายในนามบุคคลธรรมดา ทำกำไรสม่ำเสมอ เก็บกำไรสะสมจนมั่นคง จากนั้นเมื่อธุรกิจเริ่มโต จึงจดทะเบียนบริษัท พร้อมกับทำแผนธุรกิจจากตัวเลขจริง ร่วมกับใช้งบการเงิน และ Statement ไปยื่นกู้สินเชื่อกับธนาคารในนามบริษัท เพื่อเป็นเครื่องมือเร่งการเติบโต ซึ่งในมุมมองธนาคาร ถ้าธุรกิจมีกำไรจริง และมีประวัติการเดินบัญชีที่ดี (รายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอ 6–12 เดือนขึ้นไป) มีกระแสเงินสด มีความสามารถในการชำระหนี้ โอกาสอนุมัติจะสูงกว่าคนที่เพิ่งตั้งบริษัทแล้วไปขอกู้ทันที โดยเส้นทางนี้เหมาะกับคนที่ต้องการความมั่นคงของการจัดตั้งธุรกิจ ไม่อยากเริ่มต้นด้วยหนี้ และมองการดำเนินธุรกิจระยะยาวมากกว่าเร่งโตเร็ว
แล้วควรเลือกเส้นทางไหน?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าเส้นทางไหนถูกต้องที่สุด แต่อยู่ที่ “เงื่อนไขของเราตอนนี้คืออะไร” ซึ่งอาจต้องลองถามตัวเองก่อนว่า มีเงินทุนสำรองกี่เดือน?, ถ้าไม่กู้เงิน ธุรกิจอยู่รอดได้ไหม?, พิสูจน์แล้วหรือยังว่ามีลูกค้ายอมจ่ายสินค้าเราจริง? หรือ รู้ต้นทุนต่อหน่วยของธุรกิจตัวเองหรือยัง? ถ้ายังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ การจดทะเบียนบริษัทอาจเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป เพราะการสร้างบริษัทไม่ใช่เรื่องของเอกสารก่อน แต่เป็นเรื่องของ “ความพร้อมของธุรกิจ” ที่ทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะขายอะไร มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นใครก็ตาม จะต้องมี 3 Checkpoints นี้เสมอ คือ 1. พิสูจน์ว่าขายได้ 2. ทำให้กำไรเสถียร 3. ขยายตัวให้เสถียรด้วยเงินทุนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นทุนสะสม นักลงทุน หรือสินเชื่อธนาคาร พร้อมกับความเข้าใจตลาด รู้จุดคุ้มทุน คุมกระแสเงินสดได้ ซึ่งเมื่อฐานเหล่านี้มั่นคงแล้ว บริษัทอันเป็นโครงสร้างที่ช่วยให้ธุรกิจโตจะตามมาเอง และเมื่อถึงวันที่ต้องขยายขนาดธุรกิจ “บริษัท” จะไม่ใช่ภาระ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่พาธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
ข่าวเด่น