Scoop : เมื่อคนไทยเริ่มกู้ไม่ผ่าน สัญญาณเงียบของเศรษฐกิจไทยที่กำลังหมดแรง


ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่น่ากังวลอย่างเงียบๆ และครั้งนี้ สัญญาณเตือนอาจไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้นหรือค่าเงินบาท แต่อยู่ในสิ่งที่เป็นเหมือนเส้นเลือดของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือ      "สินเชื่อ"

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ภาพที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ สินเชื่อในระบบธนาคารไทยกำลังหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อของภาค SME และสินเชื่ออุปโภคบริโภคของครัวเรือน แม้ในบางช่วงสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จะกลับมาขยายตัวได้บ้างจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น จนหลายบริษัทต้องกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียน แต่ภาพของเศรษฐกิจฐานกว้างกลับยังอ่อนแรงอย่างชัดเจน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์หดตัวต่อเนื่องถึง 6 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 14 ไตรมาสแล้ว ตัวเลขเหล่านี้สำคัญมาก เพราะ SME ไม่ใช่เพียง “ธุรกิจรายย่อย” แต่คือฐานการจ้างงานหลักของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจภายในประเทศ เมื่อ SME เริ่มเข้าถึงเงินทุนยากขึ้น สิ่งที่ได้รับผลกระทบจึงไม่ใช่แค่เจ้าของกิจการ แต่รวมถึงแรงงาน การบริโภค และการหมุนเวียนของเงินในระบบทั้งหมด และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าก็คือ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจาก “ความต้องการกู้ลดลง” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทั้งฝั่งผู้กู้และผู้ปล่อยกู้กำลังระมัดระวังพร้อมกัน

โดยทางฝั่งธนาคารพาณิชย์ เริ่มเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น เพราะกังวลคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่ม SME และรายย่อยที่ยังมีความเปราะบางสูง ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเองก็เริ่มมีรายได้ไม่แน่นอน กระแสเงินสดไม่เพียงพอ และมีภาระหนี้เดิมสะสมอยู่แล้ว อีกทั้งข้อมูลจากผลสำรวจ SME ล่าสุดสะท้อนภาพได้ชัดว่า มากกว่า 56% ของธุรกิจที่ขอสินเชื่อไม่ผ่าน มีสาเหตุจาก “กระแสเงินสดไม่เพียงพอ” และรายได้ไม่แน่นอน ขณะที่อีกจำนวนมากมีปัญหาเอกสารทางการเงินไม่สะท้อนรายได้จริง หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

พูดง่ายๆ คือ ระบบการเงินไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่ “เงินยังมีอยู่ในระบบ แต่คนที่ต้องการเงินจริงๆ กลับเข้าถึงได้ยากขึ้น” ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในภาคครัวเรือนก็ไม่ต่างกันมากนัก สินเชื่ออุปโภคบริโภคยังคงหดตัวต่อเนื่อง แม้บางส่วนอย่างสินเชื่อบ้านเริ่มฟื้นเล็กน้อย แต่สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์ยังสะท้อนความเปราะบางของกำลังซื้อคนไทยอยู่มาก ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยถูก “พยุง” ด้วยเครดิตมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนรถ ผ่อนบ้าน บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล การเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งจึงเกิดจากการดึงการใช้จ่ายในอนาคตมาใช้ก่อนผ่านระบบหนี้

แต่เมื่อรายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความสามารถในการก่อหนี้ใหม่ของครัวเรือนก็เริ่มลดลง ขณะเดียวกันธนาคารเองก็เริ่มไม่ต้องการรับความเสี่ยงเพิ่ม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ “วงจรการหมุนของเศรษฐกิจเริ่มช้าลง” เมื่อคนกู้ยากขึ้น การใช้จ่ายก็ลดลง, เมื่อการใช้จ่ายลดลง SME ก็ขายของได้ยากขึ้น, เมื่อรายได้ธุรกิจลดลง ธนาคารก็ยิ่งระวังการปล่อยกู้ และเมื่อเครดิตหดตัว เศรษฐกิจก็ยิ่งชะลอ วงจรในลักษณะนี้กำลังก่อตัวเป็นภาวะ Credit Contraction ในเศรษฐกิจไทยอย่างช้าๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจับตา คือ แม้คุณภาพหนี้ในระบบดูเหมือน “ดีขึ้น” จากตัวเลข NPL ที่ลดลง แต่ ธปท. เองก็ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ การบริหารจัดการหนี้ และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ไม่ได้หมายความว่ารายได้ของลูกหนี้กลับมาแข็งแรงอย่างแท้จริง นั่นหมายความว่า ปัญหาหนี้บางส่วนอาจยังถูก “ยืดเวลา” เอาไว้ มากกว่าจะถูกแก้ไขอย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน แม้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในบางช่วง แต่ส่วนสำคัญมาจากการที่ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สูงขึ้น จนบริษัทจำเป็นต้องกู้เพิ่มเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ไม่ใช่การลงทุนใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตอย่างแท้จริง

ธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมากยังสามารถเข้าถึงตลาดตราสารหนี้หรือออกหุ้นกู้ได้ ทำให้ยังมีทางเลือกในการระดมทุน ขณะที่ SME กลับต้องพึ่งสินเชื่อธนาคารเป็นหลัก ภาพเศรษฐกิจสองสปีดจึงเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจขนาดใหญ่หรือกลุ่มที่มีสินทรัพย์ยังสามารถอยู่รอดและเข้าถึงเงินทุนได้ ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและครัวเรือนฐานรายได้กลาง - ล่าง เริ่มเผชิญข้อจำกัดทางการเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจไทยเริ่มมีลักษณะ “โตต่ำแต่ไม่ล้ม” คล้ายกับหลายประเทศที่เข้าสู่ภาวะ Stagnation ระยะยาว แม้ภายนอกอาจดูเหมือนเศรษฐกิจยังเดินต่อได้ ห้างยังเปิดตามปกติ กาแฟแก้วละ 100 บาทขึ้นไปยังขายได้ ธุรกิจ Luxury ยังคงเติบโต แต่เศรษฐกิจฐานกว้างกลับเริ่มหมดแรง

SME จำนวนมากยังเปิดกิจการอยู่ แต่ไม่สามารถลงทุนเพิ่มได้ รายได้เพียงพอแค่ประคองธุรกิจและชำระหนี้เดิม บางส่วนเริ่มเข้าสู่ภาวะ “Zombie SME” คือธุรกิจที่ยังไม่ล้ม แต่แทบไม่มีศักยภาพในการเติบโตต่อ ดังนั้นตอนนี้ สถานการณ์ของ SME ไทย ยังคงอยู่ในสถานะที่ “รายได้พอจ่ายหนี้ แต่ไม่เพียงพอต่อการลงทุน” ซึ่งมีโอกาสที่จะกลายเป็นปัญหาระยะยาว เพราะหากธุรกิจไม่ลงทุน Productivity ของประเทศก็จะไม่เพิ่ม และเมื่อ Productivity ไม่โต รายได้ของประชาชนก็จะโตช้าตามไปด้วย

และท้ายที่สุด เศรษฐกิจอาจติดอยู่ใน “Low Growth Trap” หรือ กับดักการเติบโตต่ำ ดังนั้นแล้ว โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ ไม่ได้อยู่แค่การเติมเงินเข้าสู่ระบบ แต่คือ “การฟื้นศักยภาพรายได้” ของภาคครัวเรือนและ SME ให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง เพราะต่อให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น แต่หากรายได้ของประชาชนยังไม่ฟื้น ความต้องการกู้และความสามารถในการชำระหนี้ก็อาจไม่กลับมาอยู่ดี

LastUpdate 20/05/2569 21:15:34 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
21-05-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 21, 2026, 12:37 am