Special Report : "Stagflation" จะเกิดขึ้นหรือไม่? เมื่อ OECD เตือนว่าเศรษฐกิจโลกอาจกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหม่


ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย โลกกำลังเริ่มเผชิญคำถามสำคัญอีกครั้งว่า เศรษฐกิจโลกอาจจะกำลังเดินเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือ สถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อกลับยังสูงหรือเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภาวะที่อันตรายและรับมือยากที่สุดสำหรับเศรษฐกิจโลก เพราะเครื่องมือทางนโยบายแทบทุกอย่างเริ่มขัดแย้งกันเอง
 
ล่าสุด ในการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มประเทศ G7 ทางองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกดดันเศรษฐกิจโลกในลักษณะ “กดการเติบโต แต่เพิ่มแรงดันทางด้านเงินเฟ้อ” โดยทาง Mathias Cormann เลขาธิการ OECD ระบุว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันด้านบวกต่อเงินเฟ้อพร้อมกัน
 
แม้ประโยคนี้อาจดูเป็นภาษาทางเศรษฐศาสตร์ แต่หากแปลคร่าว ๆ แล้ว มันหมายถึงโลกกำลังเริ่มเจอปัญหาที่ประชาชนรู้สึกได้พร้อมกันสองด้าน คือ เศรษฐกิจเริ่มแย่ลง แต่ค่าครองชีพกลับยังแพงขึ้น สิ่งที่ OECD กังวล ไม่ใช่แค่สงครามในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือผลกระทบเชิงโครงสร้างที่กำลังลามเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก โดยหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญเลยก็คือ “ราคาพลังงาน” เนื่องจากตะวันออกกลางยังคงเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลก และเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น้ำมันโลกจำนวนมหาศาลต้องผ่าน หากความขัดแย้งลุกลามหรือกระทบเส้นทางขนส่ง ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาคือ น้ำมันไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่มันกระทบต้นทุนของทั้งระบบเศรษฐกิจ และสุดท้าย ภาระทั้งหมดก็จะส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ตรงนี้คือเหตุผลที่ OECD เริ่มกังวลว่า เงินเฟ้อทั่วโลกอาจไม่ได้ลดลงง่ายอย่างที่ตลาดเคยคาดหวังไว้ก่อนหน้านี้
 
จากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกเคยเชื่อว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือ Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยในระยะต่อไป หลังเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงจากจุดสูงสุดในช่วงก่อนหน้า แต่ปัญหาคือ หากราคาพลังงานกลับมาพุ่งอีกครั้ง เงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัว และทำให้ธนาคารกลางไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วอย่างที่ตลาดต้องการ และคือจุดที่เศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่ “Policy Trap” หรือ กับดักนโยบาย อธิบายง่าย ๆ คือ ตามปกติแล้ว หากเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารกลางสามารถลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ถ้าเงินเฟ้อยังสูง การลดดอกเบี้ยอาจยิ่งทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีก ในทางกลับกัน หากยังคงดอกเบี้ยสูงต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เศรษฐกิจก็อาจอ่อนแรงมากขึ้น ดังนั้นในตอนนี้เอง ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ “ขยับตัวลำบาก” เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็มีต้นทุนตามมา และสิ่งที่น่ากังวลมากขึ้น คือ ความเปราะบางใน “ตลาดพันธบัตรรัฐบาล”
 
ในช่วงที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหลายประเทศเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และเสถียรภาพทางการคลังมากขึ้น โดยเวลาที่ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งระบบเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลกู้เงินแพงขึ้น บริษัทกู้เงินแพงขึ้น ประชาชนผ่อนบ้านหรือกู้สินเชื่อแพงขึ้น สุดท้าย เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอลงโดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญคือ ต่อให้ธนาคารกลาง “ไม่ขึ้นดอกเบี้ย” ตลาดการเงินก็สามารถทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นเองได้ ผ่าน Bond Yield ที่สูงขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ OECD เริ่มเตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่เปราะบางมากกว่าที่หลายฝ่ายคิด เพราะเศรษฐกิจโลกในวันนี้ ไม่ได้แข็งแรงเหมือนก่อนวิกฤตโควิด หลายประเทศมีหนี้สาธารณะสูง ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มอ่อนแรงจากดอกเบี้ยสูง ภาคอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศชะลอตัว ภาคการผลิตทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง ขณะเดียวกัน โลกยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าหากเกิด “Energy Shock” รอบใหม่จากสงครามตะวันออกกลาง ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่ตลาดคาด
 
ทั้งนี้ OECD ยังเตือนเพิ่มเติมถึงประเด็นสำคัญว่า ราคาปุ๋ยและสินค้าเกษตรเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โดยราคาปุ๋ยยูเรียปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาอาหารโลกในระยะถัดไป เพราะในโลกปัจจุบัน เงินเฟ้อไม่ได้มาจากการใช้จ่ายที่ร้อนแรง เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่กำลังมาจาก สงคราม, พลังงาน, Supply Chain, ภูมิรัฐศาสตร์ และการแบ่งขั้วของโลกเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางควบคุมได้ยากมาก Fed สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ ECB (ธนาคารกลางยุโรป) สามารถลดสภาพคล่องได้ แต่ไม่มีธนาคารกลางไหนสามารถควบคุมสงคราม หรือหยุดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้
 
โดยสรุปแล้ว คำเตือนของ OECD ในการประชุม G7 ครั้งนี้ กำลังพยายามสื่อว่า โลกไม่ได้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงระยะสั้น หากแต่อาจกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เงินเฟ้อมีความผันผวนสูงกว่าเดิม ดอกเบี้ยอาจไม่กลับไปต่ำเหมือนในอดีต ตลาดพันธบัตรเปราะบางมากขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่เติบโตได้ยากขึ้น ทั้งนี้ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไป ความเสี่ยงที่โลกจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอ แต่เงินเฟ้อสูง อาจไม่ใช่แค่ “ความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์” แต่อาจกลายเป็นความจริงที่ประชาชนทั่วโลกเริ่มรู้สึกได้ผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาพลังงานที่แพงขึ้น ดอกเบี้ยที่สูงนานขึ้น และเศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแรงลงพร้อมกัน มันจึงกลายเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกหลังยุค “เงินถูก” ที่ดำเนินมายาวนานกว่าทศวรรษ
 

LastUpdate 20/05/2569 21:16:30 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
21-05-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 21, 2026, 12:37 am