
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา "หนี้ครัวเรือน" กลายเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนรายได้น้อยและแรงงานฐานราก ที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้กลับเติบโตไม่ทัน หลายคนเริ่มใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อประคองชีวิตประจำวัน ก่อนที่ภาระหนี้จะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นหนี้เสีย หรือ NPL ในที่สุด
ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ระบุว่า หนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือ NPL ของไทย มีมูลค่าสูงกว่า 1.3 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าปัญหาหนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบทั้งกำลังซื้อ คุณภาพชีวิต และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเมื่อประชาชนจำนวนมากต้องใช้รายได้ไปกับการชำระหนี้ การใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจก็ย่อมหดตัว ร้านค้าขายสินค้าได้ยากขึ้น ธุรกิจชะลอลง และเศรษฐกิจโดยรวมก็เริ่มหมุนช้าตามไปด้วย
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ร่วมกับ กระทรวงการคลัง สถาบันการเงิน และ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM จึงร่วมกันจัดทำโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่กลายเป็นหนี้เสีย ให้สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง โดยโครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียง “ลดหนี้” แต่ต้องการคืนโอกาสให้ประชาชนฐานรากสามารถกลับมายืนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ผ่านแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรนมากขึ้น ทั้งการลดเงินต้น ยกเว้นดอกเบี้ย และเปิดทางให้ผ่อนชำระระยะยาวแบบดอกเบี้ย 0%

ซึ่งหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการนี้ อย่าง นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM ได้พยายามผลักดันให้ SAM เปลี่ยนบทบาทจากบริษัทบริหารหนี้แบบเดิม ไปสู่การเป็น “Social AMC” หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม โดยแนวคิดสำคัญของ Social AMC คือ การแก้ปัญหาหนี้ในมิติทางสังคม ไม่ใช่เพียงการติดตามหนี้เพื่อผลกำไร โดยเป้าหมายสำคัญ คือ การช่วยให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถกลับมาตั้งตัว และเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง
นางสาวนารถนารี เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า สำหรับกลุ่มคนฐานราก สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่เงินก้อนใหม่ แต่คือ “พื้นที่หายใจ” ทางการเงิน เพราะเมื่อคนเริ่มหลุดจากวงจรหนี้ ก็จะมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิต ทำงาน และวางแผนอนาคตได้อีกครั้ง ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์คนตัวเล็กอย่างแท้จริง โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียประเภทบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน ซึ่งค้างชำระเกิน 90 วัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 และมียอดหนี้รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยไม่เกิน 100,000 บาท
.jpg)
จุดเด่นสำคัญของโครงการ คือ การเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เลือกแนวทางแก้หนี้ได้ตามศักยภาพของตนเอง ผ่าน 2 มาตรการหลัก ซึ่งมาตรการแรก คือ 1. “จ่าย ปิด จบ” สำหรับผู้ที่มีเงินก้อนและต้องการปิดบัญชีหนี้ทันที โดยจะได้รับส่วนลดเงินต้นสูงสุดถึง 50% พร้อมยกเว้นดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หากลูกหนี้มียอดหนี้รวม 50,000 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 30,000 บาท และดอกเบี้ย 20,000 บาท เมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ อาจจ่ายจริงเพียง 15,000 บาท และสามารถปิดบัญชีได้ทันที นอกจากช่วยลดภาระหนี้แล้ว สถานะเครดิตบูโรยังจะถูกปรับเป็น “ปิดบัญชี” ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อในอนาคตอีกด้วย
เพราะสำหรับลูกหนี้ที่กลายเป็น NPL หรือหนี้เสีย การเข้าร่วมโครงการยังช่วยลดผลกระทบทางการเงินในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อสถานะหนี้ค้างชำระสะสมต่อเนื่อง นอกจากดอกเบี้ยและค่าปรับจะเพิ่มขึ้นแล้ว ลูกหนี้จำนวนมากยังสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ หรือแม้แต่การขอสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาระหนี้ที่ไม่ได้รับการแก้ไข ยังอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความเครียด และความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวในระยะยาว เพราะหลายคนต้องเผชิญกับการถูกติดตามหนี้ การถูกฟ้องร้อง หรือการถูกตัดออกจากระบบการเงินอย่างสมบูรณ์ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จึงไม่ใช่เพียงมาตรการลดภาระหนี้ระยะสั้น แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ลูกหนี้สามารถหยุดวงจรดอกเบี้ยสะสม ปรับสถานะทางการเงิน และเริ่มต้นสร้างประวัติทางการเงินใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้หลายครอบครัวกลับมาตั้งหลักและวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
ส่วนอีกทางเลือก คือ 2. “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” สำหรับผู้ที่ยังไม่มีเงินก้อน โดยโครงการจะลดเงินต้นให้ 30% พร้อมดอกเบี้ย 0% และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 3 ปี กล่าวคือ หากมีหนี้เงินต้น 20,000 บาท หลังลดเงินต้น 30% จะเหลือยอดชำระจริงเพียง 14,000 บาท หรือเฉลี่ยประมาณเดือนละไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันทางการเงินของผู้มีรายได้น้อยได้อย่างมาก
จุดสำคัญของ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” คือ โครงการนี้ไม่ได้มองลูกหนี้เป็น “คนล้มเหลว” แต่พยายามมองว่า คนจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจที่เกินกำลังรับมือ ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ไม่แน่นอน และภาระดอกเบี้ยที่สะสมต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมา คนจำนวนไม่น้อยต้องกู้ใหม่เพื่อปิดหนี้เก่า หรือหมุนเงินไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายหลุดเข้าสู่สถานะหนี้เสีย และค่อยๆ ถูกตัดออกจากระบบการเงินปกติ ดังนั้นเอง การเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถ “ปิดจบหนี้ได้จริง” จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการฟื้นชีวิตทางการเงินของคนจำนวนมาก
และอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการ คือ ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ เพราะล่าสุด SAM ได้เปิดระบบ “แก้หนี้ด้วยตนเอง” ผ่านช่องทางออนไลน์และ LINE @samsocialamc เพื่อให้ลูกหนี้สามารถตรวจสอบสิทธิ์ ลงทะเบียน ยืนยันตัวตน เลือกมาตรการ รวมถึงทำธุรกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือ การออกแบบระบบในลักษณะนี้ ช่วยลดความยุ่งยากในการติดต่อ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และช่วยให้ประชาชนในต่างจังหวัดหรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางสามารถเข้าถึงการแก้ไขหนี้ได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน SAM ยังขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ศาลแพ่งตลิ่งชัน ผ่านโครงการ “ร่วมใจไกล่เกลี่ย 2569” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ลูกหนี้สามารถเข้ามารับคำปรึกษา เจรจาไกล่เกลี่ย และตรวจสอบสิทธิ์ได้ใกล้บ้านมากขึ้น แนวทางดังกล่าวนี้ สะท้อนว่า การแก้ปัญหาหนี้ในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงเรื่องของสถาบันการเงิน แต่กำลังกลายเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และกระบวนการยุติธรรม เพื่อช่วยลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน
แม้โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย แต่สำหรับลูกหนี้รายย่อยจำนวนมาก อาจเป็นโอกาสสำคัญในการเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่อีกครั้ง เพราะในวันที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่คนจำนวนมากต้องการ อาจไม่ใช่การกู้เพิ่ม แต่คือโอกาสในการหลุดออกจากวงจรหนี้ และกลับมามี “พื้นที่หายใจ” ทางการเงินอีกครั้ง
สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนได้ผ่านเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย เว็บไซต์ SAM หรือ LINE Official Account ของ SAM รวมถึงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SAM Contact Center 1443 กด 6 และ BOT Contact Center 1213 หรือ เจ้าหนี้สถาบันการเงินเดิมของลูกหนี้ หรือติดตามข่าวสารได้ทาง FB บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท
ข่าวเด่น