
ส่งออกไทยกำลังกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยีทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขส่งออกที่เติบโตอย่างโดดเด่น กลับมีสัญญาณอีกด้านที่สะท้อนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ภาคอุตสาหกรรมยังคงมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ยังเผชิญความเปราะบางอีกด้วย ในบทความนี้ AC News จะพาไปสำรวจว่า เหตุใดตัวเลขเศรษฐกิจบางส่วนจึงดูสดใส ขณะที่ภาคธุรกิจจำนวนมากยังคงมองอนาคตด้วยความระมัดระวัง และการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นในวันนี้กำลังกระจุกตัวอยู่ในภาคส่วนใดของเศรษฐกิจไทย
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวของไทยเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่กลับมาเติบโตอย่างโดดเด่น หลังได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก รวมถึงการเร่งส่งออกล่วงหน้า (Front Loading) ก่อนมาตรการทางการค้าของสหรัฐ จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกไทยขยายตัวเกือบ 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี สินค้าสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนด้าน AI และ Data Center ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก โดยหากมองเฉพาะตัวเลขเหล่านี้ หลายคนอาจสรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่เมื่อมองลึกลงไปในภาคธุรกิจ ภาคการผลิต และภาคการท่องเที่ยว ภาพที่ปรากฏกลับไม่ได้สดใสเช่นเดียวกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า แม้ภาคส่งออกจะยังได้รับแรงหนุนจากสินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงแรงส่งจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า แต่การเติบโตดังกล่าวยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้าเพียงไม่กี่กลุ่ม ขณะที่ภาคส่งออกส่วนอื่นเริ่มชะลอตัวลง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การส่งออกของไทยกำลังเติบโตจาก “หัวขบวน” เพียงไม่กี่อุตสาหกรรม มากกว่าการเติบโตพร้อมกันของทั้งระบบเศรษฐกิจ และนี่อาจเป็นคำอธิบายสำคัญว่าทำไม แม้ตัวเลขส่งออกจะดูแข็งแกร่ง แต่ภาคธุรกิจจำนวนมากยังไม่ได้รู้สึกถึงการฟื้นตัวในระดับเดียวกัน
ภาพดังกล่าวนี้ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment Index: BSI) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในเดือนพฤษภาคมนั้นมีการปรับลดลงและอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี ซึ่งโดยปกติแล้ว ดัชนีที่ต่ำกว่า 50 หมายถึงผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าสถานการณ์ทางธุรกิจแย่ลงมากกว่าดีขึ้น คำถามที่น่าสนใจคือ เหตุใดความเชื่อมั่นภาคธุรกิจจึงยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งที่ตัวเลขส่งออกกำลังขยายตัวในระดับสูง
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะแม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเริ่มปรับลดลงจากช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงที่สุด แต่ราคาวัตถุดิบหลายประเภทกลับยังสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ และภาคการผลิตอีกหลายประเภท ยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัดการส่งออกของจีน ทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตจำนวนมากยังไม่สามารถปรับลดลงได้ตามราคาน้ำมัน ในอีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับยอดขายที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด เมื่อรายได้ยังไม่กลับมาเต็มที่ ขณะที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการทำกำไรจึงถูกบีบจากทั้งสองด้านพร้อมกัน
และความท้าทายดังกล่าว ก็ได้สะท้อนออกมาผ่านภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง แม้บางกลุ่มจะได้รับประโยชน์จากกระแส AI และเทคโนโลยี โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ในปี 2569 จะหดตัวประมาณ 0.5% และหากเป็นไปตามคาด จะนับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจน เพราะหากการส่งออกกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมยังหดตัว แสดงว่าประโยชน์จากการเติบโตไม่ได้กระจายตัวไปยังโรงงานและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศ อุตสาหกรรมบางกลุ่มกำลังได้รับประโยชน์มหาศาลจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก แต่ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอีกจำนวนมากยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การแข่งขันจากสินค้านำเข้า และความต้องการซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ กลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ก็ยังไม่ได้ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแรงเช่นกัน ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังชี้ให้เห็นว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 เริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมและเมษายน แม้จะปรับดีขึ้นบ้างในเดือนพฤษภาคม แต่ตัวเลขช่วงครึ่งแรกของเดือนมิถุนายนยังหดตัวในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีก่อน อัตราการเข้าพักของโรงแรมลดลง ขณะที่ผลสำรวจของผู้ประกอบการโรงแรมยังสะท้อนมุมมองที่ไม่สดใสต่อแนวโน้มในไตรมาสที่ 3
ขณะเดียวกัน แผนการบินล่วงหน้าจากตลาดสำคัญอย่างจีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ยังมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ประเทศไทยจะมีปัจจัยบวกจากการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกหลายงานในช่วงปลายปี แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีไว้ที่ 30 ล้านคน ลดลงจาก 33 ล้านคนในปีก่อน
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะพบว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “เศรษฐกิจสองความเร็ว” ซึ่งหมายถึง ด้านหนึ่ง คือ ภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังคงเติบโตได้ดี แต่อีกด้านหนึ่ง คือ ภาคการผลิตจำนวนมาก ธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคบริการบางส่วน ที่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การแข่งขัน และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง
ด้วยเหตุนี้ แม้เศรษฐกิจไทยอาจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วตามที่หลายสำนักวิจัยประเมิน แต่การฟื้นตัวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังไม่ได้กระจายตัวไปอย่างทั่วถึง ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จึงไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโตของการส่งออกหรือดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการทำให้ประโยชน์จากการเติบโตเหล่านั้นส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจและแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศได้มากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน อาจไม่ใช่เศรษฐกิจที่มีอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่กลุ่มเติบโตอย่างโดดเด่น แต่คือเศรษฐกิจที่การฟื้นตัวสามารถกระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ได้พร้อมกันมากกว่า
ข่าวเด่น