Scoop : ความเสี่ยงใหม่ของภาคธุรกิจไทย เมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานโลก เผชิญแรงกดดันพร้อมกัน 2 จุด


                   By วิภาดา จิณณวาโส

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานและระบบขนส่งสินค้าของโลกอีกครั้ง หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนอ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียสองลำในทะเลแดง โดยหนึ่งในนั้นถูกโจมตีใกล้เมืองท่าจีซาน (เมืองท่าที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญริมชายฝั่งทะเลแดงทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศซาอุดีอาระเบีย) จนเกิดเพลิงไหม้บริเวณหัวเรือ แม้ลูกเรือจะปลอดภัยและยังไม่มีการยืนยันความเสียหายของเรืออีกลำอย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเส้นทาง และเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างขึ้นอีก

แรงกดดันที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเหตุโจมตีเรือแต่ละลำ เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านอยู่ก่อนแล้ว ตลาดจึงเริ่มกังวลว่า เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกอาจเผชิญปัญหาพร้อมกันถึงสองจุด ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซบริเวณปากอ่าวเปอร์เซีย และช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเชื่อมทะเลแดงเข้ากับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย

โดยสำนักข่าว Reuters ระบุว่า ความกังวลดังกล่าวผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนรุนแรง โดยราคาน้ำมันเบรนท์เคลื่อนไหวผ่านระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อขายจริงบางเกรดเข้าใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากผู้ซื้อเริ่มแข่งขันกันหาแหล่งน้ำมันและเส้นทางขนส่งทางเลือก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งในตะวันออกกลางและแหล่งส่งออกอื่นของโลก

สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่คือความเสี่ยงที่ต้นทุนหลายด้านอาจเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ตั้งแต่พลังงาน ค่าระวางเรือ เบี้ยประกันภัย ไปจนถึงต้นทุนวัตถุดิบและเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะหากความตึงเครียดทำให้บริษัทเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางเดิมเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดคาดการณ์

เส้นทางหลักการส่งน้ำมันเริ่มมีปัญหาพร้อม ๆ กัน

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของตลาดพลังงานโลก ในปี 2567 มีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไหลผ่านเส้นทางนี้เฉลี่ยประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวทั่วโลก โดยน้ำมันส่วนใหญ่ที่ผ่านเส้นทางนี้มีปลายทางอยู่ในตลาดเอเชีย โดยที่ผ่านมา ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียยังมีทางเลือกในการลดความเสี่ยงบางส่วน เช่น การส่งน้ำมันผ่านระบบท่อข้ามประเทศไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดง แล้วลำเลียงผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบเข้าสู่เส้นทางเดินเรือระหว่างเอเชียกับยุโรป แต่การโจมตีเรือและการประกาศปิดล้อมทางทะเลของฮูตีในครั้งล่าสุดนี้ ทำให้เส้นทางฝั่งทะเลแดงเริ่มเผชิญความไม่แน่นอนตามไปด้วย

ดังนั้นในตอนนี้ สถานการณ์จึงแตกต่างจากความเสี่ยงด้านพลังงานทั่วไป เพราะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับแหล่งผลิตน้ำมัน แต่กำลังเกิดกับ “เส้นทางที่ใช้แก้ปัญหา” ด้วย เพราะในตอนนี้การขนส่งผ่านฮอร์มุซมีข้อจำกัด ขณะที่เส้นทางทะเลแดงก็ไม่สามารถรองรับการขนส่งได้อย่างปลอดภัย ผู้ส่งออกน้ำมันและบริษัทเดินเรือจึงเหลือทางเลือกน้อยลง และอาจต้องใช้เส้นทางที่ไกลกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ทาง สำนักข่าว Reuters ได้ประเมินถึงเหตุการณ์นี้ว่า ช่องแคบบับเอลมันเดบหรือทะเลแดงยังไม่ได้ถูกปิดอย่างสมบูรณ์ เพราะเรือบางส่วนยังสามารถเดินทางผ่านได้ แต่การที่เรือบางลำเริ่มเปลี่ยนทิศทางตั้งแต่ความเสี่ยงยังไม่พัฒนาไปถึงขั้นปิดเส้นทางเต็มรูปแบบ สะท้อนถึงการที่บริษัทเดินเรือกำลังประเมินต้นทุนจากความปลอดภัยควบคู่กับต้นทุนทางการค้าแล้ว

ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มีเพียงราคาน้ำมัน

ขณะเดียวกัน หากเรือขนส่งหลีกเลี่ยงทะเลแดงและคลองสุเอซจากเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วเปลี่ยนไปอ้อมที่บริเวณแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ระยะทางและระยะเวลาขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นตามต้นทางและปลายทาง แม้สินค้าและปริมาณความต้องการขนส่งจะเท่าเดิม แต่เรือแต่ละลำจะใช้เวลาเดินทางต่อเที่ยวนานขึ้น จะทำให้สามารถกลับมารับสินค้ารอบใหม่ได้น้อยลง ซึ่งในทางเศรษฐกิจ สถานการณ์นี้เท่ากับทำให้กำลังการขนส่งที่มีอยู่ในตลาดลดลงโดยปริยาย เพราะเมื่อจำนวนเรือที่พร้อมให้บริการในแต่ละช่วงเวลาลดลง ค่าเช่าเรือและค่าระวางจึงมีโอกาสปรับสูงขึ้น แม้จะยังไม่มีเรือจำนวนมากถูกทำลายหรือหยุดให้บริการอย่างถาวรก็ตาม

นอกจากนี้แล้ว ความเสี่ยงจากการโจมตียังถูกสะท้อนผ่านเบี้ยประกันภัยสงคราม โดยอัตราเบี้ยประกันสำหรับเรือที่ยังคงเดินทางในพื้นที่ทะเลแดงจะปรับขึ้นจากประมาณร้อยละ 0.3 ของมูลค่าเรือ เป็นราวร้อยละ 0.75 หลังฮูตีได้ประกาศปิดล้อม และการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของอัตราประกันนี้ ก็อาจหมายถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหลายแสนดอลลาร์สำหรับเรือมูลค่าสูงในการเดินทางหนึ่งเที่ยวเลยทีเดียว

ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ ก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทเดินเรือ แต่มีแนวโน้มที่จะถูกส่งต่อมายังผู้ส่งออก ผู้นำเข้า โรงงาน และผู้บริโภคผ่านค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยยิ่งสินค้ามีมูลค่าต่อหน่วยต่ำหรือมีน้ำหนักมาก ค่าระวางก็จะยิ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับราคาสินค้า ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงได้ง่ายกว่าสินค้ามูลค่าสูง

ส่วนในเรื่องของระยะเวลาขนส่งที่ยาวขึ้น ก็ยังทำให้ผู้ประกอบการต้องสำรองวัตถุดิบหรือสินค้าไว้นานกว่าเดิม เช่น จากเดิมที่ปกติจะสั่งวัตถุดิบล่วงหน้าเพียงหนึ่งเดือน ก็อาจต้องเพิ่มระยะเวลาสำรองเพื่อป้องกันสินค้ามาถึงล่าช้า เงินทุนและเงินหมุนเวียนของกิจการจึงถูกผูก อยู่ทั้งในสินค้าคงคลังและสินค้าที่กำลังอยู่ระหว่างการขนส่งนานขึ้น โดยผลกระทบส่วนนี้ อาจไม่ปรากฏชัดในราคาสินค้าทันที แต่จะสะท้อนผ่านกระแสเงินสดของบริษัท เพราะผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินให้ผู้ผลิตหรือคู่ค้าก่อน ขณะที่ต้องรอวัตถุดิบมาถึง รอการผลิต และรอเก็บเงินจากลูกค้าเป็นเวลานานกว่าเดิม ยิ่งวงจรดังกล่าวยืดออกไปเท่าใด ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

ซึ่งในบริบทของธุรกิจไทย กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษกลุ่มแรก คือ ธุรกิจที่มีต้นทุนเชื่อมโยงกับพลังงานโดยตรง เช่น สายการบิน การขนส่ง โลจิสติกส์ ประมง โรงงานอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ เพราะการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันสามารถส่งผ่านเข้าสู่ต้นทุนเชื้อเพลิง การผลิต และวัตถุดิบได้ค่อนข้างรวดเร็ว โดยสำหรับสายการบิน ราคาน้ำมันอากาศยานนั้นถือเป็นต้นทุนสำคัญ เพราะหากราคาน้ำมันโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน บริษัทที่มีการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันหรือมีเงินสำรองเพียงพออาจรับมือได้ดีกว่า ขณะที่สายการบินที่มีต้นทุนสูงอยู่แล้วอาจต้องพิจารณาปรับค่าบัตรโดยสารหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ซึ่งอาจกระทบความต้องการเดินทางในระยะข้างหน้า

ส่วนกลุ่มที่สองคือ ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก หรือวัตถุดิบสำหรับการผลิตอาหาร ที่ถ้าหากต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ต้นทุนหน้าโรงงานก็จะสูงขึ้น แม้ผู้ประกอบการจะไม่ได้ซื้อวัตถุดิบจากประเทศที่อยู่ในพื้นที่สงครามโดยตรงก็ตามที เพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์และค่าขนส่งมักเคลื่อนไหวตามตลาดโลกอยู่แล้ว

กลุ่มที่สามคือ ผู้ส่งออกสินค้าไทยไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าต่อหน่วยไม่สูง เช่น สินค้าเกษตร ยางพารา อาหารแปรรูป สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าอุปโภคบริโภค หากต้องใช้เส้นทางที่ไกลขึ้น ผู้ประกอบการเหล่านี้อาจเผชิญทั้งค่าระวางที่เพิ่มขึ้น การกำหนดส่งมอบที่ไม่แน่นอน และความเสี่ยงจากการที่ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าจากแหล่งผลิตที่อยู่ใกล้กว่า

ทั้งนี้ ผลกระทบของเรื่องดังกล่าวอาจรุนแรงกว่าในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพราะบริษัทขนาดใหญ่มักมีอำนาจต่อรองกับสายเรือ มีสัญญาขนส่งระยะยาว มีหลายแหล่งจัดซื้อ และสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินบริหารความเสี่ยงได้มากกว่า ขณะที่ SME อาจซื้อวัตถุดิบเป็นล็อตเล็ก ต้องรับค่าขนส่งตามราคาตลาด และมีเงินทุนสำรองจำกัด ดังนั้นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME จึงเผชิญทางเลือกที่ทำได้ยาก หากไม่ปรับราคาขาย อัตรากำไรก็จะลดลง แต่หากปรับราคาขึ้นเร็วเกินไป ก็อาจกระทบยอดขายในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศยังเปราะบาง ส่วนผู้ส่งออกก็อาจสูญเสียคำสั่งซื้อ หากลูกค้าต่างประเทศไม่ยอมรับราคาที่เพิ่มขึ้น

จากต้นทุนธุรกิจสู่แรงกดดันเงินเฟ้อ

นอกจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจแล้ว ผลกระทบจากราคาพลังงานยังมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง เพราะไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น มูลค่าการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นและกระทบต้นทุนตั้งแต่ภาคการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน

ในช่วงก่อนหน้านี้ อัตราเงินเฟ้อไทยเริ่มปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงาน โดยเงินเฟ้อเดือนเมษายนอยู่ที่ 2.89% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าสามปี ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจเผชิญเงินเฟ้อเกือบ 3% จากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน โดยหากราคาน้ำมันสูงเพียงช่วงสั้น ผลกระทบอาจจำกัดอยู่ที่ความผันผวนของราคาพลังงาน แต่หากราคาทรงตัวสูงต่อเนื่อง ต้นทุนอาจค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังค่าโดยสาร อาหารปรุงสำเร็จ สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการอื่นมากขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ ความเสี่ยงจึงไม่ได้มีเพียงเงินเฟ้อในฐานะตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่คือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจถูกลดทอน เพราะเมื่อประชาชนหรือก็คือผู้บริโภคในประเทศต้องจ่ายค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง และค่าอาหารเพิ่มขึ้น เงินที่เหลือสำหรับซื้อสินค้าอื่นก็จะลดลง ผู้ประกอบการจึงอาจต้องเผชิญทั้งต้นทุนสูงขึ้นและยอดขายที่ฟื้นตัวได้ยากในเวลาเดียวกัา

โดยสิ่งที่เราต้องติดตามต่อหลังจากนี้ คือ การโจมตีจะขยายไปยังท่าเรือ คลังน้ำมัน หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่ บริษัทเดินเรือจะหลีกเลี่ยงทะเลแดงมากขึ้นเพียงใด และราคาน้ำมันจะทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนานแค่ไหน หากสถานการณ์คลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบต่อไทยอาจจำกัดอยู่ที่ความผันผวนระยะสั้น แต่หากการขนส่งผ่านทั้งช่องแคบฮอร์มุซและบับเอลมันเดบติดขัดต่อเนื่อง ภาคธุรกิจไทยอาจต้องรับแรงกดดันพร้อมกันทั้งจากราคาพลังงาน ค่าระวาง เบี้ยประกัน วัตถุดิบ และเงินทุนหมุนเวียน

เหตุการณ์ที่กลุ่มฮูตีในเยเมนโจมตีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงข่าวการโจมตีเรือที่เกิดขึ้นห่างจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่เป็นสถานการณ์ที่อาจส่งผ่านเข้าสู่ต้นทุนของโรงงาน ผู้ส่งออก ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้บริโภคไทยได้ในเวลาไม่นาน ดังนั้น ในโลกที่เส้นทางขนส่งสำคัญสามารถเปลี่ยนจากทางผ่านทางการค้าเป็นพื้นที่ความขัดแย้งได้ภายในเวลาไม่กี่วัน การรับมือของผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรรอให้ราคาน้ำมันหรือค่าระวางเพิ่มขึ้นก่อน แต่อาจต้องทบทวนตั้งแต่แหล่งจัดซื้อ ระดับสินค้าคงคลัง เงื่อนไขการส่งมอบ ไปจนถึงสภาพคล่องที่จำเป็นสำหรับรองรับระยะเวลาขนส่งที่ยาวขึ้น เพราะความเสี่ยงครั้งนี้ไม่ได้กระทบต้นทุนเพียงรายการเดียว แต่กำลังทดสอบความสามารถของธุรกิจในการรักษาการผลิต การส่งมอบสินค้า และกระแสเงินสดให้เดินหน้าต่อไปท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเช่นนี้

LastUpdate 26/07/2569 21:21:00 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
26-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 26, 2026, 10:00 pm