
by วิภาดา จิณณวาโส
ลองนึกภาพชีวิตประจำวันของคนคนหนึ่งในวันนี้ หลังเลิกงานกลับถึงบ้าน สั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชั่น แล้วนั่งกินคนเดียว เปิด iPad ดูซีรีส์ที่เลือกเอง หรือไถฟีดคอนเทนต์ที่อัลกอริทึมรู้ว่าเราน่าจะชอบ ระหว่างนั้นอาจคุยกับเพื่อนผ่านแชต หรือเปิด AI ขึ้นมาถามอะไรบางอย่าง หรือหากวันรุ่งขึ้นต้องออกไปทำธุระแล้วมีเวลาว่างระหว่างรอ ก็ไม่จำเป็นต้องเดินเข้าคาเฟ่เสมอไป แต่อาจนั่งอยู่ในรถ เปิดแอร์ ชาร์จโทรศัพท์ ดูวิดีโอ ทำงาน หรือแม้กระทั่งกินอาหารที่สั่งเข้ามาได้
ชีวิตแบบนี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้ามองในมุมเศรษฐกิจ มันกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือมนุษย์กำลังมีความสามารถในการใช้ชีวิตโดยพึ่งพาคนอื่นน้อยลง และเมื่อ “หนึ่งคน” สามารถกิน ดู ทำงาน เดินทาง ช้อปปิ้ง และหาความบันเทิงได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ธุรกิจก็เริ่มมีเหตุผลที่จะออกแบบสินค้าและบริการโดยมี “คนหนึ่งคน” เป็นหน่วยเศรษฐกิจที่สมบูรณ์มากขึ้น นี่จึงอาจเป็นสิ่งที่เรียกว่า Individual Economy หรือเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกมากขึ้น
ในอดีต พฤติกรรมการบริโภคจำนวนมากถูกออกแบบบนสมมติฐานว่ามนุษย์ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น โทรทัศน์หนึ่งเครื่องอาจเป็นศูนย์กลางของห้องนั่งเล่นที่ทั้งครอบครัวนั่งดูรายการเดียวกัน อาหารหนึ่งมื้ออาจหมายถึงการนั่งกินพร้อมหน้าพร้อมตา การเดินทางไปห้างอาจเป็นกิจกรรมของครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน และการออกไปนั่งคาเฟ่ก็มีความหมายในฐานะพื้นที่ที่คนออกไปพบปะกัน แต่วันนี้เส้นแบ่งระหว่าง “กิจกรรมส่วนตัว” กับ “กิจกรรมที่เคยต้องทำร่วมกับคนอื่น” กำลังเปลี่ยนไป
หน้าจอคือหนึ่งในตัวเร่งสำคัญที่สุด เพราะคนแต่ละคนมีอุปกรณ์ของตัวเองและสามารถเลือกสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ทันที ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 67.8 ล้านคนในช่วงปลายปี 2025 คิดเป็น 94.7% ของประชากร และมี Social Media User Identities 56.6 ล้านบัญชี หรือ 79.1% ของประชากร ขณะที่ LINE มีผู้ใช้งานรายเดือนในไทย 56 ล้านคน และ YouTube มีจำนวนผู้ใช้ที่เข้าถึงได้ผ่านโฆษณาราว 47.2 ล้านคน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าคนไทยกำลังแยกตัวออกจากสังคม แต่สะท้อนว่าพื้นที่ที่เราใช้ชีวิตและบริโภคข้อมูลจำนวนมากได้ย้ายเข้ามาอยู่บนอุปกรณ์ส่วนตัวแล้ว ผลที่ตามมาคือ การบริโภคไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมร่วมกันอีกต่อไป เมื่อก่อนคนในบ้านอาจดูโทรทัศน์เครื่องเดียวกัน แต่วันนี้คนหนึ่งดูซีรีส์ อีกคนดูฟุตบอล และอีกคนดู TikTok ของตัวเอง ทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันในห้องเดียวกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกสิ่งเดียวกัน
สิ่งนี้เปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของตลาดคอนเทนต์ไปด้วย เพราะผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องทำคอนเทนต์ที่ถูกใจคนจำนวนมากที่สุดเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว แต่สามารถสร้างคอนเทนต์สำหรับกลุ่มที่เล็กลงและเฉพาะเจาะจงขึ้นได้ เพราะเมื่อผู้บริโภคมีช่องทางในการค้นหาเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของตัวเองมากขึ้น ตลาดจึงแตกออกเป็นชุมชนเล็ก ๆ จำนวนมาก ตั้งแต่แฟนเกม คนดูซีรีส์เฉพาะแนว คนติดตามศิลปินเฉพาะกลุ่ม ไปจนถึง Community ที่เกิดขึ้นรอบความสนใจเล็กมาก ๆ
นี่คือการเปลี่ยนจาก Mass Consumption ไปสู่ Personalized หรือ Niche Consumption และเมื่ออัลกอริทึมเข้ามาช่วยคัดเลือกสิ่งที่แต่ละคนอยากดู ความแตกต่างระหว่างผู้บริโภคแต่ละคนก็ยิ่งมากขึ้น โลกดิจิทัลจึงไม่ได้แค่ทำให้คนเข้าถึงคอนเทนต์มากขึ้น แต่กำลังทำให้แต่ละคนมี “โลกการบริโภค” ของตัวเองมากขึ้นด้วย พฤติกรรมเรื่องอาหารก็สะท้อนการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกัน การกินข้าวไม่จำเป็นต้องหมายถึงการออกไปเจอคนอีกต่อไป เพราะ Food Delivery ทำให้ร้านอาหารสามารถเดินทางมาหาเราได้ถึงบ้านหรือที่ทำงาน เราไม่ต้องรอให้สมาชิกในครอบครัวว่างพร้อมกัน ไม่ต้องเลือกร้านที่ทุกคนกินได้ และไม่ต้องออกจากบ้านเพื่อซื้ออาหารหนึ่งมื้อ
ข้อมูลจาก Grab ในปี 2025 ก็สะท้อนขนาดของพฤติกรรมนี้ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มในระดับหลายล้านออเดอร์ เมนูส้มตำเพียงอย่างเดียวมียอดสั่งมากกว่า 16 ล้านจานตลอดปี ขณะที่เครื่องดื่มชาเย็นมียอดสั่งมากกว่า 11 ล้านแก้ว แน่นอนว่าตัวเลขดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าคนไทยกินข้าวคนเดียวทั้งหมด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “สถานที่” และ “เงื่อนไข” ของการบริโภค คนสามารถเลือกกินอาหารที่ตัวเองต้องการ ในเวลาที่ตัวเองต้องการ และในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองได้ง่ายขึ้น
ที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนโครงสร้างครัวเรือนไทยด้วย สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2024 ครัวเรือนที่อยู่คนเดียวคิดเป็น 26.5% ของครัวเรือนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 22.3% ในปี 2021 ขณะที่ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.6 คน และข้อมูลจากการสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะปี 2025 พบว่าขนาดครัวเรือนเฉลี่ยของไทยลดลงเหลือ 2.7 คน จาก 5.6 คนในปี 1960
ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะมันหมายความว่าการออกแบบเศรษฐกิจโดยคิดว่าผู้บริโภคหนึ่งคนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวขนาดใหญ่กำลังใช้ไม่ได้เหมือนเดิม เมื่อคนอยู่คนเดียวมากขึ้น สินค้าและบริการก็มีเหตุผลที่จะถูกออกแบบมาเพื่อ “หนึ่งคน” มากขึ้นตามไปด้วย จึงไม่น่าแปลกที่เราเห็นร้านอาหารที่มีที่นั่งสำหรับคนเดียว ชาบูหม้อเดี่ยว อาหาร Portion เดียว เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เฟอร์นิเจอร์สำหรับพื้นที่จำกัด คอนโดที่ออกแบบให้เหมาะกับคนอยู่คนเดียว ไปจนถึงบริการ Subscription ที่ไม่จำเป็นต้องแชร์กับสมาชิกในครอบครัว
ธุรกิจไม่ได้กำลังทำให้คนอยู่คนเดียว แต่กำลังมองเห็นว่าคนจำนวนมากขึ้นสามารถเป็นลูกค้าที่ใช้จ่ายด้วยตัวเองได้ และเรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่บ้านหรือร้านอาหาร เพราะแม้แต่ “รถยนต์” ก็เริ่มมีบทบาทเป็นพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้รถไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเดินทางจากจุด A ไปจุด B แต่กำลังถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ที่คนสามารถใช้เวลาอยู่ภายในได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ระบบความบันเทิง หน้าจอขนาดใหญ่ การชาร์จอุปกรณ์ หรือฟังก์ชันที่ทำให้การนั่งอยู่ในรถสะดวกกว่าเดิม
ลองคิดถึงคนที่เดินทางมาถึงสถานที่หนึ่งก่อนเวลานัด 30 นาที ในอดีตอาจต้องเดินเข้าคาเฟ่เพื่อหาที่นั่ง แต่วันนี้เขาอาจเลือกอยู่ในรถของตัวเอง เปิดแอร์ ฟังเพลง ดูคลิป ทำงาน หรือสั่งอาหารมากินได้ รถจึงเริ่มมีคุณสมบัติคล้าย “ห้องส่วนตัวเคลื่อนที่” นี่ไม่ได้หมายความว่าคาเฟ่จะหายไป แต่หมายความว่าธุรกิจที่เคยคิดว่าการออกจากบ้านเท่ากับการเข้ามาใช้พื้นที่ของร้าน อาจต้องคิดใหม่ เพราะคู่แข่งของคาเฟ่ในอนาคตอาจไม่ใช่แค่คาเฟ่อีกร้านหนึ่ง แต่อาจเป็นบ้าน ห้องทำงาน หรือแม้แต่รถยนต์ของลูกค้าเอง
และเทคโนโลยีอีกตัวที่จะทำให้ Individual Economy ไปไกลกว่านี้คือ AI โดยที่ผ่านมาเทคโนโลยีทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องเจอคนมากขึ้น แต่ AI กำลังเพิ่มอีกชั้นหนึ่งเข้าไป นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสนทนาได้ เราสามารถถาม AI ให้ช่วยคิดงาน สรุปข้อมูล วางแผนการเดินทาง เรียนภาษา ระดมไอเดีย หรือพูดคุยในเรื่องที่อยากคุยได้ตลอดเวลา และตลาดก็เริ่มมีบริการที่ออกแบบ AI ให้มีบทบาทคล้ายเพื่อนหรือ Companion มากขึ้น
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า AI จะมาแทนเพื่อนมนุษย์หรือไม่ เพราะวันนี้ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสรุปแบบนั้น งานศึกษาของ MIT Media Lab ที่สำรวจผู้ใช้ Companion Chatbot 404 คน พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ Chatbot กับความเหงามีความซับซ้อน และผลลัพธ์แตกต่างกันไปตามลักษณะและรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน แต่สิ่งที่ AI กำลังเปลี่ยนอย่างชัดเจน คือ “ต้นทุนของการมีปฏิสัมพันธ์” การคุยกับมนุษย์อีกคนต้องมีเวลา ต้องนัดหมาย ต้องตอบกลับ และต้องรักษาความสัมพันธ์ แต่ AI สามารถพร้อมตอบสนองได้ทันทีและปรับรูปแบบการสื่อสารให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน ดังนั้นในอนาคต AI อาจไม่ได้แข่งขันกับมนุษย์ในเรื่องความสัมพันธ์ทั้งหมด แต่กำลังสร้างตลาดใหม่ที่อยู่ระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “เพื่อน” และทำให้ชีวิตส่วนตัวสามารถมีปฏิสัมพันธ์บางรูปแบบได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพามนุษย์อีกคนอยู่ตรงหน้า
และเมื่อเอาเรื่องทั้งหมดนี้มารวมกัน เราจะเห็นภาพเดียวกันจากหลายด้าน หน้าจอส่วนตัวทำให้เราเลือกคอนเทนต์ของตัวเองได้ Food Delivery ทำให้เรากินอาหารโดยไม่ต้องออกไปพบใคร โครงสร้างครัวเรือนที่เล็กลงทำให้หนึ่งคนกลายเป็นหน่วยบริโภคที่สำคัญขึ้น รถยนต์ที่มีเทคโนโลยีมากขึ้นทำให้พื้นที่ส่วนตัวเคลื่อนที่ได้ และ AI กำลังทำให้แม้แต่การสนทนาหรือการขอคำแนะนำก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีคนอีกคนอยู่ด้วย นี่จึงไม่ใช่เรื่องของ “คนรุ่นใหม่ไม่ชอบเข้าสังคม” แบบง่าย ๆ
เพราะคนยังเข้าสังคม ยังมีเพื่อน ยังมีครอบครัว และยังต้องการความสัมพันธ์กับมนุษย์ เพียงแต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการอยู่ร่วมกับคนอื่นเพื่อทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างอีกต่อไป คนหนึ่งคนสามารถเป็นทั้งผู้ชม ลูกค้า คนทำงาน นักเรียน นักเดินทาง และผู้สร้างคอนเทนต์ได้ด้วยตัวเอง และเมื่อเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนของการใช้ชีวิตคนเดียวลดลง ตลาดก็มีแรงจูงใจที่จะทำให้มันสะดวกขึ้นอีก
ดังนั้น Individual Economy อาจไม่ได้หมายถึง “เศรษฐกิจของคนโดดเดี่ยว” แต่เป็นเศรษฐกิจที่ยอมรับว่า หนึ่งคนมีความต้องการเฉพาะตัว และสามารถเป็นศูนย์กลางของการบริโภคได้โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับกลุ่มอีกต่อไป จากทีวีหนึ่งเครื่องที่ทุกคนต้องดูเหมือนกัน วันนี้เรามีหน้าจอของตัวเอง จากการออกไปกินข้าวด้วยกัน วันนี้อาหารเดินทางมาหาเรา จากการรอในคาเฟ่ วันนี้รถอาจกลายเป็นห้องส่วนตัว และจากการต้องโทรหาใครสักคนเพื่อพูดคุย วันนี้เราสามารถเปิด AI ขึ้นมาได้ทันที
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนไม่ต้องการสังคมอีกแล้ว แต่เพราะเทคโนโลยีกำลังทำให้การใช้ชีวิตโดยมี “ตัวเรา” เป็นศูนย์กลางง่ายขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อพฤติกรรมนี้กลายเป็นเรื่องปกติ ตลาดก็ย่อมต้องปรับตัวตาม สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอาจไม่ใช่การที่ผู้คนกำลังอยู่คนเดียวมากขึ้น แต่คือการที่ “การอยู่คนเดียว” กำลังกลายเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่เศรษฐกิจสามารถรองรับได้อย่างเต็มรูปแบบ
ข่าวเด่น