
by วิภาดา จิณณวาโส
ตลาดน้ำมันโลกกำลังเจอกับการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เพราะในช่วงที่สงครามตะวันออกกลางทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงสูงขึ้น จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกกลับเริ่มขยับตัว ด้วยการเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบ เติมสต็อก และหันไปหาแหล่งน้ำมันนอกตะวันออกกลางมากขึ้น
ข้อมูลศุลกากรจีน ระบุว่า ในเดือนสิงหาคม 2569 จีนนำเข้าน้ำมันดิบ 37.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.2% จากเดือนกรกฎาคม แม้ราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 23% และการนำเข้าในช่วง 8 เดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 321 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน ภาพนี้จึงยังไม่ใช่หลักฐานว่าเศรษฐกิจจีนฟื้นจนความต้องการใช้น้ำมันพุ่งขึ้น แต่สะท้อนการเติมสต็อกและรับมือความเสี่ยงด้านอุปทานมากกว่า
นี่คือจุดสำคัญที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “จีนใช้น้ำมันมากขึ้น” กับ “จีนกำลังเตรียมน้ำมันให้เพียงพอ” เพราะเมื่อเส้นทางผ่าน ฮอร์มุซมีความไม่แน่นอน จีนย่อมมีแรงจูงใจที่จะไม่รอให้เกิดภาวะขาดแคลนแล้วจึงออกมาซื้อ แต่ต้องสร้างกันชนด้านพลังงานไว้ล่วงหน้า พูดอีกแบบก็คือ จีนอาจไม่ได้กำลังเดิมพันว่าเศรษฐกิจจะกลับมาบูมจนต้องใช้น้ำมันมหาศาล แต่กำลังเดิมพันว่า “น้ำมันอาจหายากขึ้นในวันที่ต้องการ” ดังนั้นการมีน้ำมันอยู่ในคลังจึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่โรงกลั่นและภาคเศรษฐกิจจะต้องหยุดชะงักหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
วิธีการซื้อของจีนก็กำลังเปลี่ยนไปด้วย หนึ่งในแหล่งที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น คือ รัสเซีย เพราะโรงกลั่นจีนสามารถลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเส้นทาง ฮอร์มุซได้ การนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลของจีนในเดือนสิงหาคมจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความหมายของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ว่าจีนซื้อรัสเซียมากขึ้น แต่คือโครงสร้างตลาดน้ำมันกำลังเปลี่ยนจากระบบที่ผู้ซื้อเลือกแหล่งที่ถูกและเดินทางสั้นที่สุด ไปสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับ “มีน้ำมันจากหลายแหล่ง” และ “มีทางเลือกเมื่อเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งถูกตัดขาด”
พูดง่าย ๆ คือ ในโลกก่อนวิกฤต ผู้ซื้ออาจถามว่า “น้ำมันจากไหนถูกที่สุด” แต่ในโลกหลังฮอร์มุซ กำลังเปลี่ยนเป็น “ถ้าเส้นทางนี้ถูกปิด เราจะเอาน้ำมันจากไหนมาแทน” เมื่อผู้ซื้อรายใหญ่อย่างจีนเปลี่ยนพฤติกรรม ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่จีน เพราะจีนต้องแข่งขันกับประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่อื่น ๆ เพื่อหาแหล่งน้ำมันนอกตะวันออกกลาง เมื่อจีนหันไปซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากขึ้น น้ำมันที่เหลือสำหรับผู้ซื้อรายอื่นก็ลดลง ขณะที่ประเทศในเอเชียต้องหันไปหาแหล่งจากสหรัฐฯ แอฟริกา หรืออเมริกาใต้มากขึ้น
ผลที่ตามมา คือ เส้นทางการค้าน้ำมันอาจยาวขึ้น และต้นทุนด้านการขนส่ง ประกันภัย และโลจิสติกส์สูงขึ้น แม้ปริมาณน้ำมันในโลกจะไม่ได้หายไปทั้งหมด เพราะปัญหาไม่ได้อยู่แค่มีน้ำมันหรือไม่ แต่อยู่ที่ “น้ำมันอยู่ที่ไหน และสามารถเดินทางไปถึงใครได้เมื่อไร” ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมความขัดแย้งในจุดยุทธศาสตร์อย่างฮอร์มุซจึงสามารถส่งผลต่อตลาดโลกได้มากกว่าพื้นที่ที่เกิดสงคราม เพราะช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันจากตะวันออกกลาง เมื่อเส้นทางมีความเสี่ยง ประเทศผู้นำเข้าจึงต้องยอมจ่ายเพิ่มเพื่อหาน้ำมันจากที่อื่น และต้นทุนส่วนเกินเหล่านี้สุดท้ายก็ถูกส่งต่อไปยังเศรษฐกิจ
อีกด้านที่น่าสนใจ คือ เมื่ออุปทานน้ำมันดิบของจีนฟื้น โรงกลั่นก็สามารถเพิ่มการผลิตและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปได้มากขึ้น โดยการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน เช่น เบนซินและดีเซล ในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 29% จากเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ แต่กำลังมีบทบาทเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดน้ำมันสำเร็จรูปของเอเชียด้วย หากจีนมีน้ำมันดิบเพียงพอ โรงกลั่นก็สามารถผลิตเชื้อเพลิงเพิ่มและส่งออกไปยังตลาดที่ขาดแคลนได้ แต่ในทางกลับกัน หากจีนเร่งสะสมน้ำมันดิบมากจนดึงอุปทานจากตลาดโลกมากขึ้น ก็มีโอกาสเพิ่มแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและค่าขนส่ง
จากเรื่องนี้ ทำให้การจับตาตลาดน้ำมันในวันนี้ไม่สามารถดูแค่ OPEC+ ว่าจะเพิ่มหรือลดการผลิตเท่าไรอีกต่อไป แต่ต้องดูด้วยว่า “จีนกำลังซื้อเท่าไร เก็บไว้เท่าไร และซื้อจากใคร” เพราะการเปลี่ยนแปลงของจีนสามารถกระทบสมดุลตลาดเอเชียได้ทันที ยิ่งจีนสะสมสต็อกมากขึ้น ก็ยิ่งหมายความว่าจีนสามารถลดการพึ่งพาตลาดสปอตในวันที่เกิดวิกฤตได้มากขึ้น ขณะที่ประเทศที่มีคลังสำรองน้อยกว่าจะต้องเข้ามาซื้อในตลาดเดียวกันในช่วงที่ราคากำลังสูง นี่ทำให้ความแตกต่างด้านปริมาณสำรองกลายเป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง
สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้สำคัญกว่าที่ดู เพราะไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานและยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง รัฐบาลไทยระบุว่าประมาณ 50% ของพลังงานที่ไทยนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาประเมินว่าน้ำมันดิบที่ไทยนำเข้าราว 60% มาจากภูมิภาคดังกล่าว
ดังนั้น หากจีนเริ่มกระจายแหล่งนำเข้าและดึงน้ำมันจากรัสเซียหรือแหล่งอื่นมากขึ้น ไทยไม่ได้เผชิญแค่ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ยังต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงน้ำมันจากแหล่งเดียวกันด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศในเอเชียต่างพยายามลดความเสี่ยงจากตะวันออกกลางพร้อมกัน ผลกระทบก็ไม่ได้จบที่ราคาหน้าปั๊ม เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนพื้นฐานของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่ง โรงงาน ปิโตรเคมี การผลิตอาหาร ไปจนถึงโลจิสติกส์ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนของธุรกิจก็เพิ่ม และท้ายที่สุดบางส่วนถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ
สำหรับครัวเรือน ผลกระทบอาจไม่ได้มาในรูปของราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่สามารถปรากฏผ่านค่าเดินทาง ค่าอาหาร และราคาสินค้าต่าง ๆ ที่มีต้นทุนขนส่งอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ภาคธุรกิจจะต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศยังไม่ได้แข็งแรงมากนัก ทำให้แรงกระแทกจากพลังงานสามารถขยายตัวไปเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้
ในอีกด้านหนึ่ง หากจีนเพิ่มการผลิตและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น ไทยก็อาจได้ประโยชน์จากอุปทานเชื้อเพลิงในเอเชียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมันสำเร็จรูปได้บางส่วน นี่ทำให้ผลต่อไทยไม่ได้มีทิศทางเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าจีนจะเร่งสะสมมากแค่ไหน และตลาดโลกสามารถฟื้นเส้นทางขนส่งจากตะวันออกกลางได้เร็วเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ไทยไม่สามารถควบคุมปัจจัยหลักเหล่านี้ได้ สิ่งที่ทำได้จึงไม่ใช่การพยายามทำนายว่าราคาน้ำมันจะไปถึง 100 หรือ 120 ดอลลาร์ แต่คือการลดความเปราะบางของเศรษฐกิจเมื่อราคาพลังงานผันผวน เพราะบทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “พลังงานราคาถูก” ไม่ได้แปลว่าจะมีพลังงานเพียงพอเสมอไป ประเทศต่าง ๆ กำลังยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับแหล่งนำเข้าที่หลากหลาย เส้นทางขนส่งหลายทาง และสต็อกสำรองที่เพียงพอสำหรับวันที่โลกเกิดวิกฤต
สำหรับไทย เรื่องนี้เป็นสัญญาณว่าความมั่นคงด้านพลังงานต้องถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขัน เพราะประเทศที่มีแหล่งนำเข้าหลากหลาย มีระบบสำรองแข็งแรง และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้มากกว่า จะรับมือกับต้นทุนพลังงานที่ผันผวนได้ดีกว่า สิ่งที่จีนกำลังทำจึงไม่ใช่แค่การซื้อน้ำมันเพิ่ม แต่คือการซื้อความมั่นคงให้เศรษฐกิจ และเมื่อจีนเปลี่ยนวิธีซื้อน้ำมัน ตลาดพลังงานโลกก็ต้องเปลี่ยนตาม ขณะที่ไทยในฐานะประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน จึงต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจรับมือกับเกมพลังงานที่กำลังเปลี่ยนไป
ข่าวเด่น