Special Report : ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง เมื่อการก่อหนี้กลายเป็นเรื่องง่าย และกำลังซื้อในอนาคตถูกเอามาใช้ก่อน


     by วิภาดา จิณณวาโส
 
ในวันที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อการใช้จ่ายของคนไทย การซื้อสินค้าสักชิ้นอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋าเพียงพอหรือไม่อีกต่อไป เพราะปัจจุบันผู้บริโภคสามารถเลือกแบ่งจ่ายค่าสินค้าเป็นงวด ๆ ผ่านบริการ Buy Now, Pay Later (BNPL) หรือ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" ได้ตั้งแต่ขั้นตอนชำระเงินบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปขอสินเชื่อหรือดำเนินการหลายขั้นตอนเหมือนในอดีต

ความสะดวกดังกล่าวกำลังทำให้สินเชื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน จากเดิมที่การกู้เงินอาจเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่ผู้บริโภคต้องพิจารณาแยกจากการซื้อสินค้า วันนี้การก่อหนี้อาจเกิดขึ้นได้เพียงเพราะตัวเลือกแบ่งจ่ายปรากฏอยู่บนหน้าจอเดียวกับสินค้าที่กำลังสนใจ ความเปลี่ยน แปลงนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องช่องทางชำระเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่ผู้บริโภครับรู้ราคา ประเมินกำลังซื้อ และตัดสินใจใช้เงินของตัวเองด้วย

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อประเภทนี้ โดยจำนวนบัญชี BNPL เพิ่มจากประมาณ 620,000 บัญชีในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2567 และแตะ 6.3 ล้านบัญชีในปี 2568 ขณะที่ข้อมูลจากผู้ให้บริการรายใหญ่ที่ ธปท. ติดตามพบว่า มูลค่าการใช้สินเชื่อในปี 2567 เติบโตถึง 38% จากปีก่อนหน้า ส่วนข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า มูลค่าการใช้สินเชื่อ BNPL ในปี 2568 อยู่ที่ 40,713 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 6,834 ล้านบาทในปี 2564

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า BNPL กำลังกลายเป็นอีกทางเลือกทางการเงินที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของจำนวนบัญชีและมูลค่าสินเชื่อไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ทุกคนกำลังมีปัญหาหนี้สิน สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ การเติบโตของบริการดังกล่าวกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้ออย่างไร และความสะดวกที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้บริโภคประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองต่างไปจากเดิมหรือไม่

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้การกำกับดูแล BNPL กลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญ โดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแนวทางกำกับดูแลสินเชื่อประเภทนี้ระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม ถึง 15 พฤศจิกายน 2569 เพื่อวางมาตรฐานการให้บริการและคุ้มครองผู้บริโภคจากความเสี่ยงในการก่อหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน

เมื่อการซื้อสินค้าและการก่อหนี้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ข้อแตกต่างสำคัญของ BNPL เมื่อเทียบกับสินเชื่อรูปแบบเดิม คือการนำบริการทางการเงินเข้าไปอยู่ในจังหวะที่ผู้บริโภคกำลังตัดสินใจซื้อสินค้าโดยตรง เมื่อเลือกสินค้าลงตะกร้าและเข้าสู่หน้าชำระเงิน ผู้ซื้ออาจพบตัวเลือกแบ่งจ่ายได้ทันที กระบวนการที่เคยแยกออกจากกันระหว่างการซื้อสินค้าและการขอสินเชื่อจึงถูกรวมเข้าด้วยกันจนแทบเป็นขั้นตอนเดียว

เมื่อการเข้าถึงสินเชื่อทำได้ง่ายขึ้น เกณฑ์ที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจซื้อก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย จากเดิมที่ต้องพิจารณาว่าสินค้ามีราคาเท่าไรและตัวเองมีเงินเพียงพอหรือไม่ ผู้ซื้ออาจเริ่มต้นจากคำถามว่าต้องจ่ายงวดละเท่าไร และสามารถแบ่งเงินจากรายได้ในแต่ละเดือนมาชำระได้หรือไม่ หากยอดผ่อนต่อครั้งดูไม่สูงมาก สินค้าที่เดิมอาจถูกมองว่าเกินกำลังซื้อก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แม้รายได้ของผู้ซื้อจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยก็ตาม

ตัวอย่างเช่น สินค้าราคา 3,500 บาท อาจดูเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่สำหรับคนที่มีเงินเหลือใช้จำกัด แต่เมื่อมีตัวเลือกแบ่งจ่าย ผู้ซื้ออาจมองว่าสินค้าชิ้นนี้อยู่ในระดับราคาที่รับไหว เพราะไม่ต้องจ่ายเงินทั้งหมดในครั้งเดียว วิธีคิดดังกล่าวไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัวเสมอไป แต่หากผู้บริโภคพิจารณาเพียงยอดผ่อนของสินค้ารายการนั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงภาระที่มีอยู่แล้ว ก็อาจประเมินความสามารถในการจ่ายของตัวเองสูงกว่าความเป็นจริง

ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม แนวโน้มนี้สามารถอธิบายผ่านแนวคิดเรื่องการแบ่งบัญชีในใจ หรือ Mental Accounting ซึ่งหมายถึงการที่คนมักแยกเงินและรายจ่ายออกเป็นส่วน ๆ ในความคิด แทนที่จะมองสถานะทางการเงินทั้งหมดเป็นภาพเดียวกัน เมื่อภาระผ่อนแต่ละรายการดูไม่มาก ผู้บริโภคอาจรู้สึกว่ายังจัดการได้ ทั้งที่เมื่อนำยอดผ่อนทั้งหมดมารวมกับค่าใช้จ่ายประจำเดือนแล้ว เงินที่เหลืออาจไม่เพียงพอสำหรับรายจ่ายอื่นหรือเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด

ยิ่งไปกว่านั้น การตัดสินใจซื้อในยุคดิจิทัลไม่ได้เกิดจากการพิจารณาราคาเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคยังได้รับแรงกระตุ้นจากการโฆษณา คอนเทนต์รีวิว โปรโมชั่นระยะสั้น และการนำเสนอสินค้าในโซเชียลมีเดีย เมื่อความอยากได้เกิดขึ้นพร้อมกับตัวเลือกสินเชื่อที่เข้าถึงได้ทันที ระยะห่างระหว่างการเห็นสินค้า การตัดสินใจซื้อ และการก่อหนี้ก็อาจสั้นลง

สำหรับแพลตฟอร์มและผู้ขาย การมีตัวเลือกแบ่งจ่ายอาจช่วยลดข้อจำกัดในการตัดสินใจซื้อและเพิ่มโอกาสปิดการขาย แต่ในมุมของผู้บริโภค ความสามารถในการซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เท่ากับความสามารถในการชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อสินเชื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การซื้อสินค้า ไม่ใช่เพียงบริการทางการเงินที่ผู้บริโภคเลือกใช้แยกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงระหว่างโซเชียลมีเดียกับ BNPL ควรถูกมองเป็นกลไกที่อาจเสริมแรงให้กัน มากกว่าจะสรุปว่าทำให้คนไทยก่อหนี้เพิ่มขึ้นโดยตรง เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละคนยังขึ้นอยู่กับรายได้ ความจำเป็นในการซื้อสินค้า และความสามารถในการควบคุมรายจ่ายของตัวเองด้วย

เมื่อความสะดวกในการซื้ออาจกลายเป็นข้อจำกัดของกำลังซื้อในอนาคต

อีกด้านหนึ่ง การเติบโตของ BNPL เกิดขึ้นในช่วงที่หนี้ครัวเรือนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทย ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 85.2% ของ GDP แม้สัดส่วนดังกล่าวลดลงจาก 86.0% ในไตรมาสแรก แต่ระดับหนี้ที่ยังสูงประกอบกับรายได้ที่เติบโตอย่างจำกัด ทำให้ครัวเรือนจำนวนหนึ่งยังมีพื้นที่สำหรับใช้จ่ายเพิ่มเติมไม่มากนัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและเงินสำรองที่มีจำกัด

ในบริบทเช่นนี้ การใช้ BNPL อาจมีความหมายแตกต่างกันไปตามสถานะทางการเงินของผู้ใช้ คนที่มีรายได้เพียงพอและวางแผนการใช้เงินอย่างรอบคอบอาจใช้บริการเพื่อบริหารกระแสเงินสด โดยแบ่งจ่ายสินค้าแทนการใช้เงินก้อนในทันที แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจำเป็น การผ่อนชำระอาจกลายเป็นวิธีประคองสภาพคล่องเพื่อให้ยังสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้

ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะการใช้สินเชื่อเพื่อบริหารเงินที่มีอยู่กับการใช้สินเชื่อเพื่อชดเชยรายได้ที่ไม่เพียงพอเป็นปัญหาคนละแบบ ในกรณีแรก ผู้บริโภคอาจมีเงินเพียงพอสำหรับชำระคืนตามกำหนด แต่เลือกแบ่งจ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง ส่วนกรณีหลัง หากรายได้ยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายอย่างต่อเนื่อง การเลื่อนภาระชำระไปยังเดือนถัดไปอาจช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่ได้ทำให้ช่องว่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายหายไป

เมื่อถึงรอบรับเงินเดือนครั้งถัดไป รายได้ส่วนหนึ่งต้องถูกกันไว้เพื่อชำระหนี้ที่เกิดจากการซื้อครั้งก่อน ทำให้เงินสำหรับค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่อยู่อาศัย หรือการใช้จ่ายอื่นลดลง หากมีรายจ่ายฉุกเฉินเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคอาจต้องพึ่งสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อรักษาสภาพคล่อง ส่งผลให้ภาระหนี้สะสมมากขึ้นได้ แม้แต่ละรายการจะมีมูลค่าไม่สูงก็ตาม

ในกรณีที่ผู้บริโภคใช้ BNPL หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ความเสี่ยงยิ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะผู้ให้บริการแต่ละรายอาจเห็นข้อมูลสินเชื่อเฉพาะในส่วนของตัวเอง หากข้อมูลหนี้จากแหล่งอื่นไม่ครอบคลุมเพียงพอ การอนุมัติสินเชื่อแต่ละรายการอาจดูเหมาะสมเมื่อพิจารณาแยกกัน แต่ภาระรวมของผู้กู้อาจสูงเกินกว่ารายได้จะรองรับได้

มันจึงเป็นเหตุผลที่การกำกับดูแล BNPL ไม่ควรพิจารณาเพียงวงเงินสินเชื่อของแต่ละรายการ แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการประเมินภาระหนี้รวมของผู้กู้ด้วย เพราะการกำหนดเพดานวงเงินกับผู้ให้บริการรายหนึ่งไม่ได้รับประกันว่าผู้บริโภคจะไม่ก่อหนี้จากหลายแหล่งพร้อมกัน

แนวทางที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอให้รับฟังความคิดเห็นในเดือนตุลาคม 2569 จึงครอบคลุมทั้งการกำหนดวงเงินและระยะเวลาผ่อนชำระ การเปิดเผยต้นทุนสินเชื่อ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และการแยกขั้นตอนการซื้อสินค้าออกจากการสมัครสินเชื่อ เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสพิจารณาภาระทางการเงินก่อนตัดสินใจ ทั้งนี้ รายละเอียดดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้แล้ว

การกำกับดูแลที่เหมาะสมจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับการเปิดโอกาสให้เข้าถึงบริการทางการเงิน เพราะหากควบคุมสินเชื่อโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของผู้ใช้บริการ คนที่มีความสามารถในการชำระหนี้อาจสูญเสียทางเลือกในการบริหารเงิน ขณะเดียวกัน หากปล่อยให้การอนุมัติสินเชื่อมุ่งเน้นความสะดวกและความรวดเร็วมากเกินไป ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะรับภาระหนี้เกินกำลังโดยไม่ทันประเมินผลกระทบ

ความเสี่ยงของ BNPL จึงไม่ได้อยู่เพียงการผิดนัดชำระหนี้หรือการเกิดหนี้เสีย แต่อยู่ที่การลดลงของเงินที่ผู้บริโภคสามารถนำมาใช้จ่ายในอนาคต เมื่อรายได้ส่วนหนึ่งต้องถูกนำไปชำระค่าสินค้าที่ซื้อไปแล้ว เงินสำหรับการบริโภคครั้งใหม่ก็อาจลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้จำกัดและมีภาระค่าใช้จ่ายสูง และสำหรับเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาการบริโภคภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของยอดใช้จ่ายผ่านสินเชื่อจึงไม่ได้หมายความว่ากำลังซื้อจะแข็งแรงขึ้นเสมอไป เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นวันนี้อาจแลกมาด้วยความสามารถในการใช้จ่ายที่ลดลงในวันหน้า ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น แต่ต้องทำให้การก่อหนี้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระคืนด้วย เพราะหากสินเชื่อเติบโตเร็วกว่ารายได้ ความสะดวกในการซื้อวันนี้ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดของกำลังซื้อในระยะยาวได้

LastUpdate 25/10/2569 21:16:26 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
26-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 26, 2026, 3:32 am