
by วิภาดา จิณณวาโส
กระแสข่าวว่าอิหร่านอาจโจมตีสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้ทะเล ทำให้หลายคนกังวลว่าอินเทอร์เน็ตทั่วโลกอาจหยุดทำงาน หากสายเคเบิลเหล่านี้ได้รับความเสียหาย เพราะข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่าสายเคเบิลใต้น้ำรองรับการรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั่วโลกประมาณ 99% ตัวเลขดังกล่าวฟังดูน่าตกใจ แต่การที่สายเคเบิลบางส่วนถูกตัด ไม่ได้หมายความว่าอินเทอร์เน็ตทั้งโลกจะดับลงพร้อมกัน สิ่งที่ต้องพิจารณาคือสายที่ถูกโจมตีอยู่ตรงไหน เชื่อมต่อประเทศใด และมีเส้นทางสำรองรองรับมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำขู่ที่ไม่มีรายละเอียดรองรับ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอิหร่านสองรายว่า รัฐบาลเตหะรานได้จัดทำแผนโจมตีสายเคเบิลสื่อสารใต้น้ำในอ่าวเปอร์เซียไว้แล้ว หากสหรัฐและอิสราเอลกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระบุว่าอิหร่านอาจพยายามขัดขวางการซ่อมแซมสายเคเบิลหลังถูกโจมตี เพื่อยืดระยะเวลาที่ระบบสื่อสารหยุดชะงัก
สิ่งที่ต้องแยกให้ออก คือ การเปิดเผยแผนดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานว่าอิหร่านได้ลงมือโจมตีสายเคเบิลแล้ว และยังไม่มีรายละเอียดที่ยืนยันว่าจะโจมตีสายใดหรือใช้วิธีใดโดยเฉพาะ แต่การที่เจ้าหน้าที่ออกมาพูดถึงเป้าหมายและแนวทางยืดเวลาความเสียหาย ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนักมากกว่าการขู่ในเชิงวาทกรรมทั่วไป
จากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน สู่การขยายเป้าหมายไปยังโครงข่ายดิจิทัล
ความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มต้นจากการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในภูมิภาค รวมถึงการข่มขู่และโจมตีเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก
แม้ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน และพยายามเจรจาหาข้อยุติในเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่สามารถนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างถาวรได้ เมื่อถึงเดือนกันยายน สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาโจมตีกันเป็นระยะ ขณะที่มาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน รายงานของ Associated Press เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ยังสะท้อนความกังวลต่อการกลับมาสู่สงครามเต็มรูปแบบ ท่ามกลางการเจรจาที่ยังมีอุปสรรคหลายด้าน
ช่องแคบฮอร์มุซจึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะอิหร่านสามารถใช้ความเสี่ยงต่อการขนส่งทางทะเลกดดันประเทศอื่นได้ แต่เมื่อการเผชิญหน้าขยายวงกว้างขึ้น เป้าหมายที่ถูกกล่าวถึงก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรือบรรทุกน้ำมัน ฐานทัพ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอีกต่อไป
ในเดือนตุลาคม เจ้าหน้าที่อิหร่านยังส่งสัญญาณว่า ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เชื่อมโยงกับสหรัฐ ในภูมิภาคอาจกลายเป็นเป้าหมายด้วย ก่อนที่ สำนักข่าว Reuters จะรายงานถึงแผนโจมตีสายเคเบิลใต้น้ำในวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา การขยายเป้าหมายลักษณะนี้สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังมีความสำคัญในทางยุทธศาสตร์ไม่ต่างจากโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เพราะเป็นสิ่งที่ธุรกิจ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพา
อีกด้านหนึ่ง คำขู่ดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มต้นทุนของการทำสงครามให้สูงขึ้น โดยเฉพาะต่อประเทศอ่าวเปอร์เซียที่ลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้พึ่งพาน้ำมันน้อยลง และกำลังผลักดันตัวเองให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและ AI หากความขัดแย้งทำให้โครงข่ายสื่อสารหรือศูนย์ข้อมูลได้รับความเสียหาย ความเสี่ยงก็จะไม่ได้ตกอยู่กับกองทัพเพียงฝ่ายเดียว แต่รวมถึงรัฐบาล นักลงทุน และบริษัทเทคโนโลยีที่มีเงินลงทุนอยู่ในภูมิภาคด้วย
แล้วสายเคเบิลใต้น้ำสำคัญแค่ไหน และหากถูกตัดจะกระทบอินเทอร์เน็ตทั่วโลกหรือไม่?
สายเคเบิลใต้น้ำเป็นสายใยแก้วนำแสงที่วางอยู่บนพื้นทะเล ทำหน้าที่ส่งข้อมูลระหว่างประเทศและทวีป ตั้งแต่การใช้งานเว็บไซต์ การรับส่งอีเมล การประชุมทางไกล ไปจนถึงธุรกรรมทางการเงินและการเชื่อมต่อกับบริการคลาวด์ ตามข้อมูลของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) สายเคเบิลเหล่านี้รองรับข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั่วโลกประมาณ 99% และมีระบบสายเคเบิลที่ใช้งานอยู่หรืออยู่ระหว่างการพัฒนามากกว่า 500 ระบบทั่วโลก ณ ปี 2567
เหตุผลที่สายเคเบิลใต้น้ำมีบทบาทสูงกว่าการสื่อสารผ่านดาวเทียม คือ ความสามารถในการส่งข้อมูลปริมาณมากด้วยความเร็วสูงและมีความหน่วงต่ำ จึงเหมาะกับการรับส่งข้อมูลระหว่างศูนย์กลางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แม้ผู้ใช้ทั่วไปจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi หรือเครือข่ายมือถือ แต่ข้อมูลที่ส่งไปยังเว็บไซต์หรือเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศก็อาจต้องเดินทางผ่านโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำเหล่านี้อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 99% ไม่ได้หมายความว่าสายเคเบิลเส้นใดเส้นหนึ่ง หรือสายทั้งหมดในบริเวณเดียวกัน มีหน้าที่รองรับข้อมูล 99% ของโลก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำโดยรวม ขณะที่ผลกระทบจากการตัดสายจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความจุของสายที่เสียหาย รวมถึงความสามารถของผู้ให้บริการในการเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลไปยังสายอื่น
ในกรณีช่องแคบฮอร์มุซ Alan Mauldin ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ TeleGeography บริษัทวิจัยด้านโทรคมนาคม ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Reuters ว่า มีแบนด์วิดท์ (ปริมาณการรับส่งข้อมูล) ระหว่างประเทศไม่ถึง 1% ของโลกที่ผ่านช่องแคบแห่งนี้ ดังนั้น หากอิหร่านโจมตีสายเคเบิลในบริเวณดังกล่าว ผลกระทบโดยตรงต่ออินเทอร์เน็ตโลกโดยรวมอาจมีจำกัด เมื่อเทียบกับความกังวลที่เกิดจากตัวเลข 99%
แต่ผลกระทบต่อประเทศที่พึ่งพาเส้นทางเหล่านี้อาจรุนแรงกว่าภาพรวมของโลกมาก หากสายหลายเส้นถูกตัดพร้อมกัน ปริมาณข้อมูลจะต้องถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังโครงข่ายอื่น ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่มีการเชื่อมต่อช้าลง เกิดความหน่วงสูง หรือไม่สามารถใช้บริการบางประเภทได้ตามปกติ โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางสำรองมีความจุไม่เพียงพอ
ความเสี่ยงที่ทำให้คำขู่ครั้งนี้น่ากังวลจึงไม่ได้อยู่ที่การตัดสายเคเบิลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเป็นไปได้ที่จะทำให้การซ่อมแซมล่าช้า หากพื้นที่ปฏิบัติงานยังมีการสู้รบ บริษัทเจ้าของเรือซ่อมสายเคเบิลและผู้รับประกันภัยอาจไม่ต้องการให้เรือเข้าไปทำงาน ขณะเดียวกัน การขออนุญาตเข้าพื้นที่น่านน้ำของแต่ละประเทศก็อาจใช้เวลานานขึ้น ความเสียหายที่ควรได้รับการแก้ไขจึงอาจยืดเยื้อออกไป
ยิ่งไปกว่านั้น หากความเสี่ยงขยายจากช่องแคบฮอร์มุซไปยังทะเลแดง ผลกระทบก็อาจมีนัยสำคัญมากขึ้น เพราะเส้นทางดังกล่าวเชื่อมโยงการรับส่งข้อมูลระหว่างยุโรป แอฟริกาตะวันออก และเอเชีย โดยสำนักข่าว Reuters รายงานว่าแบนด์วิดท์ที่ผ่านทะเลแดงคิดเป็นประมาณ 3% ของความต้องการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศทั่วโลก และราว 10% ของข้อมูลที่เดินทางระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ามีแผนโจมตีทะเลแดงแล้ว แต่ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงจะเปลี่ยนไปมาก หากความขัดแย้งขยายไปยังเส้นทางสื่อสารที่มีความสำคัญกว่าเดิม
ผลกระทบจะมาถึงอินเทอร์เน็ตไทยหรือไม่?
สำหรับประเทศไทย การที่สายเคเบิลใต้น้ำในอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหายไม่ได้หมายความว่าอินเทอร์เน็ตไทยจะดับลงทันที เพราะไทยไม่ได้พึ่งพาสายเคเบิลที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียงเส้นทางเดียว การรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศยังมีโครงข่ายอื่นรองรับ และผู้ให้บริการสามารถเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรองรับข้อมูลของเส้นทางสำรองและการเชื่อมต่อของผู้ให้บริการแต่ละรายย่อมแตกต่างกัน
ผลกระทบที่เป็นไปได้จึงมีตั้งแต่แทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการเชื่อมต่อบางบริการช้าลงหรือขัดข้อง หากเส้นทางที่บริการนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะบริการที่ต้องติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์หรือศูนย์ข้อมูลในต่างประเทศ นอกจากนี้ หากการโจมตีขยายไปยังเส้นทางสื่อสารสำคัญอื่นในทะเลแดงหรือมหาสมุทรอินเดีย ความเสี่ยงต่อการรับส่งข้อมูลระหว่างเอเชียกับยุโรปก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทยก็ไม่ควรมองข้าม หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบการให้บริการคลาวด์ ธุรกรรมข้ามประเทศ หรือระบบของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในหลายภูมิภาค ต้นทุนการดำเนินงานและความเสี่ยงจากการหยุดชะงักอาจเพิ่มขึ้น แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่สู้รบก็ตาม แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นความเสี่ยงที่ขึ้นอยู่กับขอบเขตความเสียหายจริง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนจากคำขู่ในขณะนี้
ท้ายที่สุด ข่าวอิหร่านขู่โจมตีสายเคเบิลใต้น้ำสะท้อนให้เห็นว่า สงครามในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแย่งชิงพื้นที่หรือทำลายกำลังทางทหาร แต่ยังสามารถขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เศรษฐกิจโลกดำเนินต่อไปได้ ตั้งแต่พลังงาน การขนส่ง ไปจนถึงข้อมูลและบริการดิจิทัล สิ่งที่สังคมควรทำความเข้าใจจึงไม่ใช่การตื่นตระหนกว่าอินเทอร์เน็ตทั่วโลกกำลังจะดับ แต่คือการตระหนักว่าโลกดิจิทัลที่ดูเหมือนไร้พรมแดนนั้น ยังมีโครงสร้างทางกายภาพที่เปราะบางและมีจุดคอขวดอยู่จริง หากสายเคเบิลบางจุดเสียหาย โลกอาจไม่ได้ออฟไลน์พร้อมกันทั้งหมด แต่ประเทศและธุรกิจที่พึ่งพาเส้นทางเหล่านั้นมากอาจต้องรับต้นทุนสูงขึ้น และหากสงครามขยายไปยังหลายเส้นทางพร้อมกัน ผลกระทบก็อาจไกลเกินกว่าพื้นที่ที่เกิดการสู้รบอย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งสำหรับประเทศไทย วันนี้อาจยังไม่มีเหตุให้ตื่นตระหนกตามที่ได้กล่าวไป แต่ก็ไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ไกลตัว เพราะประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เรามีสายเคเบิลเชื่อมต่อกับโลกกี่เส้น หากคือเมื่อเส้นทางเหล่านั้นเกิดปัญหาพร้อมกัน ระบบสำรองของเราจะรับมือไหวแค่ไหน ในโลกที่สงครามสามารถกระทบได้ตั้งแต่ราคาพลังงานจนถึงการไหลเวียนของข้อมูล ความมั่นคงทางดิจิทัลจึงไม่ใช่เรื่องของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศต้องเตรียมรับมือ
ข่าวเด่น