เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "เริ่มชะลอการขึ้นตามแนวต้าน"


คาดตลาดเริ่มชะลอตัวโดยเฉพาะที่แนวต้าน ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เริ่มมีช่วงชะลอการขึ้นหลังขึ้นต่อเนื่อง แม้สัญญาณเงินไหลเข้าหุ้นเทคฯ เอเชียยังดำเนินต่อไป ราคาน้ำมันที่กลับมาปรับตัวขึ้นคาดมีส่วนค้ำตลาด ด้าน โรดริเกซ ผู้นำเวเนซูเอล่าเสนอความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้วยความสัมพันธ์ที่เคารพซึ่งกันและกัน ผ่อนคลายลง ทางเทคนิค การขึ้นต่อมีโอกาสชะลอการขึ้นตามแนวต้าน ประเมินแนวต้านที่ 1285/1290 และแนวรับที่ 1275/1270

ประเด็นสำคัญ

• ราคาหุ้นพลังงานสหรัฐฯ ปรับขึ้นวานนี้ เช่น CVX.US (+5.1%) XOM.US (+2.21%) COP.US (+2.59%) ตอบรับหลัง ปธน. ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณให้บริษัทพลังงานสหรัฐฯ สามารถเข้าไปลงทุนและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเวเนซุเอลา ด้าน OPEC+ มีมติคงกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 1Q69 ท่ามกลางความกังวลอุปทานล้นเกิน

• ปธน. ทรัมป์ได้กล่าวถึงความต้องการครอบครองกรีนแลนด์อีกครั้งภายหลังจากการโจมตีเวเนซุเอลา โดยอ้างถึงประเด็นความมั่นคงของชาติ มองคำกล่าวข้างต้นจะคงทำให้ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์มีต่อเนื่อง เป็น Sentiment บวกต่อสินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง ทองคำซึ่งวานนี้ปรับขึ้น 2.7% และตราสารหนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะ 10 ปีล่าสุดลงสู่ระดับ 4.17%

• ISM เผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ใน ธ.ค. 2568 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 สู่ระดับ 47.9 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้และต่ำที่สุดนับตั้งแต่ ต.ค. 2567 สะท้อนภาวะหดตัวของภาคการผลิตซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานที่ลดลง

• กกร. ประเมิน ศก. ไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอลงจากปี 2568 กดดันจากการจ้างงาน, กำลังซื้อในประเทศ และภาคการผลิตที่ MPI ไม่สอดคล้องกับการส่งออก เนื่องจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า, Transshipment และการทะลักเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และแนะนำไทยต้องเร่งปรับโครงสร้าง ศก. โดยยกระดับการทำ OEM สู่อุตฯ มูลค่าสูงและการส่งเสริมเทคโนโลยี

• ตลท. เผยล่าสุด (30 ธ.ค. 2568) มี บจ. เข้าร่วมโครงการ Jump+ ทั้งหมด 111 บจ. เป็น SET และ mai จำนวน 57 และ 54 บจ. ตามลำดับ

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET จะผันผวนในกรอบ 1250–1320 จุด โดยคาดบรรยากาศลงทุนมีแรงหนุนจาก January Effect ซึ่งจากสถิติย้อนหลัง 5 ปี (2564–2568) ช่วงสัปดาห์แรกของวันทำการหลังปีใหม่ SET จะปรับขึ้นเฉลี่ยราว 1.3% ด้วย Win Rate 60% สะท้อนพฤติกรรมกลับเข้าลงทุนของนักลงทุนหลังพ้นวันหยุดยาว ขณะเดียวกันมองตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักกับปัจจัยการเมืองในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองหลักซึ่งอาจส่งผลต่อความคาดหวังเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามซึ่งอาจมีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-เวเนซุเอลา, ข้อมูลตลาดแรงงานและ PMI ภาคการผลิต ธ.ค. ของสหรัฐ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

ช่วงสั้นมอง SET ผันผวนในกรอบ ติดตามสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา และปัจจัยการเมืองในประเทศ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลักและ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวก ดังนี้ 
 
1. หุ้น Defensive ผลการดำเนินงานสามารถต้านทานความผันผวนภายนอก เราคาด 4Q68 กำไรเติบโตดี YoY และแนะนำ Outperform จากแนวโน้มธุรกิจดี แนะนำ ADVANC BDMS BEM BGRIM GULF PTT

2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI TLI

3. หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาด กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ 2 ครั้ง อาทิ หุ้นที่จะมีต้นทุนการเงินลดลงตามภาระหนี้สินซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง แนะนำ CENTEL GPSC TRUE และหุ้นที่จะมีต้นทุนการดำเนินการลดลง หรือ กำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น แนะนำ AP MTC รวมทั้งหุ้นกลุ่ม REITs แนะนำ DIF FTREIT LHHOTEL

4. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่คาดหวังสหรัฐจะยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันหนักจากเวเนซุเอลาทำให้กลับมานำเข้าได้อีกครั้ง แนะนำ TASCO ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นต้นน้ำ คาดราคาน้ำมันจะผันผวนสูงจากความกังวลด้านอุปทานที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะกลาง-ยาว จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้นไปก่อน 2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จาก January Effect โดยเน้นเลือกหุ้น SETHD และ sSET ซึ่งจากสถิติ 5 ปีล่าสุดพบให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงราว 1.5-2.0% ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังเปิดปีใหม่ด้วย Win Rate 80% แนะนำ KTB BBL AP THANI KBANK และ 3) หุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จากเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และ/หรือ เชื่อมโยงกับนโยบายของพรรคการเมือง อาทิ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL TNP) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (GFPT CBG OSP) กลุ่มสินเชื่อ (SAWAD TIDLOR) และกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW) 

Daily Top Picks

CENTEL: ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากสัญญาณ On the Book ใน 1Q69 ของแบรนด์ Centara Grand ล่าสุดเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน +20%YoY ช่วยหนุนผลประกอบการ ในขณะที่กำไรยังมีแนวโน้มดีเพิ่ม QoQ ตั้งแต่ 4Q68-1Q69 และคาดปี 2569 กำไรโต 16%YoY ประเมินเป้าหมายทางเทคนิคในระยะสั้น 34.50 บาท

TRUE: ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากแนวโน้มผลประกอบการที่มีโอกาสดีขึ้น รายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วใน 3Q68 และคาดจำนวนผู้ใช้รายใหม่สุทธิจะเป็นบวกใน 4Q68 อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนหลังการประมูลคลื่นความถี่หนุน ประเมินเป้าหมายทางเทคนิคในระยะสั้นที่ 11.70 บาท
 

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 06 ม.ค. 2569 เวลา : 12:34:13
08-01-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 8, 2026, 2:33 am